เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 213 ตราประทับหยางปลอม
บทที่ 213 ตราประทับหยางปลอม
เฝ่ยไป๋ลู่ยกร่างหลิ่วซินหลิงขึ้น วาดผนึกด้วยปลายนิ้ว ก่อนจะลูบแผ่นหลังอีกฝ่ายเบา ๆ
การเคลื่อนไหวนี้ดูแปลกตา แต่กลับมีสุดยอดพลังแฝงอยู่ภายใน
ใบหน้าของหลิ่วซินหลิงบิดเบี้ยว
ทันใดนั้นหญิงสาวก็ลืมตาขึ้น เอามืออุดปาก แล้วพ่นบางอย่างออกมา
แล้วรอยดอกบัวบนคอของเธอก็หายไป
“ลูก ลูกตื่นแล้ว…” ป้าหลิ่วร้องไห้ด้วยความดีใจ พอหลิ่วซินหลิงเห็นแม่ เธอก็โผเข้าหา แล้วพวกเธอก็กอดกันกลมพลางร่ำไห้
ลุงหลิ่วอดไม่ได้ที่จะร้องไห้เช่นกัน
เฝ่ยไป๋ลู่คีบยันต์ไว้ระหว่างปลายนิ้ว แล้วโบกมือเบา ๆ ยันต์พลันลุกเป็นไฟ
ยันต์ไฟร่วงลงใส่เม็ดบัวบนพื้น เผาไหม้อย่างรวดเร็ว
“ผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังสิ่งนี้อาจยังอยู่ในภูเขาเทียนเหลียง ฉันจะออกไปดูหน่อย”
เหมียวจื่ออั๋งมองไปที่เฝ่ยไป๋ลู่อย่างโหยหา
เฝ่ยไป๋ลู่เหลือบมองเขาแล้วพูดว่า “นายอยู่ที่นี่”
ตอนนี้เธอต้องไปพบคนจากลัทธินั่น
ยิ่งไปกันมากเท่าไหร่ อันตรายก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
“ก็ได้” เสียงของเหมียวจื่ออั๋งอู้อี้ เขาจะทำทุกอย่างที่เฝ่ยไป๋ลู่ขอให้ทำ และจะไม่ทำตัวเป็นภาระ
เฝ่ยไป๋ลู่รับหยดเลือดมาจากหัวใจของหลิ่วซินหลิง ก่อนออกจากหมู่บ้าน แล้วขึ้นไปบนภูเขา
แสงไฟสลัวจากโคมไม้ไผ่ในมือเฝ่ยไป๋ลู่ส่องสว่างมาตลอดทาง กระทั่งมาถึงที่ราบบนไหล่เขา จู่ ๆ แสงก็สว่างขึ้น
เฝ่ยไป๋ลู่หยุดเดิน สายตากวาดมองรอบ ๆ ก่อนจะจับจ้องไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง
“ออกมาเถอะ จะซ่อนอยู่ทำไม?”
เหวินชิงหย่าตกตะลึง
เธอพัฒนาวิชาล่องหนจนสมบูรณ์แบบแล้ว แม้แต่บรรพบุรุษก็เคยชื่นชมเธอ แล้วเด็กสาวอย่างเฝ่ยไป๋ลู่จะมองเห็นเธอได้ยังไง!
เหวินชิงหย่ากลั้นหายใจ และเฝ้าดูเฝ่ยไป๋ลู่อย่างระมัดระวัง
เธอเห็นเฝ่ยไป๋ลู่ถือโคมไฟไม้ไผ่อยู่ในมือ รูปร่างผอมสูง มีกลิ่นอายสงบนิ่งแผ่ปกคลุมรอบด้าน
แววความปราดเปรียวฉายชัดบนหว่างคิ้วและแววตาคู่นั้น ดวงตาขาวดำชัดเจนแฝงไว้ด้วยเสน่ห์ดึงดูดแห่งเต๋า
เนตรหยินหยาง!
ความสงสัยในใจของเหวินชิงหย่าพลันหายไป มิน่าเฝ่ยไป๋ลู่จึงรู้ว่าเธอซ่อนอยู่ที่ไหน ที่แท้เธอก็มีเนตรหยินหยางนี่เอง!
เฝ่ยไป๋ลู่ไม่เพียงเกิดมาพร้อมกระดูกเต๋า แต่ยังครอบครองดวงตาหยินหยาง ไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอสยบเฝ่ยชิงรั่วได้หลายครั้งหลายครา
‘ถ้าฉันเลือกเธอเป็นเป้าหมายถัดไปละก็…’
แต่ก็นั่นละ ภาพฝันหลังจากนี้เหวินชิงหย่าไม่จำเป็นต้องคิด
เหวินชิงหย่าเดินออกมา ประกายชื่นชมจาง ๆ ในดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นแรงกล้า
ใครก็ตามที่ขวางทาง จะต้องถูกบดขยี้!
“เฝ่ยไป๋ลู่ ฉันไม่ต้องการทำร้ายเธอ แต่เธอเป็นอุปสรรคสำหรับเรา และแผนการของฉัน” เสียงเหวินชิงหย่าเย็นชา ริมฝีปากสีแดงปรากฏอยู่ใต้ม่านหมอก
คือเธอ!
แม้เห็นใบหน้าผู้หญิงคนนั้นไม่ชัด แต่เฝ่ยไป๋ลู่ก็ไม่มีวันลืมเสียง และกลิ่นอายนี้ เธอเป็นผู้หญิงที่จุดไฟเผาหนึ่งใบไม้!
ทำลายแผนการของเธอเหรอ? หรือผู้จัดพิธีอัญเชิญดอกบัวศักดิ์สิทธิ์คือผู้หญิงคนนี้ที่อยู่ตรงหน้า?
“อยากฆ่าฉันเหรอ? ก็ลองดูสิว่าคุณทำได้ไหม!”
ดวงตาของเฝ่ยไป๋ลู่เป็นประกาย แล้วพุ่งตัวไปข้างหน้าทันที
เฝ่ยไป๋ลู่เหยียดยิ้ม แล้วเสียงแหวกอากาศก็พุ่งออกมาจากฝ่ามือ
ในเมื่อเพิ่งทะลวงพลังมา งั้นฉันจะให้เธอได้ลิ้มลองหน่อยแล้วกัน!
เหวินชิงหย่าเอี้ยวหลบการโจมตีที่รวดเร็วราวสายฟ้าของเฝ่ยไป๋ลู่
แขนดุจหยกยกขึ้นเล็กน้อย ส่งผ้าไหมจากแขนเสื้อออกมา ผ้าไหมเสมือนงูพิษพุ่งกระโจน แทงโดนดวงตาของเฝ่ยไป๋ลู่อย่างดุดันท่ามกลางสายฟ้า และประกายไฟ
ยันต์ในมือของเฝ่ยไป๋ลู่ถูกซัด มันพลันส่งเสียง ‘เปรี๊ยะ ๆ!!!’ ทำลายผ้าไหมเสียจนขาดวิ่น
ผ้าไหมส่งกลิ่นอายดุดันพวยพุ่ง กลิ่นอายนี้บริสุทธิ์ มันเปล่งแสงสีทอง ซึ่งเป็นวิชาอันตรายถึงตายของผู้ฝึกวิถีมาร
“ไม่นะ!” จู่ ๆ ม่านตาของเหวินชิงหย่าก็หดตัวลง ก่อนที่เธอจะหลบไปอีกด้าน
เฝ่ยไป๋ลู่ยืนอย่างมั่นคง ผมหางม้าที่ผูกสูงพลิ้วตามลม
เพียงไม่กี่กระบวนท่า ทั้งสองก็เข้าใจความแข็งแกร่งของกันและกัน
เหวินชิงหย่าถอยกลับไปยังตำแหน่งที่ปลอดภัย สายตาดูเหลือเชื่อ “ทำไมพลังปราณของเธอแข็งแกร่งถึงขนาดนี้?” ไหนจะมีแสงทองแห่งบุญญาธิการอีก
แม้จะกลับชาติมาเกิดสิบชาติก็ยังเป็นเช่นนี้ไม่ได้!
เดิมทีในสายตาของเธอ เฝ่ยไป๋ลู่น่าจะอ่อนแอเจียนสลายด้วยซ้ำ
ก่อนหน้านี้เหวินชิงหย่าเคยคิดว่าเฝ่ยชิงรั่วโง่เง่าจนทำพลาดอยู่เรื่อย
แต่ตัวตนที่แข็งแกร่งของเฝ่ยไป๋ลู่ตอนนี้กลับตบหน้าเธอฉาดใหญ่ จนความมั่นใจสั่นคลอน
“ทำไมฉันต้องบอกคุณ” หลังพูดจบ เฝ่ยไป๋ลู่ก็โบกตราประทับฝ่ามือสีทองไปมา
ทันใดนั้นกลิ่นอายพลังปราณหนาแน่นก็ปกคลุมรอบกายเหวินชิงหย่าไว้ พลังโคจรกลายเป็นระฆัง สร้างพายุพัดสกัดการโจมตี
“ฉ…ไป…” เฝ่ยไป๋ลู่มองตราผนึกในมือเหวินชิงหย่าอย่างตกตะลึง
ทั้งรูปลักษณ์และการเคลื่อนไหวของมันล้วนเหมือนตราประทับหยางที่หายไปเนิ่นนานของเธอ!
เมื่อสัมผัสกลิ่นอายพลังแบบเดียวกัน ตราประทับหยินในมือขวาของเฝ่ยไป๋ลู่ก็ขยับ และแทบจะพุ่งตัวออกไป
‘หือ?’ เฝ่ยไป๋ลู่ควบคุมให้ตราประทับหยินอยู่ภายใต้คำสั่ง แววสงสัยฉายผ่านดวงตา
ไม่… นี่ไม่ใช่ตราประทับหยางของเธอ
นี่มัน…ของเลียนแบบชั้นต่ำ!
ขณะที่เฝ่ยไป๋ลู่เสียสมาธิไปชั่วครู่ เหวินชิงหย่าก็ฉวยโอกาสวิ่งหนี โดยไม่ลืมกล่าวทิ้งท้ายไว้ “เฝ่ยไป๋ลู่ ฝากไว้ก่อนเถอะ!”
“ได้เลย ฉันจะรอ” เฝ่ยไป๋ลู่เม้มปากแน่น ไม่คิดเลยว่าตราประทับหยางที่ห่างหายไปนานของเธอ จะตกอยู่ในมือคนกลุ่มนี้
ถึงจะอยากได้เจ้าของก๊อบนั่นก็เถอะ แต่ไม่คิดว่าเหวินชิงหย่าจะหนีไปเร็วขนาดนี้
จากนี้ก็คงทำได้แค่รอให้เธอปรากฏตัวอีกครั้งเท่านั้น!
เมื่อกลับไปที่หมู่บ้านเจียวหยวน เฝ่ยไป๋ลู่ได้ทิ้งยันต์สามแผ่นไว้ให้ตระกูลหลิ่ว และบอกพวกเขาว่า หากมีพิธี ‘แต่งงานของเทพแห่งขุนเขา’ ในหมู่บ้านอีก ให้พวกเขาเผายันต์ให้เธอรู้
ท่าทีของป้าหลิ่วเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หล่อนจ่ายค่าทำพิธี พร้อมเชิญเฝ่ยไป๋ลู่กับเหมียวจื่ออั๋งให้พักค้างคืนอย่างอบอุ่น
เฝ่ยไป๋ลู่ก็ขี้เกียจเกินกว่าจะกลับ เธอจึงบอกเวินสือเหนียนว่าจะพักผ่อนที่บ้านหลิ่วสักคืน
หลังจากทะลวงพลังสำเร็จ ความแข็งแกร่งของเฝ่ยไป๋ลู่เพิ่มขึ้นมาก และเมื่อครู่เธอก็ได้รู้เบาะแสของตราประทับหยางโดยไม่คาดคิด ตอนนี้เฝ่ยไป๋ลู่จึงอารมณ์ดี
เธออารมณ์ดีมากเสียจนภาพที่เธอสร้างตราประทับหยางเป็นครั้งแรกในโลกแห่งการบ่มเพาะปรากฏขึ้นในความฝัน
หิมะปกคลุมท้องฟ้า ภูเขา แม่น้ำ จนยามมองจากระเบียงไม่เห็นสิ่งใดเลยนอกจากสีขาวโพลนของหิมะ
เฝ่ยไป๋ลู่เดินเตร่อยู่บนหิมะกับชายคนหนึ่งที่บนแผ่นหลังเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ
ตอนเพิ่งได้รับตราประทับหยางมาครั้งแรก เธอยังใช้มันสร้างเกราะป้องกันลม และชั้นหิมะบาง ๆ ที่ตกลงมาได้อย่างเงอะงะ
ตอนนั้นเธออายุสิบห้าสิบหกปีเท่านั้น ร่างกายเธอเปียกชื้นด้วยไอหิมะที่ละลาย
ชายหนุ่มคนนั้นสูงโปร่ง
เฝ่ยไป๋ลู่คล้ายเคยบ่นว่าเขาจับคอเสื้อเธอแน่นไป จนเธอหายใจไม่ออก
ส่วนชายคนนั้นตอบว่า… เฝ่ยไป๋ลู่ได้ยินไม่ชัด
เธอจำได้แค่ว่า เธอกับเขากำลังหัวร่อต่อกระซิก ขณะมองหน้ากัน
ผู้ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้น ขนตาของเขาสั่นระริกราวกับหิมะร่วงจากกิ่งไม้