เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 217 คุณชายสาม คุณกับคุณเฝ่ยทะเลาะกันเหรอครับ
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 217 คุณชายสาม คุณกับคุณเฝ่ยทะเลาะกันเหรอครับ
บทที่ 217 คุณชายสาม คุณกับคุณเฝ่ยทะเลาะกันเหรอครับ
บทที่ 217 คุณชายสาม คุณกับคุณเฝ่ยทะเลาะกันเหรอครับ?
เวินเจี้ยนหยวนทำได้เพียงมองตาปริบ ๆ ในขณะที่เฝ่ยไป๋ลู่พาตัวเวินสือเหนียนไป
เมื่อมาถึงที่พัก เฝ่ยไป๋ลู่อยากจะถามเวินสือเหนียนเรื่องลูกประคำนั่น
แต่เวินสือเหนียนกลับอ้างว่าเหนื่อย และอยากพักผ่อน
เฝ่ยไป๋ลู่ชะงัก ก่อนจะรู้ตัวและเดินจากไป
ภานในห้อง เจี่ยนต๋าเช่ามองเวินสือเหนียนอย่างระมัดระวัง “คุณชายสาม คุณกับคุณเฝ่ยทะเลาะกันเหรอครับ?”
เวินสือเหนียนชะงัก “เปล่า”
“แล้วทำไมระหว่างพวกคุณ…” บรรยากาศมันถึงได้แปลก ๆ ส่วนแปลกตรงไหนเจี่ยนต๋าเช่าก็อธิบายไม่ถูก เหมือนมีกำแพงกั้นขวางระหว่างพวกเขาทั้งสอง จนดูห่างเหินและวางตัวสุภาพเกินไป
เวินสือเหนียนกำมือแน่น เขาพึมพำ “แม้แต่คุณยังมองออก…”
เฝ่ยไป๋ลู่เป็นคนละเอียดอ่อน เธอจะไม่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในท่าทีของเขาได้อย่างไร
เจี่ยนต๋าเช่าร้อนใจจนทำอะไรไม่ถูก
ท่าทางของเวินสือเหนียนเริ่มซับซ้อนขึ้นไปอีก
ตั้งแต่เมื่อคืนที่ตื่นจากฝันนั้น ราวกับความทรงจำก่อนหน้านี้ที่แม่น้ำลืมเลือนไม่อาจชำระล้างได้ปรากฏขึ้นมาในหัวสมองของเขาเป็นครั้งคราว
ในความทรงจำเหล่านั้น มีฉากหนึ่งเป็นช่วงที่เขากำลังจะตาย
ไม่ว่าจะในชาติก่อนหรือชาตินี้ เขาก็มีชีวิตอยู่ไม่ถึงอายุสามสิบปี ทำให้เฝ่ยไป๋ลู่โศกเศร้าแทบจะหมดอาลัยตายอยาก
หากในชาตินี้เขาไม่สามารถกอบกู้โชคชะตากลับคืนมาได้ เขาจะอยู่กับเฝ่ยไป๋ลู่ไปได้อีกนานสักเท่าไหร่ ทำไมปัจจุบันจึงต้องซ้ำรอยเดิมอีกแบบนี้นะ
ทันใดนั้น เวินสือเหนียนก็เศร้าใจขึ้นมา
อีกฟากของกำแพง เฝ่ยไป๋ลู่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อดูข้อมูลที่พักในเมืองเจียง
เดิมทีเธอก็ไม่ได้ตั้งใจจะอาศัยอยู่ในบ้านพักตากอากาศบนเขาถาวร แต่ด้วยความติดใจในฝีมือของพ่อครัวประจำบ้าน และแสงไฟที่เปิดรอเธอยามกลับดึก เธอจึงยังไม่ได้หาที่พักใหม่อย่างจริงจังเสียที
แต่ตอนนี้เธอไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านพักตากอากาศต่อไปได้อีกแล้ว เพราะมันจะทำให้คนอื่นเข้าใจผิด และยังทำร้ายความรู้สึกของเธอกับเวินสือเหนียนด้วย
ถึงเวลาที่เธอต้องย้ายออกแล้ว
ดีที่สุดคือซื้อบ้านสักหลัง เวลาพ่อแม่บุญธรรมฟื้นจะได้มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง แล้วเธอก็จะมีบ้านที่เมืองเจียงเสียที
เฝ่ยไป๋ลู่คำนวณดูเงินเก็บทั้งหมดที่มีอยู่ตอนนี้ แต่พบว่ากระทั่งบ้านหลังเล็กบนเขาหลังหนึ่งก็ยังซื้อไม่ได้
‘ฉันยังต้องพยายามทำงานหาเงินต่อไปสินะ’
เฝ่ยไป๋ลู่ยังคิดอยากมีบ้านติดกับเวินสือเหนียน เผื่อจะได้มาขอแบ่งข้าวแบ่งขนมกินบ้าง
ตอนนั้นเอง จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ก็สั่น
เป็นผู้นำตระกูลน่า น่าเหว่ยจื้อ ติดต่อมา
[เฝ่ยไป๋ลู่ อยู่ดี ๆ ลูกสาวผมก็หมดสติ อาการเธอหนักมาก คุณพอจะว่างมาช่วยดูลูกสาวผมหน่อยได้ไหมครั้บ?]
เฝ่ยไป๋ลู่ตาเป็นประกาย
เธอกำลังขัดสน แต่คนรวยอย่างน่าเหว่ยจื้อมีเงิน!
ถึงขนาดที่ใช้เงินกว่าสองร้อยล้านเพื่อซื้อยาคืนพลังชดใช้แทนลูกชายตัวเองได้
ถ้าเธอช่วยลูกสาวเขา ค่าตอบแทนคงไม่น้อยสินะ
ลูกสาวของน่าเหว่ยจื้อกำลังป่วยหนัก เธอรีรอไม่ได้ เฝ่ยไป๋ลู่จึงบอกลาเวินสือเหนียนสองสามประโยค แล้วรีบลงจากเขาไปทันที
“คุณชายสาม…” เลขาเจี่ยนพลันปวดหัวจี๊ดขึ้นมา
คุณเฝ่ยคงไม่ได้โกรธจนหนีไปแล้วนะ
เวินสือเหนียนมองเฝ่ยไป๋ลู่จนลับสายตา
หลังมือของเขาปรากฏเส้นเอ็นนูนขึ้นมาเล็กน้อย
……
“ฉันสั่งให้เฝ้าคน แต่แกกลับวิ่งไปคุยโทรศัพท์กับผู้หญิงไม่เอาไหน ปล่อยให้เฝ่ยไป๋ลู่หนีออกมาได้! ทำงานก็ไม่สำเร็จ ยังทำให้เสียงานอีก ฉันจะเลี้ยงแกไว้ทำไม!” เวินเจี้ยนหยวนด่ากราดชุดใหญ่ จนเวินเหวินเต๋อเงยหน้าไม่ขึ้น
กระทั่งมีคนเคาะประตู
เวินเจี้ยนหยวนสะกดกลั้นความโกรธไว้ เขาเตะก้นของเวินเหวินเต๋อ แล้วจึงกลับมานั่งบนโซฟาอีกครั้ง พร้อมพูดว่า “เข้ามา!”
คนคนนั้นเข้ามา รายงานความเคลื่อนไหวของเฝ่ยไป๋ลู่
เมื่อเห็นว่าตัววุ่นวายหายไปในที่สุด เวินเจี้ยนหยวนก็ถอนหายใจโล่งอก
เพียงพอนเหลืองไม่ได้รับการแต่งตั้งก็ไม่เป็นไร เขายังมีแผนสำรองอยู่! ไม่มีเฝ่ยไป๋ลู่แล้ว การกระทำของเวินสือเหนียนคงจะเป็นไปตามที่เขาต้องการ…ใช่ไหม?
แต่ทำไมเฝ่ยไป๋ลู่ถึงรีบร้อนลงจากภูเขานัก? คำถามนี้ก็น่าสนใจเช่นกัน
เวินเจี้ยนหยวนกลอกตา สั่งให้คนทั้งหมดออกไป เมื่อห้องเงียบลง จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาใครบางคน
“เฮ้อ” เวินเหวินเต๋อรู้สึกน้อยใจ เขานวดก้นตรงที่มีรอยรองเท้าสีดำเด่นสะดุดตาประทับอยู่ข้างบน
เขาคิดไม่ตกว่าจะกลับยังไงโดยไม่ให้คนอื่นเห็น
ไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงของเวินเจี้ยนหยวนลอยมาเป็นระยะ
“คุณพูดอะไรเมื่อคราวก่อน เฝ่ยไป๋ลู่ปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน แล้วก็ทำลาย…ไม่ธรรมดา…ความเคลื่อนไหวของเธอ…ส่งให้คุณแล้ว…”
เวินเหวินเต๋อไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วน และก็ไม่ได้สนใจขนาดนั้น
……
เมื่อเฝ่ยไป๋ลู่มาถึงที่นั่น บรรยากาศในบ้านน่าก็อึมครึมไม่น้อย
น่าเหว่ยจื้อเครียดจนผมหงอกขึ้นอีกหลายเส้น
น่าเหว่ยจื้อมีลูกทั้งหมดสามคน ลูกชายคนโตถูกผีดิบกัด ลูกชายคนเล็กโดนคนอื่นเล่นของใส่ คราวนี้ลูกสาวคนเดียวก็ยังอาการโคม่า
น่าหยางหยางนอนอยู่บนเตียง ใบหน้าเขียวคล้ำ ร่างกายเริ่มบวม ลมหายใจรวยริน เห็นได้ชัดว่าอีกไม่นานก็คงสิ้นใจตาย
พวกหมอที่เชิญมาต่างก็ส่ายหัว บอกว่าหมดปัญญาจะรักษาโรคนี้แล้ว
ในเมื่อหนทางทางวิทยาศาสตร์ใช้รักษาไม่ได้ เขาจึงได้แต่ฝากความหวังไว้กับความเชื่อทางไสยศาสตร์
น่าเหว่ยจื้อมองเฝ่ยไป๋ลู่ พร้อมกล่าวน้ำเสียงอ่อน “เฝ่ยไป๋ลู่ รบกวนคุณเป็นธุระให้หน่อยได้ไหม เธอกำลังอาการโคม่า ตอนนี้มีแค่ยาคืนพลังเท่านั้นที่จะยื้อชีวิตเธอไว้ได้…”
เมื่อคิดถึงยาคืนพลังที่มอบให้ไปแล้ว แต่ก็ต้องขอคืนกลับมาด้วยเหตุผลแบบนี้ น่าเหว่ยจื้อก็รู้สึกว่าหน้าตัวเองชาไปหมด เขาไม่อยากจะเผชิญหน้ากับเฝ่ยไป๋ลู่อีกแล้ว
ถ้ามีทางเลือกอื่น น่าเหว่ยจื้อก็คงไม่ทำแบบนี้
ยาคืนพลังมีฤทธิ์รักษาโรคสารพัดและยืดอายุได้ ถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จะช่วยชีวิตน่าหยางหยางได้
เฝ่ยไป๋ลู่จับชีพจรของเธอ ปราณวิญญาณเคลื่อนย้ายไปมาในร่างกายน่าหยางหยาง พร้อมตอบว่า “ยานั่นไม่มีผลรักษาให้หายขาด ชื่อเสียงโด่งดังเกินความเป็นจริง โรคของลูกสาวคุณ ยาคืนพลังรักษาไม่ได้หรอก”
“อวดดี! เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างเธอ กล้าดียังไงมาดูถูกยาคืนพลังที่อาจารย์ฉันปรุง!” เสียงหนึ่งตวาดลั่น
สายตาของทุกคนหันไปมอง
น่าหงเฟยเพิ่งเดินเข้ามาก็ได้ยินพอดี เขารีบอธิบายอย่างอึดอัด “นี่คือฉีเหลียนหยงจ่างหรืออาจารย์ฉีเหลียนที่ผมเชิญมาด้วยเงินจำนวนมาก อาจารย์ของเขาคือฉีเหลียนเหลียง เขาคือคนเดียวที่ปรุงยาคืนพลังได้ ผู้คนต่างเรียกว่าหมอเทวดา”
ตระกูลฉีเหลียนแห่งเขาคุนหลุนเชี่ยวชาญเรื่องการแพทย์ ส่วนใหญ่จะเดินทางไปทั่วเพื่อช่วยเหลือผู้คน ทำให้มีชื่อเสียงโด่งดัง
ไม่ว่าจะขัดใจใครก็ตามแต่ไม่ควรขัดใจหมอ หมอสามารถช่วยชีวิตคนได้และสามารถทำร้ายคนได้เช่นกัน
น่าหงเฟยไม่ค่อยถนัดพูดจา ขณะพูดแนะนำด้วยน้ำเสียงราบเรียบ บรรยากาศก็ดูอึดอัดไปพักหนึ่ง
เฝ่ยไป๋ลู่ชักมือที่จับชีพจรของน่าหยางหยางกลับ แล้วก็หันสายตาไปที่อาจารย์ฉีเหลียน
ชายคนนี้สวมเสื้อคลุมคอตั้งสีเทาแขนแคบ เสื้อคลุมยาวเลยเข่า ไหล่ซ้ายสะพายกล่องยา
ฉีเหลียนหยวจ่างมองเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยท่าทีหยิ่งยโสและโกรธเคือง
เพียงเพราะเธอไม่ยอมรับพลังศักดิ์สิทธิ์ของยาคืนพลัง นั่นเท่ากับตบหน้าอาจารย์ของเขา ตบหน้าอาจารย์เขาก็คือตบหน้าเขาด้วย!
ฉีเหลียนหยงจ่างยิ่งขุ่นเคือง “ฉันเห็นตัวเธอไม่มีกลิ่นยา คิดว่าคงจะเป็นพวกไม่มีความรู้จริง ๆ แล้วมีสิทธิ์อะไรมาท้าทายวิชาของอาจารย์ฉัน ยาคืนพลังมีฤทธิ์รักษาโรคได้อย่างไม่ต้องสงสัย อาการของลูกสาวเขาคนนี้ ยาคืนพลังรักษาได้!”
เฝ่ยไป๋ลู่เลิกคิ้วขึ้น
สำนักเต๋ามีห้าศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การแพทย์ โชคชะตา โหงวเฮ้ง และการทำนาย
ผู้หญิงคนนีจะไม่เชี่ยวชาญอะไรสักอย่างเลยหรือ
ใช้แค่กลิ่นยาก็ตัดสินคนได้ ช่างดูถูกกันเกินไปแล้ว
เฝ่ยไป๋ลู่เห็นเขายืนยันเสียงแข็งว่ายาคืนพลังมีประโยชน์ เธอจึงจะปล่อยให้เขาลอง
“ถ้าอย่างนั้นเชิญคุณรักษาเลย คุณบอกว่ายานี่มีสรรพคุณน่าทึ่งถึงขนาดช่วยชุบชีวิตคนได้ ฉันให้เวลาคุณหนึ่งชั่วโมง ถ้าหยางหยางฟื้นได้จริง ฉันจะยอมขอโทษที่พูดจาไม่ดี แต่หากรักษาไม่ได้ คุณก็ต้องทำเหมือนกัน”
ไม่ว่าจะอย่างไรพวกเขาก็มาเพื่อช่วยคนอยู่แล้ว เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ได้ตั้งใจทำให้เรื่องราวให้ยุ่งยาก
เธอยืนเท้าสะเอว ท่าทีสงบราวกับอาจารย์ผู้รอบรู้ ความสงบนี้แม้แต่ฉีเหลียนหยงจ่างยังต้องตะลึง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพ่อลูกตระกูลน่าที่ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากค้าน
“เสแสร้ง” ฉีเหลียนหยงจ่างพ่นลมหายใจ หยิบยาจากกล่องบรรจุยาอย่างทะนุถนอม ป้อนใส่ปากของหยางหยาง
มุมปากของเฝ่ยไป๋ลู่ปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน
ทั้งไม่วินิจฉัยอาการของคนป่วย ไม่จ่ายยาตามอาการ เชื่อสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไม่ลืมหูลืมตาว่าเป็นยาที่คืนชีพได้ แค่ขั้นแรกก็ทำผิดจรรยาแพทย์ไปแล้ว
ฉีเหลียนหยงจ่างเห็นสีหน้าของเฝ่ยไป๋ลู่ก็ยิ่งโกรธ จึงตั้งใจว่าจะสั่งสอนเธอซะ
แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมง…
ยาคืนพลังที่รับรองว่ากินแล้วอาการเจ็บป่วยจะหายเป็นปลิดทิ้งก็ดูจะไม่ได้ผล มิหนำซ้ำสีเขียวม่วงบนใบหน้าของน่าหยางหยางกลับยิ่งรุนแรง
เหงื่อเม็ดโตไหลลงมาตามแก้ม
ส่วนเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ซึมบนหน้าผากของฉีเหลียนหยงจ่าง
เด็กสาวคนนี้พูดถูก ยานี่ไม่มีประโยชน์จริง ๆ!
นี่มันเป็นไปได้ยังไง!