เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 192 การประมูล (1)
ผู้ที่เข้าร่วมการประมูล ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลมีหน้ามีตาในแวดวงสังคมทั้งสิ้น
น่าหงเฟยอาจเสียหน้า แต่ยังพอมีคำพูดแก้ต่างว่า ‘ชายชาตรีโกรธแค้นเพราะหญิงอันเป็นที่รัก’ แต่เฝ่ยชิงรั่วต่างหากที่เสียทั้งหน้า เสียศักดิ์ศรีอย่างแท้จริง
ใบหน้าของเฝ่ยชิงรั่วร้อนผ่าว เธอเหมือนได้ยินคนนินทาและเยาะเย้ยอยู่ตลอดเวลา
เฝ่ยชิงรั่วกำมือแน่น คิดในใจว่าน่าหงเฟยอ่อนแอเกินไปแล้ว เธอจำเป็นต้องหาที่พึ่งพิงที่แข็งแกร่งกว่านี้!
ต้องแข็งแกร่งถึงขนาดที่ทำให้คนอื่นยำเกรง ทำให้เฝ่ยไป๋ลู่ไม่กล้าเป็นศัตรูกับเธออีก!
ครั้นกลับไปถึงห้องส่วนตัว จู่ ๆ เฝ่ยชิงรั่วก็เผลอนึกถึงใบหน้าเย็นชาของชายคนหนึ่งขึ้นมา
เขานั่งอยู่บนรถเข็น ใช้มือข้างหนึ่งค้ำศีรษะ ส่วนอีกมือก็นับลูกประคำอย่างไม่ใส่ใจ
ถึงแม้ใบหน้าจะหล่อเหลา แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองคนอื่น ดวงตากลับดูเย็นชาและลุ่มลึกอย่างยิ่ง ความสุขุมเยือกเย็น บวกกับความสงบและยากจะเข้าถึง แผ่มาจากตัวเขา
ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็มีผู้คนมากมายคอยให้ความเคารพและยกย่อง
นี่คืออำนาจที่นำพาตำแหน่งมาให้
และเฝ่ยชิงรั่วก็ได้ยินมาว่าคุณชายสามเวินยังอยู่ในเมืองเจียง…
‘ถ้าฉันมีโอกาสเข้าใกล้เขา แล้วใช้เคล็ดวิชานี้ด้วย…’ ลมหายใจของเฝ่ยชิงรั่วถี่กระชั้น ดวงตาร้อนแรงเป็นประกาย
ครั้นเฝ่ยชิงรั่วหันมองน่าหงเฟยอีกครั้ง สายตาลุ่มลึกซ่อนความรังเกียจ
ตอนนี้น่าหงเฟยไร้ซึ่งสติ เขาทุ่มเทหัวใจให้เฝ่ยชิงรั่วอย่างไม่คิดชีวิต
กระทั่งโทรศัพท์ที่สั่นไม่หยุด ก็ถูกเขาเมินอย่างสิ้นเชิง
ครอบครัวน่าหงเฟยมองโทรศัพท์ พวกเขาติดต่อหงเฟยไม่ได้ ทำให้สีหน้าไม่สู้ดีเล็กน้อย
น้องสาวคนสุดท้องของตระกูลน่าชื่อ น่าหยางหยาง เธอเบ้ปากไม่พอใจ “พี่รองเพิ่งกลับมา ทำไมจะมีเรื่องลงมือกับเฝ่ยไป๋ลู่ได้ ทุกคนก็รู้ว่าเฝ่ยชิงรั่วเป็นคนยุยงแท้ ๆ!”
น่าเหว่ยจื้อ หัวหน้าตระกูลน่าถอนหายใจเล็กน้อย “เดิมทีอยากให้เขากลับมาลองดูแลกิจการของครอบครัว แต่ว่าตอนนี้เขาเหมาะจะอยู่ต่างประเทศมากกว่า ส่วนเด็กสาวตระกูลเฝ่ย…”
น้ำเสียงที่พูดไม่จบของเขาเต็มไปด้วยความมาดร้าย
เฝ่ยชิงรั่วไม่รู้ตัวสักนิดว่า ตนทำให้ตระกูลน่าโมโหเสียแล้ว
……
โรงประมูลอันเฟิงทั้งงดงามและกว้างขวาง จอภาพขนาดใหญ่ทำให้แขกที่มานั่งชมการประมูลแต่ละที่นั่งสามารถมองเห็นของบนแท่นประมูลได้อย่างชัดเจน
ผ่านไปครู่ใหญ่ ของประมูลทั่วไปอย่างเครื่องเคลือบกับวัตถุโบราณต่างผ่านไป และเข้าสู่ช่วงสำคัญที่สุดของวันนี้
นายประมูลก้าวขึ้นแท่น หลังกล่าวคำเปิดงาน ผ้าม่านด้านหลังก็ค่อย ๆ เปิดออก เผยของประมูลชุดที่สอง ของประมูลพิเศษ
“ของประมูลชิ้นแรก อาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่ชื่อว่า ‘ผ้าคลุมจันทร์’ ราคาเริ่มต้นสองแสน…”
แพงขนาดนี้เลยเหรอ แพงกว่าเครื่องรางที่เธอขายได้อีก เฝ่ยไป๋ลู่แปลกใจเล็กน้อย เธอเพ่งดูอีกครั้ง
ผ้าคลุมจันทร์บนจอภาพมีรูปร่างเหมือนจันทร์เสี้ยว พื้นผิวมีดวงดาวสีเงินประดับประดาอยู่ราวกับทางช้างเผือก งดงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
ทว่าในสายตาเฝ่ยไป๋ลู่ อาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้แทบจะไม่มีพลังอะไรเลย ราคาน่าจะได้แค่แสนเดียวด้วยซ้ำ
แต่ราคาเริ่มต้นกลับอยู่ที่สองแสน และทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะประกาศออกมา ก็มีคนเสนอราคากันไม่หยุดแล้ว ยอดราคาพุ่งสูงขึ้นไปถึงหนึ่งล้านในเวลาเพียงไม่นาน
“เป็นอะไรไป” เวินสือเหนียนมักจะเบนความสนใจมาทางเฝ่ยไป๋ลู่เสมอ
เฝ่ยไป๋ลู่เงียบไปครู่หนึ่ง อดใจไม่ได้ที่จะพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “อาวุธศักดิ์สิทธิ์หรูหราแต่ไร้ประโยชน์ชิ้นนี้ มันจะราคาถึงหนึ่งล้านได้ยังไง”
เธอขายเครื่องรางที่วาดอย่างประณีตแค่หนึ่งแสนหยวนเอง
ถึงอย่างนั้นก็ยังคิดว่าตัวเองขายแพงไปแล้ว จึงไม่กล้าขึ้นราคาอีก
ถ้าราคาสูงขึ้นโดยไม่สมเหตุสมผลขนาดนี้… เฝ่ยไป๋ลู่ลูบคลำเงินเก็บที่น้อยแสนน้อยของตัวเองอย่างหงุดหงิด คิดในใจว่าคงจะซื้ออะไรที่นี่ไม่ได้เลย
อย่าว่าแต่ของถูก ๆ แค่ไม่กลายเป็นคนโง่ที่โดนหลอกก็บุญแล้ว
แม้เฝ่ยไป๋ลู่จะไม่ได้พูดให้ชัดเจน แต่เวินสือเหนียนก็เข้าใจว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเบา ๆ แล้วเอ่ยว่า “คุณคิดถึงประโยชน์ในการใช้งาน แต่คนที่ประมูลให้ความสำคัญกับมูลค่าที่เพิ่มขึ้น หรือก็คือความสวยงามของมัน ลองดูดี ๆ สิ”
เวินสือเหนียนชี้ไปที่ทิศทางหนึ่ง
ในเมื่อเป็นการประมูล แน่นอนว่าผู้ที่เสนอราคาสูงสุดจะได้ไป
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่จ่ายเงินหนึ่งล้านเพื่อซื้อผ้าคลุมจันทร์ หันไปมอบผ้าคลุมให้หญิงสาวข้างกาย เธอคนนั้นหัวเราะคิกคัก แล้วทั้งสองคนก็โอบกอดกัน ทำให้บรรยากาศในงานประมูลคึกคักขึ้นมาทันที
ตอนนี้เฝ่ยไป๋ลู่เข้าใจแล้ว
นี่คือการใช้เงินก้อนโตแลกกับรอยยิ้มอย่างนั้นหรือ
เอาเถอะ โลกของคนรวยเธอไม่เข้าใจอยู่แล้ว
ถ้าเธอมีเงินขนาดนี้ เอาไปซื้อกระดาษสาและสีชาดมาฝึกฝนตัวเองดีกว่า จะได้ไม่ต้องให้พ่อค้าคนกลางมาเอาเปรียบ
เมื่อได้เห็นเฝ่ยไป๋ลู่ในแง่มุมที่ต่างออกไป เวินสือเหนียนจึงเผยรอยยิ้มที่มุมปาก “คุณขึ้นราคาเครื่องรางที่ขายก็ได้นะ” ยังไงเขาก็เหมาหมด
เฝ่ยไป๋ลู่กลับมาสู่โลกแห่งความจริง เธออดหัวเราะไม่ได้ “มีที่ไหนที่ลูกค้าขอขึ้นราคาเองแบบนี้”
เธอทำเครื่องรางออกมาขายน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่ขายให้เวินสือเหนียน
และเธอเพิ่งเคยเห็นการทำธุรกิจแบบนี้เป็นครั้งแรก ไม่เหมือนกับคุณชายสามเวินเลยสักนิด
“คุณสมควรได้รับ” เวินสือเหนียนกล่าว
เฝ่ยไป๋ลู่แปลกใจจนต้องเงยหน้ามอง เธอสบกับดวงตาสีดำสนิทของเวินสือเหนียน จึงเห็นความจริงจังในแววตาของเขา
ไม่รู้เพราะอะไร เธอรู้สึกว่าหัวใจกำลังเต้นผิดจังหวะ จึงรีบละสายตา แล้วหยิบแผ่นพับขึ้นมา แสร้งทำเป็นดูรายการของประมูลทันที
เวินสือเหนียนหรี่ตาลงเล็กน้อย
เมื่อเห็นเธอประหม่า เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
“ยันต์ของคุณคุณภาพดี คุ้มค่าที่จะเพิ่มราคา”
ใบหูของเฝ่ยไป๋ลู่ขยับ เธอเพิ่งเข้าใจหมายความของเขา
ทันใดนั้น หญิงสาวโล่งใจ
คงเป็นเพราะในห้องส่วนตัวมีเพียงเฝ่ยไป๋ลู่กับเวินสือเหนียน งูตัวน้อยจึงไม่ต้องซ่อนตัวอีกต่อไป มันเลื้อยขึ้นมาบนมือของเฝ่ยไป๋ลู่ แล้วใช้หางชี้ไปที่สิ่งของชิ้นหนึ่งบนแผ่นพับ
“ฟ่อฟ่อ~” อยากได้อันนี้!
นั่นคือกล่องผลไม้จากเสินหนงเจี้ย ผลไม้แต่ละลูกอวบอ้วน ดูฉ่ำหวานน่าอร่อย บางลูกยังมีปราณวิญญาณอยู่เล็กน้อยด้วย
ผลไม้ชนิดนี้มักใช้สำหรับต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ราคาไม่ได้แพงมาก และราคาเริ่มประมูลก็อยู่ที่สองแสนเท่า ๆ กัน
เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ได้คิดอะไรมาก เธอพูดว่า “ซื้อ!”
เวินสือเหนียนได้แต่ยิ้มและส่ายหัว
เธอไม่สนใจอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้งานไม่ได้ แต่ยอมเสียเงินซื้อผลไม้ให้สัตว์เลี้ยง เฝ่ยไป๋ลู่ช่างเป็นคนแปลกประหลาดจริง ๆ
เมื่อผลไม้เสินหนงเจี้ยถูกนำมาวางบนแท่นประมูล เฝ่ยไป๋ลู่ที่ไม่ได้ร่วมประมูลเลยตั้งแต่แรกก็รอจนกระทั่งเสียงประมูลเริ่มเงียบลง แล้วเธอก็เสนอราคา
“สามแสนห้า”
ในห้องส่วนตัวบนชั้นสองห้องหนึ่ง เฝ่ยชิงรั่วเองก็ได้สัมผัสสิ่งนี้เป็นครั้งแรก เธอรู้สึกราวกับโลกใบใหม่ที่ไม่เคยรู้จักกำลังปรากฏอยู่ตรงหน้า
เฝ่ยชิงรั่วเพลิดเพลินไปกับการดูอยู่พักหนึ่ง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคย ทำให้เธอเผลอลุกขึ้นนั่งตัวตรง
เจ้าของเสียงนี้ ต่อให้กลายเป็นฝุ่นผง เธอก็ยังจำได้!
เฝ่ยไป๋ลู่!
เฝ่ยชิงรั่วมองหน้าจอขนาดใหญ่ ก็แค่กล่องผลไม้ธรรมดา ๆ ไม่มีอะไรพิเศษ เห็นได้ชัดว่าเทียบชั้นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ แต่จู่ ๆ เธอก็เกิดความคิดอยากครอบครองมันขึ้นมาในใจ เฝ่ยไป๋ลู่ต้องการประมูลสิ่งนี้อย่างนั้นหรือ
ดี เธอเองก็อยากได้!
ตอนนี้น่าหงเฟยกำลังตั้งอกตั้งใจปอกแอปเปิลให้เฝ่ยชิงรั่วอย่างทะนุถนอม น่าสงสารคุณชายคนนี้ที่ไม่เคยทำเรื่องแบบนี้มาก่อน จนเกือบจะปอกเอานิ้วหัวแม่มือตัวเองหลุดเสียแล้ว
สายตาของเฝ่ยชิงรั่วไม่สามารถละจากผลไม้บนแท่นประมูลได้เลย เธอสั่งเสียงแข็งกร้าว “ฉันต้องการสิ่งนี้ คุณประมูลให้ฉันหน่อยสิ!”
แน่นอนว่าน่าหงเฟยไม่มีทางขัดขืน
เขาก็ต้องการจะข่มขวัญของเฝ่ยไป๋ลู่ และกอบกู้หน้าตาให้ตัวเองเหมือนกัน!
ขณะนายประมูลกำลังจะเคาะค้อน เขาก็ตะโกนเสียงดังว่า “สี่แสน!”
น้ำเสียงของเขามุ่งมั่นอยากจะได้สิ่งนั้นมา