เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 215 ในสายตาคนอื่น เธอคือผู้หญิงของเวินสือเหนียน
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 215 ในสายตาคนอื่น เธอคือผู้หญิงของเวินสือเหนียน
บทที่ 215 ในสายตาคนอื่น เธอคือผู้หญิงของเวินสือเหนียน
เวินสือเหนียนตอนอยู่ที่เมืองหลวง ร่างกายอ่อนแอมากจนต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง
เดิมทีเขาคิดว่าเวินสือเหนียนจะตายไปเงียบ ๆ ในโรงพยาบาลโดยที่ไม่มีใครรู้ แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะหนีออกจากเมืองหลวงมาที่เมืองเจียง
เขาเองก็อยากรู้ความเคลื่อนไหวของเวินสือเหนียน แต่ทำอะไรไม่ได้ กระทั่งเผลอปล่อยไปชั่วคราว ร่างกายเวินสือเหนียนก็ค่อย ๆ ฟื้นตัวดีขึ้น
และคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้…
เวินเจี้ยนหยวนยิ้มเห็นฟัน แต่สายตาของเขากลับจ้องมองเฝ่ยไป๋ลู่ เขาทำทีราวกับเพิ่งรู้จักเธอเป็นครั้งแรก
“หลานสือเหนียน ผู้หญิงดี ๆ ในเมืองหลวงมีมากมาย แต่เธอไม่ชอบสักคน พอมาที่เมืองเจียงกลับมีคนรู้ใจคอยดูแลเอาใจใส่ ลุงรู้สึกยินดีด้วยจริง ๆ”
“พ่อของเธอเป็นห่วงเธอมากนะ เมื่อไหร่จะพาเธอคนนี้กลับตระกูลเวินเพื่อให้เขาได้เจอสักครั้งล่ะ”
เขาคงต้องทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างเฝ่ยไป๋ลู่กับเวินสือเหนียนเสียหน่อยแล้ว
ในดวงตาของเวินเจี้ยนหยวนซ่อนแววตาเฉียบคมอยู่ลึก ๆ
การที่เวินสือเหนียนมีชีวิตอยู่มาจนถึงตอนนี้ต้องขอบคุณเฝ่ยไป๋ลู่ เขาพยายามให้เวินเหวินเต๋อซื้อตัวเฝ่ยไป๋ลู่หลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ ก็คงต้องทำลายความสัมพันธ์ของทั้งคู่เสียแล้ว!
ตระกูลเวินในเมืองหลวงมีฐานะสูงส่ง ฐานะของเฝ่ยไป๋ลู่ไม่คู่ควรที่จะก้าวเท้าเข้าตระกูลเวินแม้แต่น้อย เวินสือเหนียนเพื่อรักษาหน้าตาต่อหน้าคนภายนอกและคนในตระกูล เขาย่อมไม่พาเธอไป ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการพาเธอไปพบกับผู้อาวุโสของตระกูลด้วย
เขาไม่เชื่อว่าเฝ่ยไป๋ลู่จะทนรับความอยุติธรรมแบบนี้ได้! ผู้หญิงส่วนใหญ่ล้วนไม่มีความคิด เพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ
หึ! รู้สึกดีจริง ๆ ที่เวินสือเหนียนไม่มีความสุข!
“ถ้ามีโอกาสก็คงพาไปเจอ ไม่ต้องห่วงหรอก” สีหน้าเวินสือเหนียนดูไม่ดีและติดจะเบื่อหน่าย แม้แต่กับลุงแท้ ๆ เขายังไม่ค่อยให้ความเคารพ
เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนที่มีสายสัมพันธ์ทางสายเลือดจะคู่ควรกับความเคารพ
คำตอบนี้ทำให้เวินเจี้ยนหยวนพอใจไม่น้อย
เขาพลันสีหน้าเขายิ้มแย้มพลางมองหน้าเฝ่ยไป๋ลู่
แต่สีหน้าของเฝ่ยไป๋ลู่กลับยังคงนิ่งเฉย
หรือเธออาจจะไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงคิดว่าเวินสือเหนียนคงพาเธอไปแนะนำให้คนตระกูลเวินรู้จักในฐานะเพื่อน
“…” หมายความว่ายังไง ทำไมเฝ่ยไป๋ลู่ไม่โกรธ? หรือว่ายัยนี่ไม่ได้คิดเรื่องความรัก?
เวินเจี้ยนหยวนสบถอยู่ในใจ แม้ผู้หญิงล้วนคิดแต่เรื่องความรัก แต่ก็ไม่น่าจะรักกันหมดหัวใจขนาดนี้!
หรือว่าผู้หญิงของเวินสือเหนียนก็ไม่ชอบเขาเหมือนกัน!
เวินเจี้ยนหยวนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ กล่าวทักทายฝืน ๆ อีกสองสามประโยค แล้วก็หาข้ออ้างขอตัว
เฝ่ยไป๋ลู่กับเวินสือเหนียนเข้าพักในห้องพักที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้บนเกาะเผิงไหล
เฝ่ยไป๋ลู่แปะแผ่นยันต์กันเสียงในห้อง แล้วจึงพูดว่า “ลายเส้นตรงสันจมูกของเวินเจี้ยนหยวนลึกเหมือนงูเจ้าเล่ห์สองตัวเกาะอยู่ข้างปีกจมูก และดวงตาของเขาก็ไม่แจ่มใส”
“คนที่มีลักษณะอย่างนี้วิญญาณจะบริสุทธิ์ แต่จิตใจคับแคบ เวลาคุยด้วยต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว ไม่อย่างนั้นอาจถูกแว้งกัด”
“คุณพูดถูก” เวินสือเหนียนนึกถึงการวางตัวของเวินเจี้ยนหยวนในแต่ละวัน ดวงตาเขาก็พลันแสดงความรังเกียจออกมา “พ่อของผมบอกว่า ตั้งแต่เด็กเขาเป็นคนเกเร เคยทำให้สัตว์เลี้ยงของตัวเองจมน้ำตายเพียงเพราะมันกินอาหารที่คนอื่นให้ แล้วก็แกล้งทำเป็นเสียใจมากต่อหน้าคุณปู่กับคุณย่า”
“ตอนเรียนเขาอาศัยอำนาจบารมีของตระกูลเวินก่อเรื่องรังแกคนอื่นในโรงเรียน หลังจากเข้าวัยทำงานก็แย่งผลงานที่เพื่อนร่วมงานคิดค้นไป หักหลังคนที่ร่วมลงทุนด้วยกัน จนทำให้คนคนนั้นติดคุก…”
เรื่องราวทำนองนี้มีมากมายนับไม่ถ้วน แต่เวินเจี้ยนหยวนกลับแสดงละครเก่ง ซ้ำยังข่มขู่คนด้วยอำนาจของตระกูลเวินอีก
หากเวินสือเหนียนขึ้นกุมอำนาจเมื่อไร สิ่งแรกที่เขาจะทำคือการใช้มาตรการรุนแรง กวาดล้างพวกทุจริตในตระกูลเวินจนสิ้นซาก
ดังนั้นตอนที่เฝ่ยไป๋ลู่พูดว่ามีคนเปลี่ยนโชคชะตาของเขา เขาจึงสงสัยเวินเจี้ยนหยวนเป็นคนแรก
ผลลัพธ์ก็ไม่เหนือความคาดหมาย พวกเขาตรวจสอบจนพบเงื่อนงำแล้ว
“ไม่แปลกใจเลยจริง ๆ ฉันมองเขาออกว่าเป็นพวกชั่วช้าสามานย์” เฝ่ยไป๋ลู่เกลียดความชั่วร้าย และผู้ชายแบบนี้ที่สุด “ฉันไม่รู้เลยว่าเวินเจี้ยนหยวนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนโชคชะตาของคุณไหม แต่จากสิ่งที่คุณเล่ามา แสดงว่าเขาจะต้องมองคุณเป็นหนามยอกอก และแค้นมากจนอยากกำจัดคุณทิ้ง”
เวินสือเหนียนกล่าว “วันนี้เขาเชิญผมมาร่วมงานเปิดตัว แน่นอนว่าต้องมีจุดประสงค์อื่น เราอย่าเพิ่งเคลื่อนไหวจนแหวกหญ้าให้งูตื่น อดทนรอไปก่อน เผื่อจะจับได้คาหนังคาเขาว่าร่วมมือกับธิดาดอกบัว”
เฝ่ยไป๋ลู่พยักหน้า เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้
…
เวินเหวินเต๋อนั่งไขว่ห้าง เคาะขาเป็นจังหวะบ้างไม่เป็นจังหวะบ้าง เมื่อคิดว่าเฝ่ยไป๋ลู่ตกอยู่ในเงื้อมมือของตนแล้ว เขาก็เอ่ยเสียงเย็นว่า “เธอรู้จักกับคุณชายสามเวินได้ยังไง? รู้จักกันนานเท่าไหร่แล้ว?”
เดิมทีเวินเจี้ยนหยวนยังอยากจะใช้เงินซื้อตัวเฝ่ยไป๋ลู่ แต่ตอนนี้กลับเห็นแต่ความน่ารำคาญ เขาจึงสั่งให้เวินเหวินเต๋อไปก่อกวนเฝ่ยไป๋ลู่ ให้แยกเธอออกห่างจากเวินสือเหนียน
เฝ่ยไป๋ลู่เองก็เป็นคนปล่อยวางไม่ยึดติดกับอะไร
เธอทิ้งเครื่องรางไว้กับเวินสือเหนียน เมื่อใดที่เขาตกอยู่ในอันตราย เธอจะรู้สึกได้ทันที หญิงสาวจึงไม่ต้องเป็นห่วงความปลอดภัยของเวินสือเหนียนมากนัก
เฝ่ยไป๋ลู่ยังคงนิ่งเฉย กินอาหารบุฟเฟ่ต์บนเกาะเผิงไหลอย่างสบายใจ เธอนั่งตัวตรง และตอบเพียงสั้น ๆ ว่า “ฉันไม่มีอะไรจะบอกคุณ”
เวินเหวินเต๋อชินกับคำพูดเย็นชาของเฝ่ยไป๋ลู่แล้ว เมื่อเห็นว่าเธอยังกินไม่หยุด จึงอดไม่ได้ที่จะพูดจาเสียดสีว่า “คุณชายสามเวินเลี้ยงผู้หญิงให้ดีไม่ได้หรือไง ทำไมเธอถึงผอมขนาดนี้”
เฝ่ยไป๋ลู่ก็กินราวกับผีหิวโหยกลับชาติมาเกิด!
กินแล้วกินอีก ทำทั้งร้านอาหารวุ่นวายกันไปหมด!
บางทีเขากับพ่อคงคิดผิด เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ได้มาช่วยเวินสือเหนียน แต่มาเพื่อเกาะพวกเขากินต่างหาก
“ทำไมฉันต้องให้เขาเลี้ยงล่ะ?” คนอย่างเฝ่ยไป๋ลู่ดูแลตัวเองได้
“เธอไม่ใช่ผู้หญิงของเขาเหรอ การแสดงความรักของผู้ชายต่อผู้หญิงก็คือการให้เงินใช้ ไม่ให้เงินใช้แล้วผู้หญิงจะนับถือได้ยังไง” เวินเหวินเต๋อมองหน้าเฝ่ยไป๋ลู่ แอบรู้สึกหน้าแดงเล็กน้อย
เขาโชว์สร้อยทองเส้นใหญ่บนคอ ก่อนพูดอย่างไม่ตั้งใจ “งั้นเธอก็มาคบกับฉันสิ ฉันไม่เคยใจแคบกับผู้หญิงของตัวเอง รับรองว่าเธอจะไม่อดอยากแน่”
แก๊ง!
ตะเกียบในมือของเฝ่ยไป๋ลู่หลุดร่วงลงบนโต๊ะด้วยความตกใจ
ในสายตาคนอื่น เธอเป็นผู้หญิงของเวินสือเหนียนงั้นเหรอ
กุเรื่อง!
นี่มันกุเรื่องขึ้นมาชัด ๆ!
เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางเหมือนคนเป็นท้องผูกของเธอ เวินเหวินเต๋อก็รู้สึกอับอายมาก เขาตบโต๊ะด้วยความโกรธ “ถ้าเธอไม่เต็มใจก็แล้วไป ฉันก็ไม่ชอบเธอหรอก ไม่มีอะไรที่เหมือนผู้หญิงเลยสักนิด”
“ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงดี” เฝ่ยไป๋ลู่ตั้งสติได้ หยิบตะเกียบขึ้นมาใหม่ แต่ก็รู้สึกว่าอาหารไม่อร่อยเสียแล้ว
เธอคิดถึงตอนที่อยู่บนเรือที่นั่งมาเกาะเผิงไหล เวินสือเหนียนแสดงความเกรงใจออกมา
หรือว่าเขาจะได้ยินข่าวลือนี้ จึงรักษาระยะห่างกับเธอ
เฝ่ยไป๋ลู่รู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก
‘หรือเขาจะกินอะไรไม่ลงเพราะคำพูดของเธอกันนะ แต่จำเป็นต้องรังเกียจกันขนาดนั้นเลยเหรอ’ เวินเหวินเต๋อมองเฝ่ยไป๋ลู่ทั้งเศร้าและโมโห แล้วก็เดินหนีไป
และเหมือนเขาอยากจะกอบกู้ศักดิ์ศรีของตัวเองคืน เขาจึงยกมือถือแนบหู คุยกับหญิงสาวที่กำลังคุย ๆ กันอยู่ด้วย
[ที่รัก เธออยากได้อะไร บอกฉันได้เลย ฉันจัดการให้ได้แน่นอน เรื่องอื่นฉันมั่นใจ ขาดแค่จูบจากเธอเท่านั้น โลกนี้มีพริกอยู่ห้าแบบ เผ็ดน้อย เผ็ดกลาง เผ็ดมาก เผ็ดสุด ๆ และแบบเธอที่เผ็ดร้อนจนฉันลุ่มหลง…]
“…” เฝ่ยไป๋ลู่ที่เคยมีจิตใจสงบเยือกเย็นราวสายน้ำ เริ่มมีคลื่นความรำคาญใจถาโถมเข้ามา
เธอเช็ดปากทั้งที่สีหน้าไร้ความรู้สึก เธอรู้ว่าเวินเหวินเต๋อมาเพื่อคุมเชิง จึงหยิบกระดาษรูปคนออกมาเป็นตัวแทนตัวเธอ
เธอซ่อนตัวสำเร็จและหลุดพ้นจากการสอดส่องของเวินเหวินเต๋อ
เกาะเผิงไหลไม่มีอะไรดีให้เดินชม เฝ่ยไป๋ลู่จึงตามหาเวินสือเหนียนด้วยรอยประทับที่แปะไว้บนตัวเขา
เมื่อมองจากไกล ๆ ก็เห็นเวินสือเหนียน แต่ไม่เห็นเวินเจี้ยนหยวน เลขาเจี่ยนที่ควรอยู่ข้าง ๆ ก็ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน
กระทั่งเดินเข้าไปใกล้ ถึงได้พบว่าเวินสือเหนียนไม่ได้อยู่เพียงลำพัง
ด้านหน้าของเขายังมีเพียงพอนเหลืองยืนอยู่
เพียงพอนเหลืองตัวนี้ยืนด้วยสองขาหลัง สูงเกือบครึ่งตัวเด็ก สวมชุดสูทลายขาวดำผูกโบว์ ลักษณะคล้ายคน
เฝ่ยไป๋ลู่ร่ายอาคมพรางตา มันจึงไม่เห็นเธอ เพียงพอนเหลืองจ้องมองเวินสือเหนียน และพูดด้วยภาษาของมนุษย์ว่า “สวัสดีคุณชาย ผมกับพ่อพลัดหลงกัน คุณช่วยบอกทางกลับบ้านให้ผมหน่อยได้ไหม”
ชายหนุ่มมองสัตว์ตัวนั้น ดวงตาสีดำของเขาลุ่มลึก ลึกลับซับซ้อนและไร้ก้นบึ้ง
นิ้วมือเรียวยาวเห็นกระดูกชัดเจนมีลูกประคำโบราณคล้องอยู่ แต่ละลูกล้วนเปี่ยมด้วยพลังอำนาจที่มองไม่เห็น
เพียงพอนเหลืองกลั้นหายใจ ก่อนส่งเสียงร้องที่ฟังดูเหมือนเสียงสะอื้นของเด็กน้อยที่น่าสงสาร
เวินสือเหนียนจึงเริ่มขยับ
เขาชี้ไปที่ถนนสายหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ “ทางนั้น”
“ขอบคุณคุณชายมาก คุณช่างใจดีเหลือเกิน” เพียงพอนเหลืองยิ้มจนตาหยี จากนั้นก็ถาม “คุณว่าผมเหมือนมนุษย์ไหม”