เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 195 การสืบทอดหลายชั่วอายุคน อนุชนเจริญรุ่งเรือง
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 195 การสืบทอดหลายชั่วอายุคน อนุชนเจริญรุ่งเรือง
หลังน่าเหว่ยจื้อจากไป เฝ่ยไป๋ลู่ยังถือยาคืนพลังไว้ ก่อนวางลงโดยไม่สนใจ
ส่วนจดหมายเชิญ เธอก็วางมันไว้ด้านข้างเช่นกัน
“การสร้างบ้านบรรพบุรุษขึ้นมาใหม่เป็นเรื่องใหญ่ ครอบครัวนั้นใจดีมาก พวกเขาเชิญซินแสหลายคนไป เงินเยอะแต่งานก็เยอะเช่นกัน เพราะงั้นเราคงต้องรอดูไปก่อน” ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธเงินที่คนอื่นนำมาวางไว้ถึงประตู
เวินสือเหนียนขมวดคิ้ว ก่อนกล่าวขึ้น “ผมได้ยินมาว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อนตระกูลน่ายากจน แล้วบรรพบุรุษก็ย้ายบ้านไปอยู่ใกล้กับเส้นชีพจรมังกร หลังจากการสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน ลูกหลานก็ร่ำรวยขึ้น จนกลายเป็นอย่างทุกวันนี้”
“เส้นชีพจรมังกร?” เฝ่ยไป๋ลู่เริ่มสนใจมากขึ้น ดวงตาของเธอเป็นประกาย “มาคอยดูกันดีกว่า”
ช่วงขณะเดียวกัน ตรงกันข้ามกับความเงียบสงบของที่นี่ บรรยากาศอีกด้านหนึ่งแตกต่างกันลิบลับ
น่าหงเฟยกับเฝ่ยชิงรั่วไปโรงพยาบาล
น่าเหว่ยจื้อรู้ว่าลูกชายตนมือหัก ด้วยเหตุนี้ เดิมทีผู้นำตระกูลจึงคิดไปว่าเฝ่ยไป๋ลู่เป็นคนหักข้อมือข้อเท้าชายหนุ่ม
แต่หลังจากตรวจสอบอาการแล้ว กลับพบว่าน่าหงเฟยพลัดตกบันไดเพราะเขาสู้กับเฝ่ยชิงรั่ว?
สีหน้าน่าเหว่ยจื้อพลันเปลี่ยนเป็นขุ่นเคือง “พักรักษาตัวในโรงพยาบาลสักสองสามวันก่อน อย่าก่อปัญหาเชียว!”
ส่วนตอนนี้เฝ่ยชิงรั่วก็ร่ำไห้ ขณะไปพบกับเหวินชิงหย่าต่อ “แม่ มือขวาหนูหัก และวิชาทั้งหมดที่หนูฝึกไว้ก็หายไปแล้ว!”
สีหน้าของเหวินชิงหย่าเปลี่ยนไปทันใด “เกิดอะไรขึ้น?”
เฝ่ยชิงรั่วปาดน้ำตา และเล่าเกี่ยวเหตุการณ์ที่โรงประมูลอันเฟิง ก่อนน้ำเสียงจะแปรเปลี่ยนเป็นความเดือดดาล “แม่ ต้องเป็นยัยเฝ่ยไป๋ลู่แน่ที่ทำร้ายหนู! ช่วยหนูฆ่าเฝ่ยไป๋ลู่ทีเถอะ หนูไม่อยากเห็นมันแล้ว!”
เหวินชิงหย่าเงียบ
บรรยากาศค่อย ๆ ตึงเครียดขึ้น
เฝ่ยชิงรั่วไม่กล้าร้องไห้อีกต่อไป เธอมองเหวินชิงหย่าอย่างระมัดระวัง หญิงสาวพลันรู้สึกว่านัยน์ตาสีน้ำตาลของอีกฝ่ายแฝงไว้ซึ่งความเย็นชา และจับผิด
สายตาแบบนั้นไม่ใช่สายตาที่ใช้มองลูกสาวแสนรักแน่
ดวงตาของเฝ่ยชิงรั่วเผยความหวาดกลัว เธอเผลอเม้มปากแน่น
ฉันตาฝาดไปหรือเปล่า?
“เรามีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องทำ แม่ไม่เคยเห็นเฝ่ยไป๋ลู่อยู่ในสายตาเลย และก็หวังว่าลูกจะทำแบบนั้นเหมือนกัน” เหวินชิงหย่านั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง ท่าทางเปลี่ยนไปจากยามปกติอย่างค่อนข้างเห็นได้
“ในฐานะลูกสาวของแม่ ทำไมลูกถึงต้องทนทุกข์ทรมานเพราะเฝ่ยไป๋ลู่ตลอดแบบนี้ หื้ม? เด็กคนนั้นแข็งแกร่งจนสร้างความทุกข์ให้ลูกได้ขนาดนี้เลยเหรอ บอกแม่สิ”
น้ำเสียงไม่พอใจของเหวินชิงหย่าทำให้เฝ่ยชิงรั่วรู้สึกเจ็บแปลบในใจ แล้วเธอก็ร้องไห้ออกมา ด้วยความคับข้องใจที่ได้รับจากเฝ่ยไป๋ลู่
“ในงานเลี้ยงรับรองญาติ เธอบีบมือหนูเหมือนคนบ้า และใส่ร้ายหนูต่อสาธารณะชนว่าหนูมีความสัมพันธ์กับเพื่อนสนิทของคู่หมั้นหนู ทำให้หนูกลายเป็นตัวตลกของครอบครัวทรงอิทธิพล…”
สีหน้าของเหวินชิงหย่ายังคงไร้ความรู้สึก “ก็สมควรแล้ว! ถ้าเป็นการใส่ร้ายทำไมลูกถึงหนีไปล่ะ? เพราะลูกวิ่งหนี คนอื่นเลยคิดว่าลูกทำความผิดจริง! ซ้ำยังสร้างความอึดอัดใจแก่ครอบครัวของคู่หมั้นอีก และถ้าการแต่งงานครั้งนี้ไม่เกิดขึ้น มลทินบนตัวลูกก็ไม่มีวันลบล้างได้!”
เฝ่ยชิงรั่วสะอื้น “แต่ในงานเลี้ยงที่ครอบครัวเวินเป็นเจ้าภาพต้อนรับคุณชายสามเวิน เฝ่ยไป๋ลู่เองก็ได้รับคำเชิญ แล้วเธอก็จงใจไลฟ์สด ทำให้พวกเราอับอาย…”
เหวินชิงหย่าพลันกล่าวเยาะเย้ย “มันเป็นความผิดของลูก! เธอลืมว่าตัวเองเป็นลูกสาวตัวปลอมแล้วหรือยังไง? แสร้งทำเป็นอ่อนแอน่าสงสารไม่ได้เหรอ? ในเมื่อเฝ่ยมาไม่ได้พูดอะไร แล้วทำไมลูกต้องยั่วยุเธอด้วย?”
เฝ่ยชิงรั่วกล่าวด้วยความเสียใจ “หนูสร้างปัญหาในการไลฟ์ของไป๋ลู่ หนูลงทุนลงแรงไปมาก แต่ช่องของเธอกลับได้รับความนิยมขึ้นเรื่อย ๆ…”
“โง่เง่า!” เหวินชิงหย่าสูดหายใจเข้าลึก ๆ “คะแนนความนิยมจากชาวเน็ตที่ลูกพยายามจะซื้อใจ ล้วนแต่สร้างโอกาสให้แก่เฝ่ยไป๋ลู่! เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและสิ้นคิดมาก ไป๋ลู่ไม่จำเป็นต้องทำอะไร ชาวเน็ตก็พร้อมที่จะปกป้องเธออยู่แล้ว!”
ไม่ใช่ว่าเฝ่ยไป๋ลู่มีอำนาจมากเกินไปหรอก แต่ลูกสาวของเธอโง่เกินไปต่างหาก!
เสียแรงที่ยอมให้ตระกูลเฝ่ยเลี้ยงดู!
เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์เสียจนเหมือนคนไร้ค่า เฝ่ยชิงรั่วก็อดไม่ได้ที่จะสำลัก “แล้วหนูควรทำยังไงล่ะคะ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะเฝ่ยไป๋ลู่แสร้งทำเป็นเก่งทั้งนั้น…”
ทันใดนั้น ทิฐิในตัวเหวินชิงหย่าก็พุ่งพรวดขึ้นอีกครั้ง
ทำไมไม่ฉลาดเลย? แถมยังถามคำถามโง่ ๆ ในเวลานี้อีก!
เธอพลันเลิกคิ้วแล้วพูดว่า “ทั้งวิธีการและทิศทางของแผนลูกล้วนผิดเพี้ยนไปหมด! หากจะโจมตีเฝ่ยไป๋ลู่ที่หนักแน่นยิ่งกว่าหินด้วยความรู้สึกส่วนตัวละก็ การกระทำของลูกก็ไม่ต่างกับตั๊กแตนเขย่าต้นไม้หรอก*[1]!”
“วิสัยทัศน์ของลูกควรกว้างกว่านี้ ถ้าต้องการโค่นต้นไม้ใหญ่ ก็ต้องไปหายักษ์!”
“ในเมื่อเฝ่ยไป๋ลู่อาศัยทักษะการทำนายดวง จนกลับมาผงาดอีกครั้ง เราก็ต้องค้นหาปรมาจารย์ผู้มีอำนาจสูงส่งกว่า มีความสามารถที่เหนือกว่าเฝ่ยไป๋ลู่! แล้วค่อยโจมตี ทำให้ชาวเน็ตเข้าใจเฝ่ยไป๋ลู่ผิด จากนั้นชื่อเสียงบนโลกออนไลน์ของเธอก็จะพังไปเอง”
“เมื่อเทพเจ้าที่เราเชื่อมั่นพ่ายแพ้ ศรัทธาของเราย่อมสั่นคลอน และผู้ศรัทธาก็จะมองหาพระเจ้าองค์ใหม่” คำพูดของเหวินชิงหย่าแฝงนัยบางอย่างไว้ เช่นเดียวกับดวงตาที่ลุ่มลึกยิ่ง
‘เทพเจ้าอะไร? ความเชื่ออะไร?’ เฝ่ยชิงรั่วเข้าใจเพียงครึ่งแรก และดูจะสับสนกับประโยคหลัง
“คะ?”
เหวินชิงหย่าหลับตาแน่น
ช่างโง่เขลาเหลือเกิน
นี่เป็นลูกสาวที่เธอบรรจงเลือกมาจริง ๆ หรือ?
“รักษาตัวให้ดีเถอะ”
เหวินชิงหย่าไม่อยากพูดอะไรอีก เธอเหนื่อยหน่ายเต็มที
เฝ่ยชิงรั่วได้ยินความผิดหวังในน้ำเสียงของมารดา
ครั้นเห็นเหวินชิงหย่าหันหลังกลับ และจากไป มือซ้ายของหญิงสาวใต้ผ้าห่มก็กำแน่น จนเล็บจิดฝ่ามือเป็นรอย
ความผิดพลาดทั้งหมดล้วนเป็นเพราะเฝ่ยไป๋ลู่!
ทันใดนั้น ดวงตาทรงผลซิ่งคู่สวยก็ปกคลุมด้วยหมอกแห่งโทสะ
……
“พ่อ สบายดีไหม พ่อจะไปบ้านบรรพบุรุษเมื่อไหร่ครับ” น่าหงเฟยซึ่งพันผ้าก๊อซที่มือซ้ายทำหน้าเหม็นเบื่อ
เขานอนอยู่โรงพยาบาล ได้รับการดูแลอย่างดี และรู้สึกผ่อนคลายอย่างยิ่ง จากนั้นก็ได้รับโทรศัพท์ว่าต้องไปเยี่ยมบ้านบรรพบุรุษ
แต่ชายหนุ่มในตอนนี้ยังบาดเจ็บอยู่ และเขาก็ไม่อยากไปด้วย หลายปีที่ใช้ชีวิตในต่างประเทศทำให้น่าเฟยหงแทบไม่มีความผูกพันต่อบรรพบุรุษเลย กระนั้นผู้เป็นพ่อก็ไม่ได้เห็นใจ ซ้ำยังสั่งว่าต่อให้ต้องหามเปล ก็ต้องมาให้ได้
แต่ประเด็นสำคัญคือ ต่อให้กลับไปก็ไม่รู้ว่าจะมีใครรออยู่หรือไม่ต่างหาก
เมื่อได้ยินคำพูดของน่าหงเฟย น่าเหว่ยจื้อก็แค่นเสียงขึ้นจมูก แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะไอ้ลูกไม่รักดีก่อเรื่องแท้ ๆ
เป็นเพราะคำพูดยั่วยุเพียงไม่กี่คำ ครอบครัวน่าถึงได้เสียหายไปมากกว่าสองร้อยล้าน
สุดท้ายน่าหงเฟยก็ต้องไปตามคำสั่ง และยัดนี้สีหน้าของเขาก็เย็นยะเยือก
ถ้าตาเฒ่าไม่อยากเจอก็อย่าชวนเขาไปสิ!
“กังวลอะไรกันครับ?” น่าหงอวิ๋น พี่ชายคนโตของครอบครัวดันกรอบแว่นตาสีเงินขึ้น ไฝหางตาทำให้เขาดูหล่อเหลา เขากล่าว “ในเมื่อซินแสคนอื่น ๆ เองก็ไปบ้านบรรพบุรุษของพวกเขาในเขตหรูซินแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องนำทางนี่ครับ แต่ถ้าอีกท่านหนึ่งไม่คุ้นทาง เราไปด้วยก็ถูกต้องแล้ว”
น่าหงเฟยส่งเสียงเยาะเย้ย
ทำไมซินแสพวกนั้นต้องรอพวกเขาด้วยไม่ทราบ?
ถ้าไม่รู้ทาง ก็แค่หาคนขับรถมารับไม่ได้หรือยังไง?
แม้สิ่งที่น่าหงอวิ๋นกล่าวจะฟังดูสูงส่งเหลือเกิน แต่อย่าลืมว่ายัยนั่นทำให้เขาบาดเจ็บนะ!
“อยากรอก็รอไป ฉันจะไปก่อนละ!”
น่าหงเฟยอึดอัดใจไม่น้อยยามต้องอยู่ในบ้านหลังนี้ เขาจึงจากไปทันทีหลังพูดจบ
เวลาเดียวกันนั้น เฝ่ยไป๋ลู่ก็มาเคาะประตู ไม่ทันไรประตูก็เปิดออก แล้วเธอก็เห็นน่าหงเฟยหุนหันออกมาด้วยสีหน้าโกรธเคือง
“คุณ… คุณไม่ใช่ซินแสที่พวกเขาเรียกมาใช่ไหม?” สีหน้าของน่าหงเฟยดูตกใจในตอนแรก ก่อนจะเผยสีหน้าลำบากใจ อับอาย และมีโทสะจาง ๆ
เฝ่ยไป๋ลู่ลอบถอนหายใจ ช่างมีพรสวรรค์ในการแสดงสีหน้าได้หลากหลายเหลือเกิน
[1] ตั๊กแตนเขย่าต้นไม้ คือ การกระทำสิ่งที่เกินกำลังตน