เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 176 ซากุระ สุดยอดผู้พิทักษ์
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 176 ซากุระ สุดยอดผู้พิทักษ์
เฝ่ยไป๋ลู่ตัดสินใจจะไปกองถ่าย ส่วนเวินสือเหนียน เขาไม่เห็นด้วยเลย เพราะบาดแผลของเฝ่ยไป๋ลู่ยังไม่หายดี…
แม้เขาจะสั่งให้คนต้มยาบำรุงมาให้เฝ่ยไป๋ลู่ดื่มมากมาย แต่สีหน้าของเฝ่ยไป๋ลู่ก็ไม่ดีเท่าแต่ก่อน กระนั้นเขาก็ไม่ได้ห้ามเฝ่ยไป๋ลู่ออกไปตรง ๆ
เวินสือเหนียนรู้ดีว่าเขาไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนเฝ่ยไป๋ลู่ การเคารพและให้เกียรติคือวิธีที่ดีที่สุดในการอยู่ร่วมกัน “ผมจะให้เลขาเจี่ยนไปส่ง แล้วตอนเย็นคุณจะกลับมาทานข้าวไหม?”
ครั้นเฝ่ยไป๋ลู่คิดถึงฝีมือของพ่อครัวที่บ้านเวินสือเหนียน ก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้า “กลับ!”
ประโยชน์ของการย้ายมาอยู่ที่นี่ อย่างแรกคือการหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็น อย่างพวกปัญหาที่คนตระกูลเฝ่ยตามมาก่อกวน อย่างที่สองคือได้กินของดีอร่อย ๆ เหมือนเวินสือเหนียน
การประหยัดก่อนฟุ่มเฟือยนั้นทำได้ง่าย แต่การฟุ่มเฟือยก่อนแล้วค่อยประหยัดทำได้ยาก เฝ่ยไป๋ลู่คิดว่าหากเธอจะต้องไปจากที่นี่ สิ่งแรกที่เธอต้องพิจารณาคือ จะจ้างพ่อครัวของเวินสือเหนียนไปด้วยหรือไม่ เพราะพ่อครัวของเขามีฝีมือเป็นเลิศมาก
เฝ่ยไป๋ลู่ไม่รู้ว่าพ่อครัวของตระกูลเวินเป็นคนที่เวินสือเหนียนจ้างมาด้วยเงินจำนวนมาก และนั่นก็เพื่อจะรั้งเธอไว้… แล้วเขาจะยอมให้เธอจ้างคนออกไปได้อย่างไร
“คุณเฝ่ย ผมจะรออยู่ข้างนอก ถ้ามีเรื่องอะไรก็เรียกผมได้เลยนะครับ” เจี่ยนต๋าเช่าขับรถมาส่งเฝ่ยไป๋ลู่ที่กองถ่าย
ในขณะที่ผู้กำกับเจิ้งและรองผู้กำกับซุนเฝ้ารออย่างใจจดจ่ออยู่หน้าประตู และในที่สุดคนที่รอคอยก็มาถึง พวกเขารีบวิ่งเข้ามาต้อนรับเฝ่ยไป๋ลู่ทันที
“เฝ่ยไป๋ลู่ ลำบากคุณต้องมาที่นี่แล้ว แหะ ๆ พวกเรารู้ว่าเวลาของคุณมีค่ามาก เดิมทีตั้งใจจะไปเยี่ยมคุณถึงบ้าน แต่คิดดูแล้วเชิญคุณมาที่กองถ่ายง่ายกว่า คุณจะได้พบทีมนักแสดงนำของเราและช่วยดูให้ได้ด้วย เผื่อมีอะไรต้องระวัง จะได้ไม่ต้องมาคอยรบกวนเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทีหลัง”
แม้ภายนอกผู้กำกับเจิ้งจะเป็นคนซื่อ ๆ แต่คนในวงการบันเทิงล้วนไม่มีใครโง่
แค่คำพูดสามสี่คำก็สื่อถึงความรู้สึกไม่สะดวกใจที่จะไปเยี่ยมบ้านแล้ว ทั้งเขายังชมเชยเฝ่ยไป๋ลู่เป็นนัยอีก ทำให้วันนี้ที่เดิมเป็นแค่วันเปิดกล้อง กลายเป็นวันพบปะนักแสดงและสำรวจกองถ่ายไปด้วยแล้ว
มาทั้งทีก็คงต้องขอให้ช่วยดูว่านักแสดงนำที่เลือกมาใหม่สักหน้อยว่า มีปัญหาอะไรหรือเปล่า
ผู้กำกับเจิ้งยิ้มกริ่ม ถูมือไปมาเล็กน้อยด้วยความกังวล ถ้าเกิดเรื่องแบบหวังซินกับหรงหยางฮุยอีก ละครเรื่องนี้คงถ่ายทำไม่ได้แล้ว
“เฝ่ยไป๋ลู่ คุณสบายใจได้ เรื่องค่าตอบแทน เราจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง” ซุนกั๋วซิ่งกล่าวเห็นด้วยกับผู้กำกับเจิ้ง ถึงจะรู้ดีว่าเฝ่ยไป๋ลู่ไม่ใช่คนเห็นแก่เงิน แต่เรื่องมารยาทพื้นฐานก็ต้องพูดให้ครบ
เฝ่ยไป๋ลู่พยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม
ผู้กำกับเจิ้งที่เห็นแบบนั้นก็คลายกังวลลงเล็กน้อย แล้วรีบพาเฝ่ยไป๋ลู่เข้าไปด้านใน
ค่าใช้จ่ายของทีมงาน ค่าเช่ากองถ่าย คิวนักแสดง แต่ละอย่างล้วนสำคัญ จะรีรอไม่ได้ ตอนนี้นักแสดงนำชายและหญิงกำลังซ้อมบทกับคนเขียนบทอยู่ เพื่อให้กองถ่ายกลับเข้าสู่สภาวะปกติเร็วที่สุด
ผู้กำกับเจิ้งพาเฝ่ยไป๋ลู่มายังด้านหลังกองถ่าย ทว่าเพิ่งอธิบายได้ไม่กี่คำ ทีมงานก็เรียกตัวเขาไปเสียแล้ว ทิ้งให้ซุนกั๋วซิ่งซึ่งคุ้นเคยกับเฝ่ยไป๋ลู่มากกว่าคอยต้อนรับ
ซุนกั๋วซิ่งด่าผู้กำกับเจิ้งในใจว่าเจ้าเล่ห์นัก ทิ้งเรื่องสำคัญไว้ให้เขาทำอีกแล้ว
เขากำลังคิดหาเรื่องคุยกับเธอ ทันใดนั้นก็มีคนคนหนึ่งเดินโผล่มาจากหัวมุม แล้วชนเฝ่ยไป๋ลู่อย่างจัง
“ระวังหน่อย” เฝ่ยไป๋ลู่ใช้มือข้างหนึ่งประคองคนคนนั้นเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างก็รับแก้วเก็บความร้อนที่ลอยอยู่กลางอากาศมาได้อย่างมั่นคง
ฉู่ชูรู้สึกเหมือนถูกเหวี่ยงเข้าหาก้อนเมฆนุ่ม ๆ จนสมองว่างเปล่า
กระทั่งเธอรู้สึกตัวว่าทำอะไรพลาดไป จึงรีบผละถอยหลังด้วยความตื่นตระหนก
ในกองถ่ายมีตัวซวยโผล่มาจากไหนกัน ซุนกั๋วซิ่งมองฉู่ชู ครั้นเห็นว่าเป็นผู้ช่วยคนใหม่ของนักแสดงนำชาย เขาจึงดุด่าอีกฝ่ายไม่ได้
ซุนกั๋วซิ่งรู้สึกปวดหัว เขาหันมองเฝ่ยไป๋ลู่เพราะกลัวว่าเธอจะโกรธ และรีบพูดปลอบ “เฝ่ยไป๋ลู่ คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม? นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้หญิงคนนี้เข้ากองถ่าย เธอทำอะไรไม่ทันระวัง ช่วยอย่าถือสาเลยนะ”
เฝ่ยไป๋ลู่คืนแก้วเก็บความร้อนให้หญิงสาว แล้วก็พูดตัดบท “ฉันไม่เป็นไร”
“ขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะชนคุณเลย” ขนตางอนงามของฉู่ชูสั่นระริกอย่างกระวนกระวาย เธอไม่กล้าสบตาใคร เอ่ยเสียงแผ่วเบา “ฉันขอโทษจริง ๆ ให้ฉันไปส่งคุณที่โรงพยาบาลไหม ส่วนค่ารักษาพยาบาล ฉัน… ฉันจะจ่ายให้”
เจ็บแค่นิดเดียวต้องไปโรงพยาบาลเลยเหรอ?
เธอคนนี้ดูไร้เดียงสาราวกับกระต่ายขาว แต่อย่าถูกสิ่งเหล่านี้นั้นตบตาเชียว
เฝ่ยไป๋ลู่หรี่ตามอง รู้สึกว่าเสียงนี้คุ้นเคยนัก
ตอนนี้ใบหน้าเล็ก ๆ ของหญิงสาวถูกหน้ากากอนามัยสีดำปกปิดมิดชิด เผยเพียงดวงตาที่พร่ามัว
ดวงตาสีดำเป็นประกาย วาววับราวกับแผ่นกระดาษบริสุทธิ์
“ซากุระน้อย?” เฝ่ยไป๋ลู่นึกขึ้นได้
เธอคือ ‘ซากุระ สุดยอดผู้พิทักษ์’ ที่เชื่อมต่อกับเธอสำเร็จในครั้งนั้น
“หื้อ” ฉู่ชูเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง แล้วเธอก็สบตากับดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอย่างไม่ทันตั้งตัว
ฉู่ชูไม่มีวันลืมรูปลักษณ์ของเฝ่ยไป๋ลู่ได้ เธอเบิกตาด้วยความดีใจ “อาจารย์! ทำไมคุณมาอยู่ที่นี่ได้คะ?!”
ซุนกั๋วซิ่งเช็ดเหงื่อบนหน้าอย่างโล่งใจ ทั้งสองคนรู้จักกันนี่เอง ทำให้เขานึกกังวลไปเปล่า ๆ ซะได้
เฝ่ยไป๋ลู่จำฉู่ชูได้ เพราะเธอเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ทำนายโชคชะตาให้คนอื่นอย่างบริสุทธิ์ใจ
“ฉันมาทำธุระ เธอล่ะ?”
“อาจารย์ ฉันทำงานที่นี่ แต่เพิ่งมาใหม่จึงยังไม่ค่อยรู้อะไร เลยทำอะไรก็ไม่ค่อยดีนัก” พอนึกถึงตอนที่ตัวเองเดินชนเฝ่ยไป๋ลู่โดยไม่ทันระวัง ฉู่ชูก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา
แต่พอพูดถึงเรื่องงาน แววตาของเธอก็สดใสเปล่งประกายเหมือนแสงของดวงดาว ต่างจากตอนที่เธอเชื่อมต่อมาขอความช่วยเหลือราวกับเป็นคนละคน
เหมือนว่าช่วงนี้เธอจะใช้ชีวิตได้ดี ไม่เหมือนกับเด็กสาวกำพร้าที่เก็บตัวไร้ที่พึ่งคนเดิมอีกต่อไป ตอนนี้เธอกล้าก้าวออกจากกรอบเดิม ๆ ของตัวเอง กล้าก้าวเข้าสู่สังคมแล้ว
ส่วนนิสัยระมัดระวังและอ่อนไหวของเธอ นี่คงไม่ใช่เรื่องใหญ่
เฝ่ยไป๋ลู่ลูบหัวเธอ “เริ่มงานใหม่จะไม่คุ้นเคยก็เป็นเรื่องปกติ อีกเดี๋ยวก็เข้าที่เข้าทางไปเอง ผู้กำกับซุนกับผู้กำกับเจิ้งไม่ได้เข้มงวดมากหรอก เธอไม่ต้องกลัว”
ซุนกั๋วซิ่งรีบพยักหน้า แม้จะรู้ว่าเธอเป็นเพียงผู้ช่วยตัวเล็ก ๆ ของนักแสดงเอกชาย แต่พวกเขาก็จะไม่ถือโทษโกรธเธอ
“เสี่ยวชู” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น
เฝ่ยไป๋ลู่รู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา
หรือจะพูดให้ชัดเจนกว่าก็คือ สายตาลุกโชนคู่นั้นจ้องมองมือของเธอซึ่งวางอยู่บนหัวของฉู่ชูต่างหาก
เฝ่ยไป๋ลู่เก็บมือกลับมาเงียบ ๆ แต่ในใจเธอแอบคาดเดา
ที่แท้เจ้าซากุระน้อยก็เปลี่ยนจากแฟนคลับตัวจ้อยมาเป็นผู้ช่วยตัวน้อยของเขาแทนแล้ว
ซึ่งก็ดี อย่างน้อยจะได้มีคนคอยดูแลเธอ
ใบหน้าของชายหนุ่มผู้งดงามโดดเด่น ดวงตาคมลึก ริมฝีปากบางได้รูป
เขาสวมชุดลำลองเรียบง่าย แต่กลับยิ่งทำให้เห็นรูปร่างของเขาสูงสง่า
อิงเจ๋อเดินตรงเข้ามาด้วยท่าทางมั่นคง
ซุนกั๋วซิ่งกลัวว่าเฝ่ยไป๋ลู่จะไม่รู้จักเขา จึงรีบแนะนำเสียงเบาว่า “นี่คือพระเอกที่เราเพิ่งหาได้ อิงเจ๋อ”
“อ๋อ” เฝ่ยไป๋ลู่ย่อมรู้จักเขาเป็นธรรมดาอยู่แล้ว
“เจ้า…เจ้านาย คุณมาได้ยังไง?” ฉู่ชูหน้าแดงเมื่อมองอิงเจ๋อ เธอเหมือนจะยังไม่คุ้นกับคำเรียกนี้เท่าไหร่ จึงพูดติด ๆ ขัด ๆ
อิงเจ๋อก้มหน้าลงมอง “เธอออกไปนานแล้วก็ยังไม่กลับ ฉันเลยออกมาดู”
“ฉันไปต้มน้ำร้อนให้คุณ แต่ขากลับเผลอชนคนเข้า” ฉู่ชูถือแก้วเก็บความร้อน ตัวเธอดูผ่อนคลาย ดวงตาเหมือนมีคลื่นน้ำสั่นไหว เผยรอยยิ้มแล้วพูดว่า “โชคดีที่เจออาจารย์เฝ่ยไป๋ลู่ เธอไม่ได้ตำหนิฉันเลย อาจารย์เฝ่ยใจดีมาก”
อิงเจ๋อขมวดคิ้ว
เขาพอจะได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นกับกองถ่ายเรื่อง The Same Mirror มาบ้าง
แต่ไม่คิดว่าอาจารย์ที่เหล่าผู้กำกับเชิญมาจะเป็นเฝ่ยไป๋ลู่
ตอนนี้เขาไม่แปลกใจแล้วที่ฉู่ชูกลับมาช้าและยังปล่อยให้คนอื่นมาใกล้ชิด
เขายิ้มแล้วยื่นมือไปหาเฝ่ยไป๋ลู่ “สวัสดีครับอาจารย์เฝ่ย ขอบคุณมากที่ช่วยเหลือเรื่องเมื่อตอนนั้น ฉู่ชูพูดถึงคุณบ่อย ๆ บอกว่าอยากจะเลี้ยงข้าวคุณ แต่ก็กลัวว่าจะรบกวน เลยไม่กล้าพูด ถ้าอาจารย์สะดวก หลังจากจัดการเรื่องของกองถ่ายเสร็จแล้ว หวังว่าจะมีโอกาสเลี้ยงข้าวคุณสักมื้อ”
คำพูดนี้ราวกับว่าเขาเป็นคนที่สามารถตัดสินใจแทนฉู่ชูได้
เฝ่ยไป๋ลู่จับมือเขา มองตาเป็นประกายของฉู่ชูแล้วก็ยิ้ม “อีกสักครู่ฉันมีธุระ เอาไว้คราวหน้าค่อยนัดทานข้าวกันดีไหม?”
ฉู่ชูพยักหน้ารัว ๆ “ได้ค่ะ!”
เธอเป็นเด็กดีมาก ไม่มีใครไม่ชอบคนจิตใจใสซื่อ เฝ่ยไป๋ลู่เหลือบมองแก้วเก็บความร้อนในมืออีกฝ่าย ก่อนบอก “เมื่อกี้คุณไปเอาน้ำร้อนจากที่ไหนมาเหรอ ฉันก็อยากจะดื่มให้โล่งคอเหมือนกัน”
“ให้ฉันไปเอาน้ำให้ก็ได้!” ฉู่ชูตอบรับ
ถ้าอาจารย์เฝ่ยอยากดื่มน้ำ ไม่จำเป็นต้องทำให้คนอื่นลำบาก ซุนกั๋วซิ่งกำลังจะเอ่ยปาก เฝ่ยไป๋ลู่ก็ใช้สายตาอันเฉียบขาดมองข่มเขาไว้
เฝ่ยไป๋ลู่มีแผนของตัวเอง สีหน้าเธอยังคงยิ้มแย้มไม่เปลี่ยน “เธอบอกทางให้ฉันก็พอ ไม่ต้องลำบากขนาดนั้น”
ฉู่ชูเชื่อฟัง เธอนิ้วชี้ไปทางหนึ่ง
ท่ามกลางสายตาของชายคนข้าง ๆ เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ได้ลูบหัวฉู่ชู แต่เปลี่ยนเป็นตบบ่าเธอแทน พลังจากการตบไหล่สลายพลังหยิน “ขอบคุณซากุระน้อย เธอกลับไปทำงานเถอะ เธอยังไม่คุ้นเคยกับสถานที่ในกองถ่าย อย่าวิ่งไปไหนคนเดียว”
ได้ยินแบบนี้ สายตาอิงเจ๋อก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย