เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 200 ใครปล่อยผีดิบ?
ริมฝีปากของน่าหงเฟยเปลี่ยนเป็นสีขาว สายตาจ้องมองเพียงเขี้ยวที่เข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ
เขาต้องตายแน่!
ว่าแต่บรรพบุุรุษผีดิบนี่แปรงฟันครั้งล่าสุดเมื่อไหร่เนี่ย ปากเหม็นชะมัด!
เมื่อได้กลิ่นเหม็นที่พ่นออกมาจากปากของผีดิบ หน้าของน่าหงเฟยก็เปลี่ยนสี เขาอาจจะหายใจไม่ออกด้วยกลิ่นเหม็นก่อนถูกแสงแดดแผดเผาจนตายก็ได้!
เฝ่ยชิงรั่วซ่อนตัวอยู่ข้างหลังน่าหงเฟย
ครั้นกานว่างเห็นการกระทำเห็นแก่ตัวของเฝ่ยชิงรั่ว แววความเดียดฉันท์ก็แวบขึ้นมาในดวงตา
มิน่าเฝ่ยไป๋ลู่ถึงขีดเส้นกั้นระหว่างตนกับคนตระกูลเฝ่ย ที่แท้พวกเขาก็มาจากโลกที่แตกต่างกันนี่เอง
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยชีวิตผู้คน!
กานว่างสูดหายใจเข้าลึก ๆ ถือดาบยาวไว้ในมือ ปากท่องคาถา ก่อนที่ตัวดาบจะเปล่งประกายแสงสว่างออกมา
ต่อมา ดาบของเขาพลันฟันไปที่หัวของผีดิบ
“โฮก!” ปราณดาบคมกริบทำให้ผีดิบต้องล่าถอยไป เพราะเกรงว่าศพจะสลายคาพลังนั่น
เฝ่ยไป๋ลู่ดึงแผ่นยันต์ขับไล่วิญญาณร้ายที่อยู่รอบตัว เมื่อเห็นคุณชายรองน่า และเฝ่ยชิงรั่วอยู่ในอาการงุนงง เธอก็กล่าวเสียงเข้ม “ทำไมยังไม่รีบไปอีก!”
ไป?
จริงสิ เราต้องรีบออกไป!
ผีดิบตนนี้แข็งแกร่งไม่น้อย ฉันจะรอจนกว่าเฝ่ยไป๋ลู่กับผีดิบนั่นได้รับบาดเจ็บทั้งคู่ แล้วค่อยกลับมาเก็บรวบทีเดียว!
เฝ่ยชิงรั่วคิดชั่ว และเก็บงำความคิดในแววตาทันที
ขณะนั้น น่าหงเฟยตื่นจากภวังค์ และรีบวิ่งหนีไป
ทว่าผีดิบได้มุ่งเป้าไปที่เขาแล้ว
ดังนั้น ทันทีที่ชายหนุ่มเคลื่อนไหว ผีดิบก็เลิกสู้กับกานว่าง
หากได้ดื่มเลือดของน่าหงเฟย ความแข็งแกร่งของมันย่อมเพิ่มขึ้นไม่น้อย แล้วมันจะยังต้องกลัวหมอผีน่ารำคาญเหล่านี้อีกหรือ?
“ทำไมแกถึงเอาแต่ไล่ตามฉันล่ะ?!” น่าหงเฟยเข่าแทบทรุด
เมื่อเห็นใบหน้าของผีดิบโผล่มา เฝ่ยชิงรั่วก็หวาดกลัว เธอผลักน่าหงไปอีกฝั่ง เพื่อซื้อเวลาหลบหนี
น่าหงเฟยไม่ทันระวัง จึงล้มลงกับพื้น
ตอนนั้นเอง เงาดำร่างหนึ่งทอดลงบนตัวเขา…
ผีดิบจะอ้าปากกว้าง “โฮก!”
“รีบ…หนีไปเร็วเข้า…”
ไม่มีใครคิดว่าจู่ ๆ น่าหงอวิ๋นจะปรากฏตัว เขาเข้ามายืนขวางอยู่ตรงหน้าน่าหงเฟย
เขี้ยวของผีดิบฝังลึกบนแขนน่าหงอวิ๋นทันที ทำให้ใบหน้าของเขาซีดเผือดด้วยความเจ็บปวด แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังมีแรงผลักน่าหงเฟยไปทางเฝ่ยไป๋ลู่ซึ่งวิ่งมาจากอีกด้าน
“พี่ พี่…” ดวงตาของน่าหงเฟยเต็มไปด้วยความสับสน “ทำไมถึงมาช่วยฉัน?”
นี่มันผีดิบนะ ถ้าโดนกัดได้ตายพอดี!
ตัวตนของน่าหงเฟยในครอบครัวน่าเล็กจ้อย และเอาแต่ก่อปัญหา จะเป็นตายก็คงไม่สำคัญ
ถ้าเขาตาย พ่อก็อาจไม่สนใจ และพวกเขาอาจบอกว่าดีด้วยซ้ำ เพราะปัญหาจะได้น้อยลง
แต่ทำไมพี่ชายถึงมาช่วยน้องชายที่เป็นเหมือนหนามยอกอกอย่างเขา?
น่าหงอวิ๋นพยายามฝืนยิ้ม ทว่าใบหน้าตอนยิ้มครานี้น่าเกลียดกว่าตอนร้องไห้เสียอีก “ฉันเป็นพี่ชายคนโต ก็ถูกต้องแล้วที่พี่ชายจะช่วยน้องชายน่ะ”
ผีดิบกำลังดูดเลือดของน่าหงอวิ๋น
พิษจากศพนั้นร้ายแรงมากจนแขนที่ถูกกัดของน่าหงอวิ๋นเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ และพิษก็แพร่กระจายไปทั่วร่างกายของเขา
“พี่จะตายไม่ได้นะ!” น่าหงเฟยตัวสั่นเทิ้ม เขารั้งขากางเกงของเฝ่ยไป๋ลู่ น้ำตาไหลพรากพลางอ้อนวอน “ช่วยเขาด้วย ช่วยพี่ชายของผมที! อาจารย์ ผมผิดไปแล้ว ผมไม่ควรออกมา ผมไม่ควรออกมาเลย ผมรู้ว่าผมคิดผิด!”
‘แล้วก่อนหน้านี้คุณทำทำไมกัน?!’ เฝ่ยไป๋ลู่เม้มปากแน่น “รีบไปเถอะ ไม่ต้องบอกฉันก็ช่วย”
เฝ่ยไป๋ลู่คีบยันต์สีแดงไว้ ก่อนซัดมันไปที่ผีดิบอย่างแรง ยันต์สีแดงพลันเกิดประกายไฟขึ้นเอง แผดเผาร่างผีดิบจนกลายเป็นลูกบอลเพลิง เธอใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาที่มันหนีไฟ เข้าช่วยเหลือน่าหงอวิ๋น
ตอนนี้เฝ่ยไป๋ลู่ไม่มีเวลารักษาบาดแผลของอีกฝ่าย และทันใดนั้นเสียงคำรามก็ดังกึกก้องไปทั่วทั้งบ้าน
ใบหน้าสีเขียว เขี้ยวอาบเลือด พลังปราณชั่วร้ายบนร่างผีดิบพลันปะทุขึ้น ก่อนจะกลืนหายไปกับกลุ่มไฟนั่น
ทันใดมันรีบตรงเข้าหาเฝ่ยไป๋ลู่ หมายจะฆ่าภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดก่อน
เฝ่ยไป๋ลู่สูดหายใจเข้าลึก ๆ
หลังจากดูดเลือด มันก็แข็งแกร่งขึ้นจริง ๆ
“ไป๋ลู่ ระวัง!” กานว่างร้องขึ้นอย่างหวาดกลัว เพราะกลิ่นอายชั่วร้ายนั่น
เจียงชิงประคองร่างหานเสียวเสี่ยวขึ้น สีหน้าของเขาในเวลานี้ก็กังวลไม่ต่างกัน “ถ้าพี่เอาชนะผีดิบนั่นไม่ได้ ก็หนีไปซะ! แต่อย่าถูกผีดิบกัดนะ ไม่งั้นตายแน่!”
หากถูกมันกัดก็ต้องตาย บาดแผลบนแก้มหานเสียวเสี่ยวร้อนผ่าว ก่อนที่ฟางเส้นสุดท้ายของเธอจะขาดสะบั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะความไร้ศักยภาพและค่ายกลที่ไร้ประโยชน์ของเฝ่ยไป๋ลู่ เธอจะบาดเจ็บหรือยังไง?
ถ้าเธอไม่ยอมรับภารกิจนี้ และขอให้ครอบครัวน่าหาคนอื่นมาแทน เธอคงไม่ต้องมาเจอผีดิบที่ทรงพลังขนาดนี้!
ในเมื่อเธอกำลังจะตาย…เฝ่ยไป๋ลู่ก็ต้องตายไปพร้อมกัน!
ความแค้นครั้งใหม่ผุดขึ้นทับทมสั่งสมกับความแค้นเก่า ทำให้ดวงตาของหานเสียวเสี่ยวฉายแววมุ่งร้าย
ด้านเฝ่ยชิงรั่ว ตัวสั่นสะท้าน เธอหดตัวให้เล็กลง ใจลึก ๆ หวังเพียงให้เฝ่ยไป๋ลู่ตายด้วยน้ำมือของผีดิบ
“โฮก!” ผีดิบคำรามเสียงดุร้าย และคืบคลานเข้าใกล้เฝ่ยไป๋ลู่ขึ้นเรื่อย ๆ
วิญญาณชั่วร้ายพัดผมหางม้าของเธอปลิวขึ้น
“อย่าตกใจไป” เฝ่ยไป๋ลู่เม้มปากเล็กน้อย ดวงตาใสกระจ่างอย่างน่าประหลาดใจ
หญิงสาวรีบสร้างผนึกด้วยปลายนิ้ว และยิงไปที่จุดตายซึ่งเธอได้เตรียมไว้ก่อนหน้านี้
‘ฉึก’ ศรแสงยิงตรงจุดตายทั้งเจ็ดบนแผ่นหลังของผีดิบอย่างแม่นยำ
เสียงกระดูกแตกดังก้อง ทำให้ผีดิบแน่นิ่งอยู่กับที่
“จัดการได้แล้วหรือ?” เจียงชิงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ “นี่มันผีดิบกระโดด แต่กลับโดนยิงจุดตายได้เนี่ยนะ?”
“อันที่จริง มันคือผีดิบดำซึ่งถูกบังคับให้วิวัฒนาการกลายเป็นผีดิบกระโดด วิธีนี้จึงได้ผล คนคนนั้นใจร้อนเกินไป ถ้าเขารออีกสองสามปี เจ้านี่คงจัดการยากกว่านี้แล้ว” เฝ่ยไป๋ลู่อธิบาย ก่อนเดินมาหยุดตรงหน้าน่าหงอวิ๋น
เมื่อเห็นว่าพิษผีดิบแพร่ไปทั่วทั้งร่างกายของเขา เธอก็ปวดหัวขึ้นมาเฉียบพลัน
“พาเขาไปในห้อง อย่าให้แสงจันทร์หรือแสงอื่นส่องต้องเขา แล้วเตรียมข้าวเหนียวกับสีชาดไว้ ฉันจะช่วยเขาถอนพิษ”
“เข้าใจแล้วอาจารย์!” ดวงตาของน่าหงเฟยแดงก่ำ รีบแบกร่างน่าหงอวิ๋นขึ้นหลัง แล้ววิ่งออกไป
‘เฝ่ยไป๋ลู่ถอนพิษได้เหรอ? ฉันจะไม่ตายใช่ไหม?’ ดวงตาของหานเสียวเสี่ยวสว่างวาบ เธอคว้ามือเจียงชิงไว้ และมองเขาผ่านม่านน้ำตา
เธอจะไม่ขอความช่วยเหลือจากเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยตัวเองหรอก!
ฉะนั้นเจียงชิงต้องช่วยเธอ!
เจียงชิงมีจิตใจที่ซื่อตรง หลังจากรับสัญญาณขอความช่วยเหลือ เขาก็พูดว่า “ไป๋ลู่ พี่เสียวเสี่ยวก็ได้รับบาดเจ็บ เธอช่วยพี่เขาถอนพิษได้ไหม?!”
เฝ่ยไป๋ลู่เหลือบมองทั้งสองอย่างเย็นชา “เข้าไปข้างใน”
เมื่อสายตาทิ่มแทงของเฝ่ยไป๋ลู่มองมา เจียงชิงก็รู้สึกอึดอัดไม่น้อย
อะไรอีกเนี่ย?
เขาใช่คนที่ทำให้เธอโกรธเสียที่ไหน?!
พวกผู้หญิงนี่เดาใจยากจริง แถมอารมณ์เหวี่ยงง่ายชะมัด!
ตอนนั้นเอง กานว่างก็ส่งสายตาเตือนให้เจียงชิง
ครั้นเห็นกานว่างปกป้องเฝ่ยไป๋ลู่ หานเสียวเสี่ยวก็รู้สึกอึดอัดใจ เธอรีบลากเจียงชิงออกไปทันที
ส่วนผีดิบในสวน ตอนนี้มันไม่เคลื่อนไหวแล้ว
กานว่างถาม “ผมควรทำยังไงกับผีดิบตนนี้?”
“ฉันผนึกมันไว้ชั่วคราว ถ้าไม่มีใครแตะต้องมัน มันก็หลุดออกมาไม่ได้ รอจนกว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นในวันพรุ่งนี้ แล้วค่อยทำลายมัน” เฝ่ยไป๋ลู่หาว ท่าทางง่วงนอนเต็มที
การช่วยคนไว้ทำทีหลังก็ได้ ตอนนี้เธอต้องเก็บปราณวิญญาณไว้ แล้วเรื่องฆ่าผีดิบค่อยทำพรุ่งนี้
เฝ่ยไป๋ลู่ได้แต่คิดอยู่ในใจ… ถ้าหานเสียวเสี่ยวไม่ปล่อยมันออกมา คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ถ้าตอนแรกเฝ่ยไป๋ลู่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเข้าร่วมภารกิจในครั้งนี้ เธอคงปฏิเสธไปแล้ว
เนื่องจากศพบรรพบุรุษที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมา ครอบครัวน่าจึงต้องเตรียมถั่ว ข้าวเหนียว ตะไบเหล็ก ด้ายสีหมึก และอุปกรณ์ไสยเวทสำหรับปราบผีไว้
เฝ่ยไป๋ลู่ขอข้าวเหนียว กับผงชาด น่าหงเฟยก็เอามาให้ถุงใหญ่ และถามว่า “อาจารย์ พอหรือยัง?”
“พอแล้ว” เฝ่ยไป๋ลู่เทข้าวเหนียว และผงชาดลงในอ่างไม้ แล้วเทน้ำอุ่นลงไป
ต่อมาราดน้ำอุ่นลงบนแขนที่ถูกกัดของน่าหงอวิ๋น แล้วแปะยันต์ทับ ทันใดนั้นคราบเลือดสีดำก็ซึมออกมาจากบาดแผล
ใบหน้าของน่าหงอวิ๋นซีดเผือดจากอาการบาดเจ็บ และรอยสีม่วงคล้ำบนร่างเขาก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นสีเนื้อ ดูเหมือนว่าพิษจะถูกขับออกไปแล้ว
หัวใจที่ห่อเหี่ยวของน่าหงเฟยค่อย ๆ ผ่อนคลาย “พี่ แค่พี่ปลอดภัยก็พอแล้ว!”
หลังจากนั้นเฝ่ยไป๋ลู่ก็ช่วยหานเสียวเสี่ยวถอนพิษได้ เสร็จแล้วเธอก็ยืดเหยีดตัว
ขณะที่เธอกำลังจะกลับไปนอน จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียง “โฮก” ของผีดิบดังขึ้น
สายตาหญิงสาวหนักอึ้งอีกครั้ง ตะโกนด้วยเสียงเคร่งเครียด “ใครปล่อยผีดิบ?!”