เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 202 เฝ่ยไป๋ลู่จะฆ่าผม
บทที่ 202 เฝ่ยไป๋ลู่จะฆ่าผม
เฝ่ยชิงรั่วอาเจียนออกมาเป็นเลือด ทำให้น่าหงเฟยตกใจ “ผมเพิ่งบอกคุณไป ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับคุณ ไม่ต้องมาให้ผมช่วย!”
“เธอเสกคาถาใส่น่าหงเฟย และตอนนี้เธอก็ต้องชดใช้แล้ว” เฝ่ยไป๋ลู่ก้าวมาคว้าคอเสื้อเฝ่ยชิงรั่ว แล้วมองตรงเข้าไปในดวงตาอีกฝ่าย “ใครสอนคาถาให้คุณ”
ท่าทางของเฝ่ยชิงรั่วในยามนี้ช่างคุ้นตายิ่ง
“ผมโดนสาป?” น่าหงเฟยอุทาน แววตาสับสนไม่น้อย
น่าหงอวิ๋นกลัวมาก “ที่แท้นายก็โดนสาปนี่เอง โชคดีจังที่นายกลับมาแล้ว”
เฝ่ยชิงรั่วข่มใจไม่ยอมรับท่าเดียว
ฉิบหาย ตอนนี้เธอตกอยู่ในเงื้อมมือเฝ่ยไป๋ลู่แล้ว ซวยชะมัด!
แต่อย่าหวังเลยว่าฉันจะบอกข้อมูล ฝันไปเถอะ!
ตอนนั้นเองเฝ่ยไป๋ลู่ก็หยิบยันต์วาจาสัตย์ออกมา ทว่าทันทีที่แปะยันต์บนตัวเฝ่ยชิงรั่ว มันก็ถูกเผาเป็นสีดำ ด้วยมีพลังบางอย่างปกป้องอีกฝ่ายไว้
“เฮอะ”
เฝ่ยชิงรั่วได้ยินเฝ่ยไป๋ลู่แค่นเสียง จากนั้นเฝ่ยไป๋ลู่ก็กระชากสร้อยคอของเธอออก
“นี่เป็นความลับของเธอสินะ? เธอมาจากลัทธินั่นเหรอ?” ดวงตาของเฝ่ยไป๋ลู่เฉียบคมขึ้น
จี้สร้อยคือรูปเทพขนาดเล็กซึ่งยืนบนฐานดอกบัวด้วยท่วงท่าสง่างาม
เฝ่ยไป๋ลู่เคยเห็นเทวรูปนี้หลายครั้งในที่อื่น และสิ่งต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นกับคนเหล่านั้นทุกครั้ง ซึ่งล้วนแต่เป็นเพราะลัทธินั่น!
แต่เธอไม่คาดคิดว่าเฝ่ยชิงรั่วจะเกี่ยวข้องกับลัทธินั่นด้วย!
เฝ่ยชิงรั่วที่ตอนแรกไม่ตอบสนอง ในที่สุดก็ลืมตาขึ้น แล้วพูดอย่างกังวล “เอาคืนมา มันเป็นของฉัน! เธอไม่มีสิทธิ์เอามันไป! เฝ่ยไป๋ลู่ เอาคืนมา…”
“ถ้าฉันไม่คืน เธอจะทำอะไรได้?” เฝ่ยไป๋ลู่ประสานนิ้ว และทำลายจี้ด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
“ฉันจะไม่ปล่อยเธอไปแน่!” ดวงตาของเฝ่ยชิงรั่วแทบถลนจากเบ้า มองเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยความเกลียดชัง
ทว่าทันใดนั้นหญิงสาวก็กลอกตา และเป็นลมไป
เฝ่ยไป๋ลู่เพียงส่งเสียงเยาะเย้ย สิ่งที่เฝ่ยชิงรั่วพูดช่างน่าขัน ทำราวกับว่าครอบครัวเฝ่ยเคยปล่อยเธอไปอย่างไรอย่างนั้น
กระนั้นก็ไม่มีใครสงสารเฝ่ยชิงรั่ว
“ทั้งที่เธอไม่มีพลังปราณอย่างผู้ฝึกตน แล้วเธอฝึกด้วยวิธีไหนกัน?” กานว่างกล่าวเสียงเครียด
ทุกคนล้วนมีพลังปราณอยู่ในกาย ทว่าผู้คนจากลัทธิเน่ยเหมินกลับต่างไป ทว่าก่อนที่เฝ่ยชิงรั่วจะโดนผลของอาคมย้อนกลับ กลับไม่มีใครสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติกับเธอ และถือว่าเธอเป็นเพียงคนธรรมดา
จะมีวิธีซ่อนตัวจากวิถีสวรรค์ และปกปิดกลิ่นอายพลังของตัวเองได้ด้วยหรือ?
เป็นไปได้เหรอ?
ในเมื่อเคยเห็นธิดาดอกบัวไร้ศีรษะมาแล้ว เฝ่ยไป๋ลู่ก็ไม่แปลกใจกับเรื่องนี้ เฝ่ยชิงรั่วดิ้นรนอยู่ใต้จมูกของเธอ และการสืบหาความจริงภายหลังก็คงไม่สายไป
เจียงชิงจำดาวตกประกายเพลิงสวรรค์ที่แข็งกร้าวของเฝ่ยไป๋ลู่เมื่อครู่ได้ ดวงตาพลันเป็นประกาย และแก้มแดงปลั่งขึ้น “เฝ่ยไป๋ลู่ เธอไปเรียนรู้วิชาฆ่าผีดิบนั่นมาจากไหนเหรอ ทำไมฉันถึงไม่เคยอ่านเจอในหนังสือเลย?”
หานเสียวเสี่ยวก็หูผึ่งเช่นกัน
การกระทำนั้นทั้งทรงพลัง และน่าตื่นตาตื่นใจจนยากจะลืมเลือน
ถ้าเธอได้เรียนรู้บ้าง…
“ปรมาจารย์ชั้นสามจะซื้อยันต์มาใช้ ในขณะที่ปรมาจารย์ชั้นสองจะใช้สมบัติที่มีอยู่ในครอบครอง แต่ปรมาจารย์ชั้นหนึ่งจะสร้างสรรค์ยันต์ขึ้นมาเอง ซึ่งเคล็ดลับนี้เป็นของฉ…” เฝ่ยไป๋ลู่ยังพูดไม่ทันจบ
จู่ ๆ เจียงชิงก็โพล่งขึ้นมาอย่างตื่นเต้น “รู้แล้ว ๆ วิชานี้เป็นของอาจารย์เธอใช่ไหม? โคตรเจ๋ง!”
มุมปากของเฝ่ยไป๋ลู่โค้งขึ้นเล็กน้อย และหลังจากสงบใจอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็กล่าวอย่างไม่แยแสว่า “ใช่”
หานเสียวเสี่ยวผิดหวัง ภายในใจพลันเกิดความรู้สึกที่ซับซ้อนระคนอิจฉา
หากเธอมีอาจารย์ทรงพลังขนาดนี้ เธอก็คงไม่ด้อยไปกว่าเฝ่ยไป๋ลู่หรอก!
จากนั้นหานเสียวเสี่ยวก็เอ่ยด้วยอารมณ์ที่ปั่นป่วนอยู่ในใจว่า “เธอไม่รู้แม้แต่ชื่อเต๋าของเขาเหรอ วงการผู้ฝึกตนก็ไม่ได้กว้างนัก บางทีปู่กับพ่อของฉันอาจรู้จัก…”
เฝ่ยไป๋ลู่ยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดว่า “อาจารย์ไม่อนุญาตให้ฉันเอ่ยชื่อน่ะ”
หานเสียวเสี่ยวคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่อยากบอกเธอ จึงรู้สึกเศร้าใจไม่น้อย
กานว่างมองเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยสายตาชื่นชม
ชายชราที่เขาเคยพบหลายครั้งน่าจะเป็นอาจารย์ของเฝ่ยไป๋ลู่ แน่นอนว่าการกระทำนี้ก็เหมือนผู้อาวุโสคนนั้นเช่นกัน!
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาของทุกคน เฝ่ยไป๋ลู่ก็ไม่อยากพูดมากกว่านี้ เพราะกลัวหัวใจวาย “ฉันเหนื่อย ไปนอนกันเถอะ”
หลังจากกำจัดผีดิบได้แล้ว วิกฤตก็คลี่คลาย และทุกคนแยกย้ายกลับเข้าไปในห้องด้วยความคิดที่แตกต่างกัน
แม้เฝ่ยไป๋ลู่จะบ่นว่าเหนื่อย และอยากพักผ่อน แต่หลังจากกลับถึงห้อง ทั้งความเกียจคร้าน และความง่วงงุนบนร่างกลับหายเป็นปลิดทิ้ง และถูกแทนที่ด้วยความอึดอัดใจ
เบื้องหน้าเธอคือหัวใจผีดิบที่เฝ่ยชิงรั่วขโมยมา
สุดท้ายเฝ่ยไป๋ลู่ก็ตัดสินใจ จุดไฟเผา จนเผยวัตถุรูปไข่สีดำท่ามกลางขี้เถ้ากลิ่นเหม็น
มันมีขนาดประมาณนิ้วหัวแม่มือ ปกคลุมไปด้วยชั้นโคลนสีดำ และวิญญาณชั่วร้าย
นี่คือสิ่งที่เฝ่ยชิงรั่วต้องการจริง ๆ หรือ?
เฝ่ยไป๋ลู่ร่ายคาถา แล้วมือหยกสีขาวไร้ที่ติของเธอก็ถูกปกคลุมไปด้วยปราณวิญญาณบาง ๆ จากนั้นเธอก็เช็ดโคลนออกทีละนิด เมื่อโคลนสีดำถูกกำจัดออก เนื้อสีขาวบริสุทธิ์ก็เผยออกมา ผิวไข่เรียบ ละเอียดอ่อน ดูจะมีพลังชีวิตแปลก ๆ แฝงอยู่ข้างใน เหมือนกำลังจะฟักในไม่ช้า
เฝ่ยไป๋ลู่ตกใจ “เม็ดบัว…”
ทำไมคุณย่าคนนั้นถึงมีเม็ดบัวอยู่ในร่าง หรือคุณย่าของครอบครัวน่าก็เป็นธิดาดอกบัวเหมือนกัน?
แล้วเฝ่ยชิงรั่วมีบทบาทอะไรในลัทธินั้นล่ะ?
คำถามผุดขึ้นมาทีละข้อ ทำให้เฝ่ยไป๋ลู่ตกอยู่ในห้วงความคิด
ช่วงเวลาเดียวกัน กานว่างเคาะประตูห้องของเจียงชิง เตรียมจะสอนบทเรียนให้เขา
เจียงชิงผู้ถูกลงโทษก็อดไม่ได้ที่จะบ่นในใจ
เขาไม่ได้ตั้งใจดูถูกเฝ่ยไป๋ลู่ แต่อารมณ์ของเฝ่ยไป๋ลู่แปรปรวนเกินไป เขาเลยรู้สึกเหมือนเห็นเงาอาจารย์ซ้อนทาบอยู่บนร่างบาง จึงอดหยอกไม่ได้ต่างหาก
กานว่างถอนหายใจ “ถ้าอย่างนั้นฉันถามหน่อย ทำไมนายถึงปฏิบัติต่อไป๋ลู่แย่ขนาดนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน?”
ใบหน้าเนียนราวเด็กของเจียงชิงก้มลงเล็กน้อย และใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขาก็ถูกซ่อนไว้ในความมืด จนยากที่ผู้คนจะมองเห็น
ริมฝีปากของเขาเม้มแน่น
กานว่างคิดว่าตนคงไม่ได้รับคำตอบ เขาจึงลุกขึ้นและกำลังจะจากไป แต่แล้วก็ได้ยินเสียงแหบแห้ง ทุ้มลึกของชายหนุ่มโดยไม่คาดคิด
“เพราะผมเห็นว่าเฝ่ยไป๋ลู่จะฆ่าผม”
“ผมจะตายด้วยน้ำมือของเธอ”
หลังจากติดต่อกับเฝ่ยไป๋ลู่เป็นครั้งแรก เขาก็กลับมาที่นิกายเก้าสวรรค์ และฝันร้ายตลอดคืน
ทว่ามีเพียงภาพเดียวในความฝัน
ฝนกระหน่ำลงมา บรรยากาศอันน่าสยดสยองบดบังท้องฟ้าและดวงอาทิตย์ ราวกับวันสิ้นโลกกำลังอุบัติ
เฝ่ยไป๋ลู่ผู้เปรียบดั่งดวงจันทร์สว่างไสวกลับแผ่กลิ่นอายสังหารทั่วร่าง เธอเสียบดาบเข้ามาในหัวใจ และจบชีวิตของเขา
ความเจ็บปวดรุนแรงแพร่กระจายไปทั่วแขนขา ซึมลึกถึงกระดูก กระชากปลุกเจียงชิงจากฝันร้าย
เจียงชิงคิดว่านั่นไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นอนาคตของเขา
ดังนั้นเจียงชิงจึงไม่อยากติดต่อกับเฝ่ยไป๋ลู่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเฝ่ยไป๋ลู่มีเสน่ห์ไม่น้อย และเขาก็อดไม่ได้ที่จะสนใจเธอ
ทว่าหากท้ายที่สุดเขาจะต้องตายด้วยน้ำมือของเฝ่ยไป๋ลู่ แล้วการปฏิบัติตัวกับเธออย่างเลวร้ายจะสร้างความแตกต่างอะไร?
“เธอไม่ได้ฆ่าผู้บริสุทธิ์เพราะเล่นสนุก และฉันก็ไม่ยอมให้นายตายหรอก” กานว่างไม่หันกลับมามอง หลังของเขาตั้งตรงเสมอเหมือนดาบที่ชักออกจากฝัก
“เธอไม่ได้ฆ่าผู้บริสุทธิ์เพราะเล่นสนุกหรอกเหรอ?” เจียงชิงพึมพำ
“แล้วทำไมเธอฆ่าฉันด้วยดาบเล่มนั้นล่ะ? เป็นไปไม่ได้…”