เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 184 ธิดาดอกบัว
รองเท้าส้นสูงเหยียบบนกระดานไม้เนื้อแข็ง ฝีเท้าแผ่วเบา ไม่รีบร้อนจนเกินไป
อีกฝ่ายเป็นผู้หญิง และไม่ใช่คนธรรมดา แต่คือคนของลัทธิเน่ยเหมิน
เฝ่ยไป๋ลู่สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็ว เธอเริ่มระมัดระวังมากขึ้น
หลังผู้หญิงคนนั้นเข้าไปในบ้าน หล่อนก็เดินไปตามทางเดิน ตรงสู่ห้องขนาดเล็ก
ขณะเดินผ่านเฝ่ยไป๋ลู่ หญิงสาวก็ได้กลิ่นหอมชวนเวียนหัวอยู่ครู่หนึ่ง แต่สาวเจ้าก็รีบดึงสติกลับมาอีกครั้ง
ในที่สุดเฝ่ยไป๋ลู่ก็เห็นได้ชัดเจนว่าใครกำลังจะมา
ม่านหมอกสีขาวบดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งของเธอไว้ แต่ก็บอกได้ไม่ยากว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สวยมาก ทรงเสน่ห์ และงามสง่าดุจดอกบัวบานสะพรั่ง
รูปร่างอาจบอบบาง แต่ดอกบัวอ่อนแอก็ยังคงมีหนาม ซึ่งเป็นรูปลักษณ์ที่ยากจะลืมเลือน
สิ่งที่ทำให้เฝ่ยไป๋ลู่ประหลาดใจก็คือ ไร้พลังชีวิตและไฟวิญญาณเหนือร่างของเธอ
หากเป็นมนุษย์ จะมีพลังชีวิตลอยอยู่บนหัว ซึ่งเป็นการแสดงถึงโชคชะตา
พลังปราณซึ่งไหลเวียนเหนือศีรษะมนุษย์คือ สิ่งที่บอกถึงชีวิตอันราบรื่น แต่หากกลุ่มพลังกระจุกตัวเป็นก้อนจะสื่อถึงชะตาชีวิตที่ลำบากยากเข็ญ
มีแค่คนตายเท่านั้น ที่พลังชีวิตเหนือศีรษะจะถูกตัดขาด
ผู้หญิงคนนี้ใช่คนแน่หรือ? เฝ่ยไป๋ลู่สะกดความว้าวุ่นในใจไว้ เหงื่อบาง ๆ ไหลย้อยลงมาตามกรอบหน้า แต่เธอไม่กล้ายกมือขึ้นเช็ด
ดอกบัวศักดิ์สิทธิ์บนศีรษะเหมือนกำลังหายใจ มันคลี่กลีบอันละเอียดอ่อนออกอย่างเบิกบานบนฐานบัวเล็ก ๆ ที่มีเม็ดบัวอยู่
เพียงแต่เม็ดบัวนี้มีขนาดเล็ก ความอวบน้อยกว่าของอาจารย์หลินมาก
“เธอยังเด็กเกินไป แต่ถ้าปลูกเม็ดบัว และออกดอกก่อนที่จะตายสนิท ก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง” เสียงของผู้หญิงคนนั้นแผ่วเบาและนุ่มนวล สะท้อนขึ้นในห้องเล็ก ๆ ปลุกเร้าความตื่นเต้นของเฝ่ยไป๋ลู่
เหลียนเอ๋อร์ตายไปแล้ว แล้วเธอจะขอให้ใครปลูกเม็ดบัวศักดิ์สิทธิ์ได้อีก
ดอกบัวศักดิ์สิทธิ์บานออก จนเก็บเกี่ยวเม็ดบัวได้ และพอปลูกอีกครั้ง ดอกบัวศักดิ์สิทธิ์ก็บาน… หากวงจรนี้ดำเนินต่อไป จะมีผู้ฝึกตนอีกกี่มากน้อยต้องสละชีวิต?
แล้วทำไมพวกเขาถึงต้องปลูกดอกบัวนี่ด้วย?
เม็ดบัวเหล่านี้มีประโยชน์อะไรขนาดนั้น?
ทันใดนั้น สองประโยคก็แวบขึ้นมาในใจของเฝ่ยไป๋ลู่
‘กำจัดข้อเสียห้าประการ ข้อบกพร่องสามประการ และได้รับชีวิตที่เป็นนิรันดร์’
‘คุณเป็นดอกบัว ผมจะเป็นรากบัวของคุณ ทำให้คุณมีชีวิตกลับมาอีกครั้ง’
ถ้าอย่างนั้น การขจัดข้อเสียห้าประการ กับข้อบกพร่องทั้งสาม เพื่อชีวิตนิรันดร์ ก็หมายถึง การเพาะเม็ดในร่างผู้อื่นเพื่อมอบพลังชีวิตแก่เหลียนเอ๋อร์ใช่ไหม?
ถ้าเหลียนเอ๋อไม่ตายตั้งแต่แรก หนึ่งใบไม้ก็อาจจะกลายเป็นหนึ่งในพลังชีวิตของเหลียนเอ๋อร์!
ไม่น่าแปลกใจที่คนเหล่านี้จะต้องการปลูกเม็ดบัว ที่แท้การเพาะเม็ดบัวในร่างคนอื่น ก็เพื่อมอบพลังชีวิตให้แก่อีกคนนั่นเอง กล่าวคือ การสังเวยพลังชีวิตจะทำให้ดอกบัวศักดิ์สิทธิ์เติบโตขึ้น และยิ่งดอกบัวมาก ก็หมายความว่าจะมีผู้คนต้องตายจากการฝังเม็ดบัวมากขึ้น
ทว่าเมื่อความปรารถนานั้นยากจะตอบสนอง ผู้มีเม็ดบัวฝังอยู่ในร่างก็จะแปรเปลี่ยนเป็นผู้มอบชีวิต เชื่อมโยงกับผู้อื่นต่อไปจนกลายเป็นโครงข่ายขนาดย่อม
ในที่สุด เฝ่ยไป๋ลู่ก็เข้าใจแผนการสมรู้ร่วมคิดนี้แล้ว
ผู้หญิงในม่านหมอกเด็ดใบบัวศักดิ์สิทธิ์บนศีรษะของเหลียนเอ๋อร์ ซึ่งเริ่มเฉาและมีกลิ่นเหม็นเหมือนดอกบัวที่แช่อยู่ในหนองน้ำมานาน ต่อมาลวดลายดอกบัวก็ปรากฏตรงลำคอลามขึ้นไปบนใบหน้า
…ธิดาดอกบัว
จังหวะหายใจของเฝ่ยไป๋ลู่ช้าลง
ดอกบัวศักดิ์สิทธิ์ค่อย ๆ หดตัวลงในมือของหญิงสาว จากนั้นเธอก็ใส่ลงในขวดน้ำเต้าหยก
ขวดน้ำเต้าหยกบรรจุจักรวาลทั้งผืนเอาไว้ แต่หากต้องการใส่สิ่งของเข้าไป มันจะมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับกระเป๋าครอบจักรวาลในโลกผู้ฝึกตน ดังนั้นความสามารถของผู้สร้างน้ำเต้าใบนี้ย่อมไม่อ่อนด้อย
ดวงตาของเฝ่ยไป๋ลู่กะพริบถี่ ก่อนเสมองไปทางอื่น เพราะกลัวว่าหญิงสาวจะสังเกตเห็นตน
ผู้หญิงคนนั้นไม่แม้แต่จะมองคนสองคนที่กอดกันแน่นดุจเถาวัลย์คดเคี้ยว เธอทำเพียงหันหลังกลับ และออกจากห้องนั้นไป
หลังจากรอสักพัก และไม่ได้ยินการเคลื่อนไหวใดอีก เฝ่ยไป๋ลู่ก็เริ่มผ่อนคลายลง
เฝ่ยไป๋ลู่เช็ดเหงื่อซึ่งไหลจากหน้าผากลงไปยังลำคอ เธอกำลังจะคลานออกจากห้องใต้ดิน แต่แล้วเธอก็พบกับแสงไฟ
ถูกจับได้แล้วเหรอ?
เฝ่ยไป๋ลู่เริ่มตึงเครียด เธอหลบไปด้านข้าง หลีกเลี่ยงแสงไฟ เธอตัวนิ่งเกร็ง ขณะคอยสังเกตเงียบ ๆ
ทันใดนั้นเธอก็ตระหนักว่าหญิงสาวจากไปแล้ว และได้ทิ้งกลุ่มไฟหยินไว้เบื้องหลัง
ห้องขนาดกว่าสิบตารางเมตรกำลังลุกไหม้ด้วยไฟที่โหมกระหน่ำ ไฟลุกลามลงไปทั่วจนแผดเผาทุกสิ่ง
เฝ่ยไป๋ลู่ขมวดคิ้ว และตบเปลวไฟที่ไหม้บนเสื้อผ้า
นี่ไม่ใช่ไฟธรรมดา!
เธอต้องรีบออกไป
เฝ่ยไป๋ลู่ถือยันต์กันไฟไว้ระหว่างปลายนิ้ว
‘แกรก!’ เข็มทิศที่ถูกหนึ่งใบไม้เตะจนติดกำแพงส่งเสียงดัง
“เพื่อเป็นการเตือนใจ ฉันจะช่วยสักครั้งหนึ่งก็แล้วกัน” เฝ่ยไป๋ลู่หยิบมันขึ้นมา ยัดใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วรีบจากไป
โชคดีที่บ้านของหนึ่งใบไม้เป็นบ้านเดี่ยว ไฟที่ลุกไหม้จึงไม่ส่งผลกระทบต่อบ้านหลังอื่น
ตอนนี้ใกล้จะสองทุ่มแล้ว ฟ้ากำลังค่อย ๆ มืดลง
“ว่าแต่ผู้หญิงสวมหน้ากากคนนั้นมาจากไหน เธอคือธิดาดอกบัวจริง ๆ เหรอ?” เฝ่ยไป๋ลู่รู้ข้อมูลมากเกินไป จนอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นลูบหน้า จิตใจว้าวุ่นไม่น้อย
เธอล่วงรู้แผนการสมรู้ร่วมคิดครั้งใหญ่ของพวกมันเสียแล้ว
ลัทธิเน่ยเหมินต้องการเพาะดอกบัวศักดิ์สิทธิ์ไว้ในร่างคน และสร้างผลิตเม็ดบัวขึ้นมา ซึ่งประโยชน์ของเม็ดบัวแต่ละเม็ดได้ล้วนแปลกประหลาด
เฝ่ยไป๋ลู่เพียงต้องการตอบแทนบุญคุณเจ้าของร่างเดิมกับพ่อแม่บุญธรรม และทำตามสัญญาที่เธอให้ไว้กับเวินสือเหนียน เธอไม่ได้ต้องการเข้าไปพัวพันกับเรื่องผิดศีลธรรมพรรค์นี้เสียหน่อย
แต่จะเป็นไปได้เหรอ?
ถ้าทุกคนพากันเพาะเม็ดบัว และสร้างธิดาดอกบัวขึ้น เธอจะทนได้จริงหรือ?
เฝ่ยไป๋ลู่ถอนหายใจ ขณะเดินกลับไปที่บ้านพักตากอากาศบนภูเขาภายใต้แสงจันทร์
เวินสือเหนียนมีสิ่งที่ต้องทำเป็นกิจวัตร เขามักเข้านอนเร็ว และตื่นเช้าเสมอเหมือนกับนายทหารรุ่นเก๋า ระหว่างทางกลับบ้าน เฝ่ยไป๋ลู่จึงย่องเข้าไป เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนของเวินสือเหนียน แต่เมื่อกลับมาถึง เธอกลับพบว่าในบ้านเปิดไฟสว่างจ้า
เวินสือเหนียนกำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น มีผ้าห่มคลุมขา สวมชุดนอนสีดำติดกระดุมตัวหลวม ผมที่หวีอย่างประณีตปรกคิ้ว ทำให้ดูเหมือนคนธรรมดาขึ้นมา เพราะยามปกติชายหนุ่มจะมีสีหน้าเคร่งเครียด บรรยากาศรอบกายน่ายำเกรง ทรงพลัง และฉลาดเฉลียว ทำให้ผู้คนเข้าใกล้ได้ยาก
ทว่าตอนนี้ เรียวคิ้วของเขาขมวด ดวงตาเผยแววหงุดหงิดใจ และดูวิตกกังวลเล็กน้อย ไร้ซึ่งความมั่นคงและความสงบต่างจากปกติ
เฝ่ยไป๋ลู่ตกตะลึง ราวกับว่าสมองของเธอถูกไฟชั่วร้ายแผดเผาไปแล้ว จนถามคำถามงี่เง่าออกมา “คุณยังไม่นอนอีกเหรอ?”
หลังจากพูดจบ เธอก็หุบปากฉับ
คนที่อยู่ตรงหน้าเธอยังไม่ได้นอนด้วยซ้ำ เธอถามแบบนั้นออกมาได้ยังไง?
เฝ่ยไป๋ลู่รีบถามใหม่ “ทำไมคุณถึงไม่นอนล่ะ หรือยันต์มีปัญหา? ไม่สบายเหรอ?”
ขาของเวินสือเหนียนถูกกู่พิษกัดกิน จนไร้ซึ่งพลังชีวิต ชายหนุ่มจึงมักนอนไม่หลับในตอนกลางคืน
เวินสือเหนียนจ้องเฝ่ยไป๋ลู่อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นกวาดมองเสื้อผ้าที่มีรูเพราะไฟไหม้…ไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่
เฝ่ยไป๋ลู่คิดว่าตนพูดถูกต้อง พลันก็สงสัยว่าชุดยันต์ที่เธอวาดให้เขา ล้มเหลวง่าย ๆ เลยอย่างนั้นเหรอ? พลังปราณของเธอเสื่อมถอยหรือเปล่า? หรืออาการของเวินสือเหนียนรุนแรงขึ้นอีก?
ต้องตรวจสอบหน่อยแล้ว
คิดได้ดังนั้น เฝ่ยไป๋ลู่ก็เดินไปสัมผัสจุดชีพจรของอีกฝ่าย
เวินสือเหนียนพลันจับข้อมือของเธอแล้วพูดว่า “ผมสบายดี”
มือของเวินสือเหนียนทั้งใหญ่และอบอุ่น ทำให้เฝ่ยไป๋ลู่อึดอัดใจเล็กน้อย เธอขยับข้อมือ ทว่าก็ไม่ได้เอามือเขาออก ทำเพียงถามเขาว่า “แล้วทำไมคุณไม่นอนล่ะ? ”
ตอนนั้นเอง เวินสือเหนียนเหมือนจะรู้สึกตัว เขาปล่อยข้อมือของเธอ และปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ แล้วตอบ “ผมรอคุณกลับมา”