เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 198 ดินไม่เป็นดิน ที่เลี้ยงผี
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 198 ดินไม่เป็นดิน ที่เลี้ยงผี
ยามค่ำคืน แสงจันทร์ส่องทะลุชั้นเมฆ สาดส่องลงมายังพื้นดิน
ตลอดทางไม่มีใครเอ่ยปาก นอกจากเสียงฝีเท้าแล้วก็ไม่ได้ยินเสียงใดอีก
“ถึงแล้ว” เฝ่ยไป๋ลู่เก็บโคมไฟส่องทางสีเขียว แล้วหยุดอยู่กับที่
เบื้องหน้าคือโพรงที่บรรพบุรุษซึ่งกลายเป็นผีดิบขุดออกมา แล้วหลบหนีไป
ปากโพรงถ้ำแคบมาก พอแค่ให้คนคนหนึ่งเดินผ่านเข้าไปได้เท่านั้น ตัวถ้ำตรงดิ่งราวกับถูกมีดกรีดจนเรียบเหมือนคนข้างในใช้พละกำลังฝ่าทะลุออกมา ซึ่งตรงกับลักษณะของผีดิบ
พลังหยินแผ่ซ่านออกมาจากปากโพรงถ้ำ ทำให้หญ้าในบริเวณใกล้เคียงที่ยังไม่ได้ถูกกำจัดปกคลุมไปด้วยชั้นน้ำแข็งสีขาว
“ลักษณะของฮวงจุ้ยเหมือนหม้อคว่ำ บ้านบรรพบุรุษของตระกูลน่าตั้งอยู่ใต้ก้นหม้อ เชื่อกันว่าจะนำความร่ำรวยมาสู่คนรุ่นหลัง ซึ่งน่าจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ตระกูลนี้ร่ำรวย” กานว่างมองไกลออกไป ภูเขาสูงใหญ่ทอดยาวเป็นเงาดำชัดเจน
หานเสียวเสี่ยวขมวดคิ้ว “ตามหลักแล้ว หลุมศพของบรรพบุรุษต้องตั้งอยู่ในทำเลฮวงจุ้ยที่ดีที่สุด ทำไมบรรพบุรุษถึงลุกขึ้นมาเป็นศพเดินได้แบบนี้ หรือว่าลูกหลานทำเรื่องร้ายต่อผู้อื่น ผิดต่อบรรพบุรุษ หรือไม่ก็เป็นบรรพบุรุษเองที่มีเรื่องติดค้างอยู่ในใจ”
หานเสียวเสี่ยวคิดว่ามีความเป็นไปได้มากที่ลูกหลานจะเป็นฝ่ายกระทำผิดมากกว่า
ถ้าหากว่ามีความปรารถนาที่ยังค้างคา ก็คงระเบิดโลงและลุกขึ้นจากหลุมไปนานแล้ว ไม่รอเวลาจนถึงตอนนี้แล้วค่อยกลายเป็นผีดิบหรอก
เจียงชิงแกว่งแขนไปมา สีหน้าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม “ฉันต้องการเรียกสัตว์มาถามข้อมูล แต่กลับไม่รู้สึกถึงสิ่งมีชีวิตใดในบริเวณใกล้เคียงเลย! เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? นี่มันแปลกชะมัด!”
เขาเป็นผู้มีพลังวิญญาณแห่งสวรรค์มาตั้งแต่กำเนิด ทว่าตั้งแต่เด็กจนโตก็ไม่เคยเจอสถานการณ์ที่แปลกประหลาดเช่นนี้
พลังของเขาเสื่อมถอยหรือเปล่านะ หรือว่าบริเวณใกล้เคียงจะไม่มีสัตว์อยู่จริง ๆ
สีหน้าของกานว่างจริงจังขึ้น “พวกนายสังเกตไหมว่าที่นี่เงียบเกินไป ขนาดเสียงร้องของนกหรือเสียงจิ้งหรีดก็ไม่มี!” สถานการณ์เช่นนี้ย่อมไม่ปกติ
บรรยากาศเคร่งเครียดและอันตรายที่มองไม่เห็นพลันกระจายคลุมรอบด้าน
ทุกคนหยิบอาวุธศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาและเฝ้าระวังรอบด้าน
เฝ่ยไป๋ลู่เป็นเพียงคนเดียวที่สงบนิ่งราวกับน้ำ
แล้วเธอก็โน้มตัวลง หยิบดินขึ้นมาจากปากถ้ำหนึ่งกำ
ดินกำนั้นร่วนดุจทราย ปั้นอย่างไรก็ไม่เป็นทรง
ส่วนบริเวณโดยรอบก็ไม่มีแม้แต่ก้อนหินดี ๆ สักก้อน ทำให้พืชพันธุ์ขนาดใหญ่ไม่สามารถหยั่งรากเจริญเติบโตได้ จึงมีเพียงหญ้าที่สูงถึงข้อเท้าเท่านั้น
สายตาของคนอีกสามคนถูกการกระทำของเธอดึงดูดทันที
กานว่างถาม “ไป๋ลู่ คุณเจออะไรเหรอคะ”
“ดินไม่เป็นดิน ที่นี่ไม่ใช่สุดยอดทำเลทองแห่งฮวงจุ้ย แต่เป็นที่เลี้ยงผีดุร้าย!” เฝ่ยไป๋ลู่ตอบ “ศพที่ฝังในที่เลี้ยงผีจะไม่เน่าเปื่อยตามธรรมชาติ พวกมันจะดูดซับปราณวิญญาณจากสวรรค์และโลก เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็จะกลายเป็นผีดิบ บรรพบุรุษตระกูลน่าเป็นผีดิบหลังตายไปแล้วร้อยปี ย่อมมีพลังที่ไม่ธรรมดา”
ตำราฮวงจุ้ยเกี่ยวกับศพหลายเล่มได้กล่าวว่า ‘หลุมศพท้องวัวตาย’ ‘ลายเส้นขาดหาย’ และ ‘ดินไม่ใช่ดิน’ ล้วนเป็นลักษณะของสถานที่ซึ่งเหมาะแก่การเลี้ยงผี
‘สถานที่เลี้ยงผี’ ในหลักฮวงจุ้ยหลุมศพล้วนเป็นสุสานที่น่ากลัวและอันตรายที่สุด
‘ลักษณะของฮวงจุ้ยเหมือนหม้อคว่ำ’ ของกานว่างนั้นถูกต้อง ตระกูลน่าย้ายสุสานของบรรพบุรุษมาที่นี่เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของลูกหลาน แสดงว่าคนที่ดูแลการย้ายสุสานในตอนแรกมีความรู้ความเข้าใจ และคงจะไม่ละเลยข้อห้ามเรื่อง ‘สถานที่เลี้ยงผี’
แต่ทั้งสองอย่างกลับปะปนกันอย่างประหลาด ทำให้ผู้คนสับสน
สิ่งที่แน่ชัดคือการกลายเป็นผีดิบของบรรพบุรุษตระกูลน่าเกิดจากการกระทำของมนุษย์
คำอธิบายของเฝ่ยไป๋ลู่ทำให้ทุกคนเข้าใจในทันที
เจียงชิงชูกำปั้นขึ้น “ตอนที่เคลื่อนย้ายหลุมศพบรรพบุรุษ ซินแสอาจจะเล่นตลก หรืออาจเป็นฝีมือของผู้หญิงที่ยัดแผ่นยัตน์เข้าไปในภูเขาจำลองก็ได้สินะ!”
หานเสียวเสี่ยวตาเปล่งประกาย รีบบอก “บรรพบุรุษตระกูลน่าเป็นผีดิบร้อยปี นิสัยโหดเหี้ยม สามารถระบุตำแหน่งของสมาชิกในตระกูลน่าได้ด้วยสายเลือด!”
“ไม่สู้พวกเราหาคนของตระกูลน่ามาเป็นเหยื่อล่อผีดิบให้ติดกับ แล้วจัดการมันทีเดียวเลยละ”
“กลับกันก่อนเถอะ ค่อยวางแผนขั้นต่อไป” กานว่างไม่ตอบตกลงทันที ชีวิตก็คือชีวิต แต่ถ้าถึงคราวจำเป็นจริง ๆ ต่อให้เลือกวิธีที่มีความเสี่ยงแบบนี้ก็คงต้องทำ
สีหน้าของหานเสียวเสี่ยวเศร้าจนยิ้มไม่ออก
ทุกคนเดินกลับมาที่บ้านบรรพบุรุษเงียบ ๆ โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น…
วันรุ่งขึ้น นายใหญ่น่าเตรียมอาหารเช้าอันหรูหราต้อนรับ พอเฝ่ยไป๋ลู่เดินมาที่ห้องโถง ก็เห็นเฝ่ยชิงรั่วเอนซบตัวน่าหงเฟยอยู่
แววตาเธอพลันเย็นชาลง
พอเฝ่ยชิงรั่วเห็นเฝ่ยไป๋ลู่ก็ตกใจเช่นกัน
เฝ่ยไป๋ลู่มาที่นี่ได้อย่างไร หรือว่ายัยนี่จะมาแย่งของสิ่งนั้นกับเธอ
ไม่ได้ เรื่องครั้งนี้จะให้เฝ่ยไป๋ลู่ทำสำเร็จไม่ได้!
เฝ่ยชิงรั่วกุมสร้อยที่คอแน่น เธอต้องการสิ่งของชิ้นนั้น ต้องครอบครองมันให้ได้!
ผู้คนทยอยลงมาเรื่อย ๆ
เมื่อเห็นน่าหงเฟยกับเฝ่ยชิงรั่ว พวกเขาอดไม่ได้ที่จะหันมองหลายครั้ง
ไม่มีอะไรมาก นอกจากว่าคนหนึ่งที่แขนซ้ายหัก ส่วนอีกคนแขนขวาหัก ซ้ำยังกอดกันแน่น ภาพที่เห็นจึงดูน่าขบขันเล็กน้อย
เหมาะสมแล้วที่พวกเขาเป็นคู่กัน
“พวกคุณกำลังเล่นบทเอี้ยก้วยเจ้าอินทรี*[1] เหรอ” เจียงชิงชูปลายนิ้วสองข้างประกบกัน ใช้มือเป็นดาบฟาดฟันไปมาสองสามที พูดตรงไปตรงมาว่า “หรือเป็นกระบี่คู่พิฆาตมาร*[2]”
คำพูดนี้ทิ่มแทงเส้นประสาท เฝ่ยชิงรั่วโกรธจนตบโต๊ะ “กระบี่คู่บ้าบออะไร อย่าพูดจาหยาบคายนะ!”
สีหน้าของเจียงชิงเรียบตึงทันที
คำพูดของเขาหยาบคายตรงไหนกัน?
เฝ่ยไป๋ลู่กลั้นเสียงหัวเราะไว้ไม่ได้
ยิ่งทำให้เฝ่ยชิงรั่วโกรธจัด
ตอนนั้นเองสายตาเฉียบคมของน่าเหว่ยจื้อเหลือบมองเธอ “ใครอนุญาตให้เธอตะโกนใส่แขกบ้านฉัน ที่นี่ไม่ใช่บ้านเฝ่ย ถึงคิดจะทำอะไรตามใจชอบได้!”
ความรักของพ่อที่มีต่อน่าหงเฟยหายไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเขาพาเฝ่ยชิงรั่วมาที่บ้านบรรพบุรุษ
น่าเหว่ยจื้อหับไปตวาดน่าหงเฟยเสียงดัง “มือก็หักแท้ ๆ ยังคิดถึงแต่เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ อยู่ได้ ในหัวแกคิดอะไรอยู่ฮะ! ตอนอยู่ในบ้านบรรพบุรุษก็ต้องอยู่อย่างเรียบร้อย อย่าคิดจะทำอะไรบัดสีสิ!”
สีหน้าของเฝ่ยชิงรั่วซีดลง เธอรู้ดีว่าเขากำลังด่าเธอทางอ้อม จึงทำให้เธอโมโหไม่น้อย
ตาเฒ่าน่าสมควรตาย รอให้ฉันได้ของที่แม่ต้องการและฟื้นพลังคืนมาก่อนเถอะ
สิ่งแรกที่ฉันจะทำก็คือสั่งให้น่าหงเฟยฆ่าแกซะ!
น่าหงเฟยถูกด่าจนหน้าถมึงทึง พ่อไม่ให้เกียรติเขาต่อหน้าคนอื่นแม้แต่น้อย ราวกับแสดงให้เห็นว่าเขามีสถานะต่ำสุดในบ้านหลังนี้
“พ่อ หงเฟยมือเจ็บอยู่ เขาต้องการคนอยู่ด้วยพอดี บ้านบรรพบุรุษฮวงจุ้ยดี แล้วก็เหมาะแก่การพักฟื้น…” น่าหงอวิ๋นกล่าวแทรกเพื่อช่วยคลี่คลายสถานการณ์ น่าเหว่ยจื้อพึมพำรับเสียงเบา ก่อนจะยอมลงจากบันได
น่าหงเฟยก้มหน้าลง ดวงตาเต็มไปด้วยอารมณ์ขุ่นมัว
แกล้งเป็นพี่ใหญ่ใจดีอะไรนักหนา ตั้งแต่เด็กจนโต ทุกครั้งที่เขาถูกตีถูกด่า พี่ใหญ่ใจดีคนนี้ก็ต้องออกโรงมาเสนอหน้าให้เห็นทุกครั้ง คิดจะเอาเขาเป็นตัวเปรียบเทียบ!
เฝ่ยชิงรั่วรู้สึกถึงอารมณ์ด้านมืดของน่าหงเฟย มุมปากได้รูปก็ยกยิ้มขึ้นอย่างมีเลศนัย
เฝ่ยไป๋ลู่เงยหน้าขึ้นมองน่าหงเฟย
เห็นจุดบนใบหน้าของเขากำลังเปลี่ยนเป็นสีดำ มวลอากาศเหนือศีรษะก็ค่อย ๆ ก่อตัวเป็นก้อน ลางสังหรณ์ของเธอบอกว่าเขากำลังจะพบกับมรสุมชีวิตอย่างหนัก
หากผ่านไปได้ ทุกอย่างคงจะดี
หากผ่านไม่ได้ เบาสุดก็คือล้มละลาย หนักสุดก็คือชีวิตถึงคราวอวสาน
สายตาของเฝ่ยไป๋ลู่เคลื่อนไหว ก่อนจะหยุดอยู่ที่เฝ่ยชิงรั่ว
นี่เป็นเพราะเธอหรือเปล่า?
เฝ่ยชิงรั่วพิงอยู่ข้างกายน่าหงเฟย ใบหน้าซุกซบอยู่อกของเขา หลบสายตาสอดส่องของเฝ่ยไป๋ลู่
เธอแสดงท่าทางอ่อนแอน่าสงสาร ราวกับว่าคนกลุ่มนั้นรุมทำร้ายเธอเพียงคนเดียว ช่างน่าขยะแขยงจริง ๆ
ในระหว่างที่น่าเหว่ยจื้อกับเฝ่ยไป๋ลู่คุยกัน พวกเขาก็จงใจให้น่าหงเฟยแยกตัวออกไปก่อน เพราะกลัวว่าน่าหงเฟยจะไปบอกความลับของครอบครัวเขาให้เฝ่ยชิงรั่วรู้
ส่วนเฝ่ยชิงรั่วที่พาน่าหงเฟยไป ก็แอบฟังอยู่ในห้องข้าง ๆ ได้ยินคำว่า ‘ผีดิบ’ ‘คืนนี้’ ‘วางค่ายกล’ แว่วมาเท่านั้น
[1] เอี้ยก้วยเจ้าอินทรี เป็นนิยายกำลังภายในภาคต่อของเรื่อง มังกรหยก
[2] กระบี่คู่พิฆาตมาร คือ ชื่อวิชาเพลงดาบในนิยายกำลังภายในเรื่อง “มังกรหยก” ของกิมย้ง ผู้ใช้วิชานี้ต้องมีความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาหรือมีความผูกพันทางใจที่ลึกซึ้ง จึงจะสามารถประสานพลังของกระบี่ทั้งสองเล่มเข้าด้วยกันได้