เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 218 สิ่งที่เธอต้องการคือเงินต่างหาก
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 218 สิ่งที่เธอต้องการคือเงินต่างหาก
บทที่ 218 สิ่งที่เธอต้องการคือเงินต่างหาก
เมื่อฉีเหลียนหยงจ่างตรวจชีพจรของน่าหยางหยาง เขาก็พบว่าหยางหยางป่วยโดยไร้สาเหตุ
หากมีบางอย่างผิดปกติ เขาจะโทรหาอาจารย์เพื่อขอความช่วยเหลือ
“เอ่อ…” น่าเหว่ยจื้อกังวลเกี่ยวกับลูกสาวของเขา เขารอคำอธิบายจากฉีเหลียนหยงจ่างไม่ไหว จึงหันมองไปที่เฝ่ยไป๋ลู่ แล้วถามว่า “อาจารย์เฝ่ย คุณมีวิธีช่วยหยางหยางไหมครับ”
ฉีเหลียนหยงจ่างมีสีหน้าเคร่งเครียด เขายอมรับความขลาดเขลาของตน แล้วกล่าว “ถ้าสหายน้อยมีข้อเสนอแนะก็บอกมาเลย”
คำเรียกเปลี่ยนจาก ‘เด็กปากไม่สิ้นกลิ้นน้ำนม‘ สู่ ‘สหายน้อย’ แล้ว แม้ฉีเหลียนหยงจ่างจะยังคงรักษาภาพลักษณ์ตนเอาไว้ แต่เขาก็ล้ำเส้นไปแล้ว
แต่เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ใช่คนไร้เหตุผล และจะไม่สร้างศัตรูแก่ตนเพียงเพื่อระบายความโกรธแน่
เธอเผยยิ้มน้อย ๆ แล้วพูดว่า “ได้ค่ะ”
ฉีเหลียนหยงจ่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก
จากนั้นเขาก็เรียกกำลังใจกลับคืน และเฝ้าดูวิธีรักษาของเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยความสนใจ
แม้แต่ยาคืนพลังยังไร้ผลในสถานการณ์นี้ เขาก็ไม่เชื่อหรอกว่าเฝ่ยไป๋ลู่จะช่วยผู้คนได้
แต่เฝ่ยไป๋ลู่ย่อมมีวิธีรักษาได้ชะงัด
เธอบอกว่ายาคืนพลังไร้ผลต่ออาการโคม่าของน่าหยางหยางจริง เพราะก่อนหน้านี้หญิงสาวพบร่องรอยของเม็ดบัวที่ฝังลึกในร่างของผู้ป่วย เพียงแต่ยังบอกไม่ได้ว่าอยู่ตำแหน่งใดของร่างกาย
ยาคืนพลังปรุงขึ้นจากสมุนไพรล้ำค่าหลายชนิด ซึ่งกระตุ้นการเติบโตของเม็ดบัว และเป็นอันตรายต่อชีวิตของน่าหยางหยาง
ครั้นเฝ่ยไป๋ลู่ตรวจดูก็พบว่า ตอนฉีเหลียนหยงจ่างยืนกรานจะใช้ยาเก๊นั่น เขาใช้ปราณวิญญาณปกป้องอวัยวะสำคัญของน่าหยางหยางไว้แล้ว และขณะที่ทำให้เธอมีชีวิตอยู่ เม็ดยานี้ก็ช่วยดึงเม็ดบัวออกมา
ซึ่งการกระทำนี้ตรงกับวลีที่ว่า บรรพบุรุษปลูกต้นไม้ ลูกหลานได้ร่มเงา*[1]
เฝ่ยไป๋ลู่คิด ทำให้ทัศนคติของเธอที่มีต่อฉีเหลียนหยงจ่างดีขึ้นเล็กน้อย ก่อนกล่าวว่า “ขอยืมเข็มสักสองสามเล่มสิคะ”
ฉีเหลียนหยงจ่างจ้อง “หมอแบบไหนไม่ยอมพกเข็ม คุณรู้วิธีรักษาจริงหรือเปล่า?”
ถึงจะพูดอย่างนั้น เขาก็ยังหยิบเข็มออกมาจากกล่องอุปกรณ์การแพทย์อย่างเต็มใจ
เฝ่ยไป๋ลู่ปลดกระดุมเสื้อผ้าของน่าหยางหยางออก เผยให้เห็นรอยดอกบัวใต้ผิวหนังคอสีม่วงของอีกฝ่าย
ทันใดนั้น เธอก็ฝังเข็มบนหัวและบริเวณหน้าอกผู้ป่วยอย่างแม่นยำ
ความเร็วอันน่าเหลือเชื่อของเฝ่ยไป๋ลู่ ทำให้เปลือกตาของฉีเหลียนหยงจ่างกระตุกยิบ ๆ
ในโลกนี้มีการฝังเข็มแบบนี้ด้วยหรือ?
เขาสับสนไม่น้อย แต่ก็คาดหวังเช่นกัน
น่าเหว่ยจื้อก็ไม่เข้าใจเช่นกัน แต่เขากลัวจะรบกวนการรักษาของเฝ่ยไป๋ลู่ จนตัวเองไม่กล้าหายใจเสียงดังด้วยซ้ำ
เมื่อเข็มสุดท้ายถูกฝังลงไป เฝ่ยไป๋ลู่ก็ควบคุมพลังวิญญาณในร่าง แทรกลมปราณเข้าไปในรากบัวตามปลายเข็มได้อย่างแม่นยำ
โชคดีที่ชุดเข็มเงินของฉีเหลียนทำจากวัสดุที่แข็งแกร่ง ทนต่อพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งได้ ไม่เช่นนั้นน่าหยางหยางอาจจะเสียชีวิตทันที
เฝ่ยไป๋ลู่เคยกำจัดเม็ดบัวกาฝากในร่างกายมนุษย์มาแล้ว แต่ยังกำชับว่าต้องจ่ายยาตามอาการอย่างถูกต้องด้วย
ตอนนี้เมื่อเฝ่ยไป๋ลู่สะบัดนิ้ว เข็มทั้งเล่มก็สั่นไหวเล็กน้อย พร้อมกับส่งเสียงครืนเบา ๆ
ท่ามกลางเสียงอื้ออึง อาการบวมบนร่างกายของหยางหยางก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วกลับมาเป็นสีเนื้อ
น่าเหว่ยจื้อก็ร้องไห้ด้วยความดีใจ ตะโกนซ้ำ ๆ “ได้ผล! เยี่ยมไปเลย!”
“เป็นไปได้ยังไง?!” ฉีเหลียนตกตะลึง แต่ก็สงบลงเมื่อประจักษ์ถึงวิชาฝังเข็มของเฝ่ยไป๋ลู่
เฝ่ยไป๋ลู่เริ่มขับเคลื่อนพลังปราณอีกครั้ง ควบคุมเม็ดบัวออกจากร่างของหยางหยาง และเผามันจนสิ้น
ของสิ่งนี้เป็นวัตถุชั่วร้าย ฉะนั้นอย่าให้ใครแตะต้องมันจะดีกว่า
หลังจากรักษาน่าหยางหยางแล้ว เฝ่ยไป๋ลู่ก็เอ่ยขึ้น “คุณหยางหยางปลอดภัยแล้วค่ะ ตอนนี้เธอเพียงอ่อนเพลียนิดหน่อย จากนี้ก็ดูแลเธออย่างใกล้ชิดนะคะ”
หลังจากได้ยินสิ่งนี้ หัวใจของน่าเหว่ยจื้อก็หนักอึ้ง
ถึงเขาจะรู้สึกแปลก แต่ก็ต้องยอมรับว่าแม้เฝ่ยไป๋ลู่จะอายุยังน้อย แต่คำพูดของเธอกลับน่าเชื่อถือและไร้ข้อกังขา
ฉีเหลียนหยงจ่างเดินมาจับเส้นชีพจรของน่าหยางหยางอีกครั้ง พร้อมความผิดหวัง แต่ทันใดนั้นเขาก็พบว่าชีพจรที่อ่อนแรงราวเส้นฟางของเธอกำลังค่อย ๆ ฟื้นตัว อีกสองสามวันคงฟื้นตัวได้สมบูรณ์
เฝ่ยไป๋ลู่ช่วยได้จริง ๆ!
ฉีเหลียนหยงจ่างมองเฝ่ยไป๋ลู่ ราวกับกำลังจะถามว่า ‘เธอใช่มนุษย์จริง ๆ เหรอ?’
ฉันศึกษาวิชาแพทย์กับหมอเทวดาฉีเหลียนเหลียง ผู้มากความสามารถและหยิ่งในศักดิ์ศรียิ่งกว่าสิ่งใด แต่กลับเทียบเด็กน้อยเฝ่ยนี่ไม่ได้อย่างนั้นหรือ!
ฉีเหลียนหยงจ่างกุมหน้าอกแน่น วันนี้เขาได้รับสิ่งสะเทือนใจมากเกินไปจนหัวใจรับไม่ไหวแล้ว
ทันใดนั้น ฉีเหลียนหยงจ่างก็เกิดความกังขาในตัวเอง
ด้านน่าเหว่ยจื้อ เขากล่าวขอบคุณเฝ่ยไป๋ลู่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเฝ่ยไป๋ลู่ต้องโบกมือห้าม “ไม่มีอะไรต้องขอบคุณหรอกค่ะ”
เพราะสิ่งที่เธอต้องการคือเงินต่างหาก!
ตอนนี้เธอต้องการซื้อบ้าน แต่เงินในบัญชีช่างน้อยนิดเหลือเกิน
แล้วนายใหญ่น่าจะไม่เข้าใจความคิดของหญิงสาวได้อย่างไร เมื่อเห็นความโลภในแววตาอีกฝ่าย น่าเหว่ยจื้อก็ชะงักไป
จากข้อมูลที่เขารวบรวมมา อาจารย์เฝ่ยเป็นคนไม่มักมากในเงินทอง หรือเธอต้องการทดสอบความจริงใจของตระกูลน่าอย่างนั้นหรือ?
นายใหญ่น่าคิดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงถามต่อว่าค่าตอบแทนสำหรับการรักษานี้ควรเป็นจำนวนเท่าไหร่
เฝ่ยไป๋ลู่บอกจำนวนคร่าว ๆ “สามล้าน”
“ไม่ได้!”
เฝ่ยไป๋ลู่กล่าวว่า “สามล้านไม่ได้ งั้นสองล้านก็ได้”
ขณะที่เธอกำลังจะพูดต่อ น่าเหว่ยจื้อก็โบกมือปัดแล้วพูดด้วยความโอ่อ่า “สามล้านยังน้อยไป ผมจะจ่ายให้สามสิบล้านไปเลย!”
เฝ่ยไป๋ลู่นิ่งเงียบ “…”
น่าเหว่ยจื้อมองท่าทางที่ซับซ้อนของเธอแล้วพูดว่า “ห้าสิบล้านไหมล่ะ เลขกลม ๆ”
สิ่งที่แก้ไขได้ด้วยเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสำหรับครอบครัวน่า
ยิ่งจ่ายมากก็ยิ่งแสดงถึงความเคารพที่เขามีต่อเฝ่ยไป๋ลู่
สิ่งนี้ทำให้ฉีเหลียนหยงจ่างไม่พอใจ
ใครใช้ให้คุณตอบแทนแบบนั้นกันเล่า?
ท่านอาจารย์เคยสอนเขาว่า เราไม่ควรฉวยโอกาสเอาเงินโดยนำวิชาแพทย์มาเป็นเครื่องมือ แต่จงเดินทางแล้วเรียกเก็บตามสมควร
และในการเดินทางครั้งหนึ่ง หากไม่นับค่ายาทั้งหลาย เขาก็ได้เงินเพียงเจ็ดแสนหยวนเท่านั้น
ยัยหนูนี่สติไม่ดีหรือไงถึงรับเงินจำนวนมหาศาลมา โดยไม่รู้สึกผิดแบบนั้น?
ถ้าเฝ่ยไป๋ลู่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เธอต้องปฏิเสธแน่
ครอบครัวน่าไม่ใช่ครอบครัวธรรมดา พวกเขาก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง
เธอช่วยชีวิตลูกสาวเขา และจะยอมรับเงินก้อนนี้ด้วยความยินดี ไม่ว่าครอบครัวน่าจะให้เงินเธอเท่าไรก็ตาม
น่าเหว่ยจื้อเป็นคนริเริ่มเสนอราคา เฝ่ยไป๋ลู่จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องปฏิเสธ
เมื่อเห็นว่าเฝ่ยไป๋ลู่ต้องการมันจริง ๆ ฉีเหลียนหยงจ่างก็เริ่มไม่สบายใจ
ส่วนสาเหตุที่เขาไม่สบายใจ ก็เพราะเขาไม่เห็นว่าเฝ่ยไป๋ลู่จะดีกว่าเขาเท่าไร เขาถึงกับมีทรัพย์สินมากกว่าอีกฝ่ายด้วยซ้ำ
ถ้าเราพูดเรื่องนี้ จะถือว่าเสียหน้าไหมนะ?
เมื่อนึกถึงยาคืนพลัง ฉีเหลียนหยงจ่างก็ฉุกคิดถึงการเดิมพันระหว่างตนกับไป๋ลู่ ถ้ายาคืนพลังใช้ไม่ได้ผล เขาต้องขอโทษเฝ่ยไป๋ลู่!
ฉีเหลียนหยงจ่างไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะแพ้ ชายหนุ่มสูดหายใจลึก ๆ สะกดโทสะครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ผมยินดียอมรับความพ่ายแพ้ ในฐานะที่ผมอายุมากกว่าคุณสิบปี และเป็นหมอมาหลายปีแล้ว ผมจึงได้ตัดสินคุณด้วยความอาวุโส ทั้งที่ฝีมือการแพทย์ของผมยังห่างไกลนัก ผมต้องขอโทษคุณด้วย”
แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่ยอมรับว่ายาคืนพลังไม่ใช่ยาครอบจักรวาล จึงจงใจมองข้ามมัน และไม่ต้องการให้ใครเอ่ยถึงทั้งนั้น
เฝ่ยไป๋ลู่ถึงกับพูดไม่ออก
การกระทำนี้จะเรียกว่าซื่อตรงก็คงไม่สุดนัก อย่ากระดากใจทำเลย ไหนจะแววตาดื้อรั้นนั่นอีก
กระนั้นฉีเหลียนหยงจ่างยังกล้าขอโทษ และยอมรับความผิดพลาดของตนเอง ซึ่งดีกว่าพวกคนปากหนักที่เคยเจอในอดีตเยอะ
เฝ่ยไป๋ลู่เองก็มองว่า นี่อาจเป็นวิถีชีวิตที่ตระกูลฉีเหลียนปฏิบัติกันมา เธอได้ยินว่าครอบครัวฉีเหลียนล้วนประกอบอาชีพแพทย์มาหลายชั่วอายุคน และมีชื่อเสียงขจรไกล
ทว่าหญิงสาวก็ไม่ได้รู้สึกละอายใจเช่นกัน เธอเพียงพยักหน้าแล้วปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป
ริมฝีปากของฉีเหลียนหยงจ่างบิดเบี้ยว ในใจรู้สึกต่อต้านท่าทางเช่นนั้น และในที่สุดก็ถามขึ้นว่า “คุณเรียนรู้วิชาฝังเข็มมาจากไหน? บรรพบุรุษของคุณก็ปรุงยาคืนพลังด้วยเหรอ?”
โอสถเคยมียุครุ่งเรืองของมันเมื่อหลายพันปีก่อน แต่ใบสั่งยา และมรดกต่าง ๆ ล้วนหายสาบสูญไปตามกาลเวลาเช่นกัน
ตระกูลใหญ่ทั้งหลายต่างตกต่ำ แต่ประเพณีของตระกูลฉีเหลียนยังไม่สลายไป ทำให้พวกเขาพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน ทั่วทั้งประเทศจีน มีเพียงอาจารย์ของเขาเท่านั้นที่รู้วิธีสกัดยาคืนพลัง
เฝ่ยไป๋ลู่จะอ้างว่ายาที่ตนปรุงมีสรรพคุณที่ได้ผลชะงัดมากกว่าอาจารย์ของเขาอย่างนั้นหรือ?
นี่ไม่เท่ากับการประกาศคำท้าต่อตระกูลเหลียนหรือไง?
การปรากฏตัวของเฝ่ยไป๋ลู่จะส่งผลต่อการพัฒนาของตระกูลฉีเหลียนหรือเปล่า?
เราควรจับกุมเธอ หรือควบคุมเธอไว้ก่อนดีนะ?
มีความคิดมากมายแวบขึ้นมาในใจของฉีเหลียนหยงจ่าง
[1] บรรพบุรุษปลูกต้นไม้ ลูกหลานได้ร่มเงา เปรียบถึงการทุ่มเทสร้างตั้งแต่คนรุ่นก่อน เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ใช้งาน