เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 239 แอบฟังและแอบมอง ซ่อนหัวแต่โชว์หาง
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 239 แอบฟังและแอบมอง ซ่อนหัวแต่โชว์หาง
บทที่ 239 แอบฟังและแอบมอง ซ่อนหัวแต่โชว์หาง
หลังจากเดินตามเฉิงจื้อโหยวมาตลอดทาง เฝ่ยไป๋ลู่ก็หยุดลงที่ลานบ้านหลังเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
“เข้ามาสิ” เฉิงจื้อโหยวเป็นฝ่ายเดินเข้าไปก่อน
ในมือของเขาถือขวดหยกเอาไว้
เขาเหลือบมองเฝ่ยไป๋ลู่แล้วเตือนว่า “ผมจะให้เวลาคุณหนึ่งชั่วโมง ถ้าคุณทำไม่ได้ตามที่พูด ผมจะทำลายวิญญาณของเวินหมิน ยังไงเสีย ต่อให้ไม่มีเวินหมินแล้ว ผมก็ยังหาคนอื่นมาแทนได้”
เฝ่ยไป๋ลู่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “ฉันก็หวังว่าคุณจะทำตามสัญญาเหมือนกัน”
“แน่นอน” เฉิงจื้อโหยวขมวดคิ้วแล้วเดินต่อไป
โคมไฟในห้องสว่างขึ้นพร้อมกับเสียงของเขา แสงเรืองรองส่องสว่างไปทั่ว
เฝ่ยไป๋ลู่มองเห็นการตกแต่งภายในห้องอย่างชัดเจน ดวงตาสีดำสนิทของเธอหดเล็กลง
เธอเห็นคนคุ้นเคยคนหนึ่ง
ซูจือซิน
หลังบอกลาเทพเจ้าภูเขา ซูจือซินก็พาหุ่นเชิดไปจากภูเขาเสี่ยวเหวิน เธอพูดว่าจะออกเดินทางเพื่อทำความดีและไถ่บาปให้แก่สถานที่แห่งนี้
ตั้งแต่นั้นมา เธอก็ไม่เคยพบหล่อนอีกเลย
แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
เฉิงจื้อโหยวไม่ได้ไว้ใจเฝ่ยไป๋ลู่ เฝ่ยไป๋ลู่เองก็รู้ว่าต้องไม่แสดงพิรุธออกมา สีหน้าของเธอจึงเรียบเฉย สายตามองค่ายกลบนพื้นอย่างใจเย็น
เฉิงจื้อโหยวปรากฏตัวอยู่ข้างหลังเธออย่างเงียบเชียบ “คุณเห็นอะไร?”
“นี่คือค่ายกลซึ่งสามารถเร่งให้ดวงวิญญาณหลอมรวมกันได้เร็วขึ้น ผู้หญิงกลางค่ายกลคนนั้นคือร่างที่คุณเลือกไว้ให้กับน้องสาวของคุณ” เฝ่ยไป๋ลู่แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินความอันตรายในน้ำเสียงของเขา “น่าเสียดายมันกลับเป็นค่ายกลที่ไม่สมบูรณ์ แต่ฉันแก้ไขมันได้”
เธอเก่งจริง ๆ และก็ไม่ได้เป็นคนโง่ เฉิงจื้อโหยวคลายมือที่กำแน่นออก ความรู้สึกปีติอย่างแรงกล้าเกิดขึ้นในหัวใจ “รีบ ๆ เข้า”
อีกไม่นาน
อีกไม่นานเขาก็จะได้พบกับน้องสาวอีกครั้ง
เฝ่ยไป๋ลู่พยักหน้า ใช่แล้ว รีบ ๆ เข้า เธอจะได้ส่งเฉิงจื้อโหยวขึ้นสวรรค์
ส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับแก้ไขค่ายกลหลอมวิญญาณ เฉิงจื้อโหยวได้จัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว
หลังจากเฝ่ยไป๋ลู่แก้ไขค่ายกลเสร็จแล้ว เธอเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก มองเฉิงจื้อโหยวแล้วบอกว่า “ค่ายกลสำเร็จแล้ว นำดวงวิญญาณที่เหลือของน้องสาวคุณมาใส่ในค่ายกล”
เฉิงจื้อโหยวใช้ปลายนิ้วลูบไล้ขวดหยกอย่างทะนุถนอม เปิดจุกขวดออกดวงวิญญาณที่อ่อนแอหลายดวงลอยออกมา
ด้วยผลจากค่ายกลทำให้ดวงวิญญาณไม่ลอยกระจัดกระจาย
ในขณะเดียวกัน ยังมีสามดวงจิตเจ็ดวิญญาณที่เฉิงจื้อโหยวเก็บรวบรวมไว้
จากที่เคยได้ยินเวินสือเหนียนเล่ามา น้องสาวของเฉิงจื้อโหยวจมน้ำเสียชีวิตตอนอายุสิบขวบ
เด็กน้อยไร้เดียงสา เฝ่ยไป๋ลู่ไม่โหดร้ายพอจะลงมือกับดวงวิญญาณของเด็ก แต่เธอก็ไม่ได้สงสารจนฝืนโชคชะตา และชุบชีวิตอีกฝ่ายกลับคืนมา
ค่ายกลเริ่มสั่นไหว มีร่างของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏขึ้นราง ๆ
ดวงตาสีดำกลมโตเหมือนองุ่นของเธอมองไปรอบ ๆ อย่างสับสนงุนงง
เมื่อเห็นเฝ่ยไป๋ลู่ ดวงตาของเธอก็แสดงความดีใจออกมา “พี่สาว คุณสวยมากเลย เป็นนางฟ้าหรือเปล่า พี่สาวนางฟ้ามาพาฉันไปเหรอ”
พาเธอไป? เฝ่ยไป๋ลู่หัวใจเต้นแรง
ขณะกำลังจะตอบ เฉิงจื้อโหยวซึ่งเก็บซ่อนความตื่นเต้นไม่ไหวก็แทรกเข้ามา “น้องสาว! พี่ชายพบเธอแล้ว เธอรอก่อน พี่จะคืนชีพให้เธอเดี๋ยวนี้ ต่อไปนี้พี่รับรองว่าจะดูแลเธอเป็นอย่างดี!”
เด็กหญิงมองเขา สีหน้ากลับซีดลงราวถูกฟ้าผ่า “ฉันไม่คืนชีพ! คุณไม่ใช่พี่ชายฉัน ฉันไม่ต้องการคุณ! ฉันผิดไปแล้ว ฉันผิดไปแล้ว คุณปล่อยฉันเถอะ!”
น้ำตาเม็ดโตไหลจากกระบอกตา เธอขดตัวจนเป็นก้อน เอื้อมมือไปหาเฝ่ยไป๋ลู่ “พี่สาวนางฟ้าช่วยฉันด้วย! ฉันไม่ต้องการคืนชีพ ปล่อยให้ฉันไปเกิดใหม่เถอะนะ!”
คนเป็นพี่ชายทุ่มเทความพยายาม วางแผนมาหลายปีเพื่อคืนชีพให้น้องสาว
ในขณะที่น้องสาวมุ่งมั่นที่จะตาย และต้องการไปเกิดใหม่
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
เฝ่ยไป๋ลู่เหลือบมองเฉิงจื้อโหยวเงียบ ๆ
เฉิงจื้อโหยวตาแดงก่ำ “หุบปาก! ฉันวางแผนเรื่องนี้มานานเพื่อเธอ เหลืออีกแค่นิดเดียว เธอก็จะกลับมาหาฉันได้ เธอจะไปเกิดใหม่ได้ยังไง เธอไปเกิดใหม่ไม่ได้! เธอรู้ไหมว่าฉันทุ่มเทให้เธอมากแค่ไหน?”
การคืนชีพให้น้องสาวกลายเป็นความยึดมั่นของเขาไปแล้ว แม้แต่ตัวน้องสาวเองก็ไม่สามารถขัดขวางเขาได้!
“ฮือ พี่สาวนางฟ้าช่วยฉันด้วย” ยิ่งเฉิงจื้อโหยวคลุ้มคลั่งมากเท่าไหร่ เด็กหญิงก็ยิ่งกลัวมากขึ้นเท่านั้น
เธอร้องไห้สะอื้น “ฉันไม่ควรจะต้องตาย เขาคิดว่าฉันเป็นลูกคนรองที่ชิงความรักจากพ่อแม่และสิ่งที่เป็นของเขาไป เขาพาฉันไปที่อ่างเก็บน้ำ แล้วก็ทำให้ฉันจมน้ำตาย”
“หลังจากที่ฉันตายแล้ว เขาก็ไม่ยอมให้ฉันไปเกิดใหม่ เพราะกลัวว่าฉันจะกลายเป็นน้องสาวของเขาอีก ฉันไม่อยากคืนชีพ ฉันไม่อยากให้ใครตายเพราะฉัน เขาเป็นปีศาจ เขาไม่ใช่พี่ชายฉัน ฉันไม่ต้องการให้เขาทุ่มเทอะไรเพื่อฉันอีกแล้ว ฮือ!”
เด็กหญิงพูดจนกระทั่งฟังไม่เป็นภาษา
เฝ่ยไป๋ลู่อดสงสารไม่ได้ จึงตอบรับว่า “ฉันให้สัญญากับเธอ”
เด็กหญิงตัวน้อยดีใจจนร้องไห้โฮ
เฉิงจื้อโหยวจ้องเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยความเกลียดชัง มือของเขากำวิญญาณของเวินหมินเอาไว้ “ถ้าคุณกล้าช่วยให้เธอไปเกิดใหม่ ผมจะทำให้เวินหมินตาย”
การคุกคามนี้ เฝ่ยไป๋ลู่จะไม่ใส่ใจหรือไร?
เมื่อเข้าใจสถานการณ์แล้ว เฝ่ยไป๋ลู่ก็เลิกแสดงละครทันที ดวงตาของเธอเผยความเกลียดชังอย่างชัดเจน “คุณเป็นคนโหดเหี้ยมจริง ๆ ได้ยินคำพูดของน้องสาวคุณไหม เธอไม่ยอมรับว่าคุณเป็นพี่ชาย บอกว่าคุณเป็นปีศาจ เธอยอมตายดีกว่ากลับไปหาคุณ”
ประโยคเหล่านี้ช่างเจ็บแสบจนทำให้เส้นประสาทในสมองของเฉิงจื้อโหยวขาดผึง
เขาทำท่าจะบีบวิญญาณของเวินหมินให้แหลกไป
แต่หารู้ไม่ว่าเฝ่ยไป๋ลู่เร็วกว่าเขา
“อ๊ะ!” เฉิงจื้อโหยวตาลาย ขวดหยกในมือถูกแย่งไป หน้าอกของเขาก็ถูกฝ่ามือเล่นงานเข้าอย่างจัง
เลือดในร่างกายไหลย้อนขึ้นมาทันที เขากระอักเลือดออกมาคำโต
ด้วยเวลา สถานที่ และผู้คนที่เหมาะสม เฝ่ยไป๋ลู่จึงไม่ปล่อยโอกาสนี้ไป เธอรีบส่งยันต์และคาถาออกมา ทำให้เฉิงจื้อโหยวล้มลงไปกองกับพื้นจนขยับเขยื้อนไม่ได้ทันที
เฝ่ยไป๋ลู่เก็บสามดวงจิตเจ็ดวิญญาณที่ถูกขโมยไปอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงส่งวิญญาณของเด็กหญิงไปสู่ภพหน้า
“ขอให้ชาติหน้าของเธอสงบสุขและมีความสุข” เธอมอบผลบุญแก่เด็กหญิงตัวน้อย เพื่อช่วยให้วิญญาณที่เหลืออยู่ของเธอไปเกิดใหม่
เด็กหญิงตัวน้อยยิ้มอย่างขอบคุณ จนกระทั่งจากไปก็ยังไม่หันมองเฉิงจื้อโหยวแม้แต่น้อย
เฉิงจื้อโหยวขยับนิ้วอย่างยากลำบาก “ไม่…อย่า…”
เฝ่ยไป๋ลู่หรี่ตาลง จ้องมองเฉิงจื้อโหยวอยู่นิ่ง ๆ สักครู่ จากนั้นก็เอื้อมมือไปที่คอของเขา
ปลายนิ้วเกี่ยวสร้อยคอรูปเคารพ
รูปเคารพมีรูปลักษณ์สง่างาม ใบหน้าอิ่มเอิบ มุมปากเผยรอยยิ้มแสดงความเมตตาอันเปี่ยมล้น
เฝ่ยไป๋ลู่ขมวดคิ้วและพูดอย่างเย็นชาว่า “แอบฟังและแอบมอง ซ่อนหัวแต่โชว์หาง ไม่กล้าปรากฏตัว บรรพบุรุษที่พวกคุณยกย่องนั้นยังไม่ดีเท่าหนู”
รูปเคารพส่งเสียงเหมือนผู้ชายที่ฟังดูอบอุ่น “คุณเฝ่ยเฉลียวฉลาดมาก ผมหวังว่าเราจะได้พบกันในครั้งหน้า…”
จากนั้นเสียงก็เงียบไปทันที
เป็นเพราะเฝ่ยไป๋ลู่บดขยี้รูปเคารพจนแตกละเอียดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
ไกลออกไปในภูเขาที่ลึกที่สุด
ชายคนนั้นจ้องมองกระจกทองสัมฤทธิ์ที่มืดลงกะทันหัน ก่อนจะหัวเราะ