เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 240 อยากแข็งแกร่งขึ้นไหม ฉันจะช่วยเธอเอง
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 240 อยากแข็งแกร่งขึ้นไหม ฉันจะช่วยเธอเอง
บทที่ 240 อยากแข็งแกร่งขึ้นไหม ฉันจะช่วยเธอเอง
ชายหนุ่มลุกจากเตียงนอนอย่างช้า ๆ เปลือกตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ปลายนิ้วถือพู่กันไว้แล้วเขียนลงบนกระดาษเซวียน*[1]ด้วยลายมือลื่นไหลและทรงพลัง
“เฝ่ย ไป๋ ลู่…”
“ฉันเคยได้ยินชื่อนี้ที่ไหนนะ”
“น่าเสียดายที่นึกไม่ออก เวลามันผ่านมานานมากแล้ว นานจนฉันแทบลืมชื่อตัวเอง นี่มันลางไม่ดีเอาเสียเลย…อืม แล้วฉันชื่ออะไรนะ…”
เขาเดินไปที่หน้าต่าง ใบหน้าของเขาดูอบอุ่นและสง่างาม ผมยาวมัดเป็นมวยประดับด้วยปิ่นปักผมหยกอันเรียบง่าย แต่ไม่ส่งผลต่อกลิ่นอายและบุคลิกซึ่งดูราวกับเป็นเทพเซียนของเจ้าตัว
มีเพียงขนตาขยับเล็กน้อยคล้ายเขากำลังครุ่นคิด
ต่อมา เสียงทุ้มต่ำก็เอ่ยขึ้น “ฉันนึกออกแล้ว ชื่อของฉันคือหลิงหยวน”
เมื่อคำพูดสิ้นเสียงลง ฤดูใบไม้ร่วงที่สดใสในเดือนกันยายนก็ถูกหิมะโปรยปรายมาจากหลายพันลี้เข้าปกคลุม
……
เฝ่ยไป๋ลู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อเธอรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัว
“อือ…” ซูจือซินลืมตาตื่นพร้อมส่งเสียงอืออาแผ่วเบา
ในตอนแรกเธอก็ระแวดระวังเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเธอเห็นเฝ่ยไป๋ลู่ก็รู้สึกผ่อนคลายลง เธอถอนหายใจราวกับเอาชีวิตรอดจากภัยพิบัติมาได้ “คุณมาที่นี่ได้ยังไง”
“ฉันต่างหากที่ควรจะถามคำถามนั้น คุณถูกเฉิงจื้อโหยวจับตัวมาได้ยังไง” เฝ่ยไป๋ลู่พยุงซูจือซินให้ลุกขึ้น
ซูจือซินเตะเฉิงจื้อโหยวหนึ่งครั้งแล้วพูดอย่างเกลียดชัง “ผู้ชายคนนี้ดูดวิญญาณของคนอื่น ฉันก็เลยตามมาคิดจะหาโอกาสจัดการ แต่กลับถูกเขาจับได้”
เธอเองก็ประมาทเกินไป
เพราะคิดว่าเฉิงจื้อโหยวมีแค่คนเดียว แต่พอไปถึงกลับเจอคนชุดดำอีกคน
สองหมัดไม่อาจสู้สี่มือไหว เธอจึงถูกจับในที่สุด
ถ้าไม่ได้เฝ่ยไป๋ลู่มาช่วย เธอคงต้องลำบากมากกว่านี้ถึงจะหนีออกมาได้
พอคิดได้แบบนี้ ซูจือซินก็มองซ้ายมองขวา แล้วพูดว่า “คนที่ถูกจับมาพร้อมกับฉันอีกคนเป็นสาวน้อยคนหนึ่ง เธอคงจะถูกชายชุดดำอีกคนพาตัวไปแล้ว”
‘ยังมีอีกคนอย่างนั้นหรือ?’
เฝ่ยไป๋ลู่ถามขึ้นว่า “เธอคนนั้นเป็นใคร”
ซูจือซินกุมขมับ พยายามนึก “ฉันจำไม่ค่อยได้ เธอถูกจับมาก่อนหน้าฉัน เธอเป็นสาวน้อยคนหนึ่ง เหมือนจะเป็นคุณหนูของตระกูลอะไรสักอย่าง ฐานะน่าจะดีไม่น้อย”
“หานเสียวเสี่ยวใช่ไหม” เฝ่ยไป๋ลู่ขมวดคิ้ว
“ใช่ เหมือนจะชื่อนี้แหละ เธอตะโกนขอให้คนชุดดำปล่อยเธอไป บอกว่าตระกูลหานจะจ่ายเงินให้เท่าไหร่ก็ได้ แต่ฉันว่ากลุ่มคนพวกนั้นไม่ได้มาเพื่อเงิน พวกเขาตั้งใจพาตัวเธอไปมากกว่า” ซูจือซินหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋า “ฉันส่งหุ่นเชิดไปเก็บเส้นผมของเธอมาด้วย”
“ฉันจะไปตามหาเธอเอง” เมื่อเฝ่ยไป๋ลู่รู้เรื่องนี้แล้ว เธอก็คงจะนิ่งดูดายไม่ได้
ถึงแม้ไม่ชอบหานเสียวเสี่ยวสักเท่าไหร่ แต่เห็นแก่หน้าตาผู้อาวุโสหานเชียนเธอก็ควรจะช่วย
เฝ่ยไป๋ลู่รับเส้นผมมา จากนั้นส่งขวดหยกที่บรรจุสามดวงจิตเจ็ดวิญญาณให้ซูจือซิน “ฉันไม่อยากเทียวไปเทียวมา คุณช่วยเอาวิญญาณพวกนี้ไปส่งที่เดิมทีนะ จำไว้ว่าต้องส่งวิญญาณของเวินหมินแห่งตระกูลเวินก่อน”
เพราะถ้าช้าไป เธอกลัวว่าร่างของเวินหมินจะถูกแผดเผาเป็นเถ้าถ่าน
เมื่อพูดจบ เฝ่ยไป๋ลู่จึงไม่รอช้า ใช้ยันต์มนุษย์กระดาษไปหาตัวหานเสียวเสี่ยว
ซูจือซินมองเฝ่ยไป๋ลู่เดินจากไป เธอรู้สึกราวกับว่าตัวเองถูกหลอกให้ทำงานของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว
แต่ว่าก็ถือเป็นเรื่องดีที่จะได้ทำบุญสะสมกุศล นำวิญญาณซึ่งตายอย่างไม่เป็นธรรมเหล่านี้กลับคืนไป ย่อมเท่ากับการช่วยเหลือผู้อื่น สร้างผลบุญมากกว่าการฆ่าปีศาจชั่วร้ายเสียอีก ทำไมเฝ่ยไป๋ลู่ถึงโยนผลบุญเหล่านี้ให้ซูจือซินได้ง่ายดายเช่นนี้กันนะ?
เธออ้างว่าขี้เกียจวิ่งไปมา หาข้ออ้างที่ฟังดูไม่เข้าท่า แต่ก็ไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงดูถูกดูแคลน
เธอคนนี้…ช่าง…
ซูจือซินกำขวดหยกในมือ เธอยังต้องคิดอะไรมากอีก ในเมื่อการช่วยเหลือคนอื่นเป็นสิ่งสำคัญกว่า!
ยันต์มนุษย์กระดาษนำทางไปยังทิศตะวันตก เฝ่ยไป๋ลู่ติดตามมาไม่ห่าง
เพียงแต่ยิ่งสถานที่ดูห่างไกลมากขึ้น หนทางข้างหน้าก็ยิ่งรกร้างว่างเปล่าราวกับไร้ที่สิ้นสุด
กระทั่งยันต์ตัวน้อยหยุดนิ่งอยู่กับที่ คล้ายลังเลไม่แน่ใจในเส้นทางไปต่อ
หรือคิดจะหลอกให้หลงทาง?
เฝ่ยไป๋ลู่ย่อตัวลงครึ่งหนึ่ง วางฝ่ามือบนพื้นสัมผัสกับค่ายกลที่เคลื่อนไหวอยู่
ปลายนิ้วคีบแผ่นยันต์ เมื่อเธอส่งปราณวิญญาณเข้าไป แผ่นยันต์อาคมก็พุ่งทะยานออกไปทันที
พริบตานั้นกับดักก็พังทลายลง
เฝ่ยไป๋ลู่ถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง “หานเสียวเสี่ยว เธอไปมีเรื่องกับคนแบบไหนกันนะ? ”
ยันต์กระดาษรูปคนตัวเล็กลูบมือของเฝ่ยไป๋ลู่ไปมาก่อนเดินทางต่อ
แต่เมื่อค่ายกลถูกทำลาย ชายชุดดำก็เหมือนจะสัมผัสได้เช่นกัน
“มาเร็วจริง ๆ”
เขาไม่เร่งรีบ ในมือข้างหนึ่งถือพู่กัน ส่วนอีกข้างถือสมุดไว้
สายตาจดจ้องหานเสียวเสี่ยวที่หลับตาสีหน้าซีดเผือดอยู่ตรงหน้า
ในตอนนี้หานเสียวเสี่ยวกำลังเผชิญกับช่วงเวลายากลำบาก
หลังกลับจากบ้านบรรพบุรุษตระกูลน่า เธอก็ไปยังนิกายเก้าสวรรค์เพื่อหาตัวกานว่างกับเจียงชิง แต่ก็ได้คำตอบเพียงว่าทั้งคู่กำลังเก็บตัวฝึกฝน จึงไม่ได้พบหน้า
“เก็บตัวฝึกฝนอะไรถึงต้องใช้เวลาตั้งครึ่งเดือน แม้แต่หน้าก็ยังไม่ให้เจอ พวกเขาก็แค่มองว่าเฝ่ยไป๋ลู่เก่งกว่า แล้วรังเกียจที่ฉันไร้ประโยชน์จึงไม่อยากยุ่งด้วยเท่านั้นเอง!”
หานเสียวเสี่ยวรู้สึกน้อยใจและขมขื่น ในคฤหาสน์ของตระกูล เธอได้กลายเป็นข้อเปรียบเทียบกับเฝ่ยไป๋ลู่ไปแล้ว
เธอต้องแข็งแกร่งขึ้น! อย่างน้อยก็ต้องไม่อ่อนแอกว่าเฝ่ยไป๋ลู่ หลังจากนั้นสิ่งนี้ได้กลายเป็นความตั้งใจใหม่ของเธอ!
ดังนั้นหานเสียวเสี่ยวจึงปิดบังครอบครัว แอบรับงานจากคนอื่นเพื่อฝึกฝนตัวเองจากงานภายนอก
แต่เธอกลับโชคไม่ดี แค่เพิ่งลงจากเขาก็ถูกคนจับตัวได้
ชายชุดดำนึกถึงตอนที่เขาจับตัวเธอมาได้โดยไม่ต้องออกแรง ก็อดยิ้มมุมปากไม่ได้
เขาพัดกระถางธูปสัตว์มงคลข้าง ๆ ส่งให้ควันธูปลอยฟุ้งกระจาย
ธูปนี้มีชื่อว่าธูปสังหารเทพ มันสามารถกระตุ้นความปรารถนาที่ลึกที่สุดในจิตใจของผู้คนได้
ชื่อก็บอกอยู่แล้ว แม้แต่ทวยเทพก็ยังหลีกเลี่ยงไม่ได้
สีหน้าของหานเสียวเสี่ยวบิดเบี้ยว แต่ไม่สามารถดิ้นหลุดจากพันธนาการได้ เธอจึงจมอยู่ในภาพลวงตา
“ร้อนจัง…ที่นี่ที่ไหน?” หานเสียวเสี่ยวรู้สึกราวกับว่าตนเองอยู่ในทะเลเพลิงดุจลาวา
ริมฝีปากของเธอแห้งผาก เธอเห็นหน้าเคร่งขรึมของคุณปู่ตัวเองที่ยืนหันหลังให้ หานเสียวเสี่ยวเหมือนเจอคนช่วยชีวิต “คุณปู่ ช่วยฉันด้วย…”
หานเชียนหัวเราะเสียงเย็น “ในฐานะลูกสาวตระกูลหาน กลับไร้ซึ่งความสามารถ ไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ แม้แต่พรสวรรค์ยังเทียบเฝ่ยไป๋ลู่ไม่ได้ ฉันปรารถนาให้เฝ่ยไป๋ลู่เป็นหลานสาวของฉันเสียจริง ๆ เธอจะต้องได้รับการโปรดปรานจากพ่อและนำพาตระกูลหานให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง!”
หานเสียวเสี่ยวราวกับถูกฟ้าผ่า
แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ตั้งตัวหานคังผิงก็ปรากฏกายขึ้น
เขาไม่ได้หันมามองเธอ แต่กลับปลอบโยนหานเชียน “เสียวเสี่ยวมีความสามารถเชื่องช้า แม้จะมีพร้อมทุกอย่างมากมายก็ยังเทียบไม่ได้กับเฝ่ยไป๋ลู่ที่เพิ่งเข้าสู่เส้นทางเต๋าไม่ได้ เราไม่ควรบีบบังคับเธอมากเกินไป อย่างไรเสีย ตราประทับก็อยู่ที่เฝ่ยไป๋ลู่แล้ว เธอจะต้องช่วยเหลือตระกูลหานของเราได้แน่”
ที่แท้ตอนที่เธอขอตราประทับแต่พ่อกลับปฏิเสธ เป็นเพราะมันไม่ได้อยู่ที่ตระกูลหาน แต่กลับมอบให้เฝ่ยไป๋ลู่ไปแล้ว!
เพราะอะไร
เป็นเพราะเธอสู้เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ได้ ครอบครัวจึงไม่ต้องการมอบของที่ดีที่สุดให้เธอ
ถ้าเธอมีตราประทับ เธอจะต้องไม่ด้อยไปกว่าเฝ่ยไป๋ลู่แน่
หานเสียวเสี่ยวอยากจะกรีดร้อง ร่างกายและวิญญาณของเธอถูกแผดเผาจนพุพอง
“คำตอบนั้นเธอรู้ดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” เสียงที่ไม่ใช่ชายหรือหญิงดังขึ้นอีกครั้ง
น้ำตาของหานเสียวเสี่ยวไหลอาบแก้มราวกับสายไข่มุกที่ขาดสะบั้น
ในพริบตานั้น เธอพบว่าตัวเองอยู่ในห้วงลมหนาวที่พัดกระหน่ำ
จากทะเลเพลิงก็กลายเป็นนรกน้ำแข็ง
หานเสียวเสี่ยวมองเห็นกานว่าง
เธอติดตามกานว่างมาหลายปี เทิดทูนเขา ชื่นชมเขา และปรารถนาจะได้เขามา
แต่สายตาของกานว่างกลับจ้องมองแค่เฝ่ยไป๋ลู่ ราวกับเขามองไม่เห็นเธอ
“พี่เสียวเสี่ยว ฉันเชื่อว่าเฝ่ยไป๋ลู่เป็นคนดี เธอจะไม่ทำเรื่องแบบนั้น” เจียงชิงที่ควรจะอยู่ข้างเธอ กลับเข้าข้างเฝ่ยไป๋ลู่อย่างเปิดเผย
ทำไมถึงเป็นแบบนี้
หานเสียวเสี่ยวหลุดครางเสียงในลำคอ
แผลพุพองแตกออกเป็นเก้าแฉก เนื้อเยื่อด้านในกลายเป็นสีแดงก่ำคล้ายกลีบดอกบัว ดึงดูดให้แมลงเล็ก ๆ มาจิกกินที่แผล
“เธอเกลียดไหม เกลียดปู่กับพ่อที่ลำเอียง เกลียดกานว่างที่เหยียบย่ำหัวใจเธอ เกลียดเพื่อน อย่างเจียงชิง…”
“เธอเกลียดเฝ่ยไป๋ลู่ไหม”
“แน่นอนว่าเธอเกลียด แต่เกลียดตัวเองมากกว่า”
“เพราะเธออ่อนแอเกินไปจนสู้เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ได้ จึงถูกแย่งชิงไปทุกอย่าง กลายเป็นผู้พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง”
“แต่เพียงเธอแข็งแกร่งกว่าเฝ่ยไป๋ลู่ เพียงกำจัดเธอให้สิ้นซากได้ เธอก็ยังคงเป็นคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลหานที่ทุกคนรักใคร่”
“อยากแข็งแกร่งขึ้นไหม ฉันจะช่วยเธอเอง”
สิ้นเสียงนุ่มนวลนั้น หานเสียวเสี่ยวลืมตาขึ้น เงาร่างคลุมเครือปรากฏอยู่ตรงหน้า พร้อมกับยื่นมือมาหาเธอ
[1] กระดาษเซวียน คือ กระดาษชั้นดีที่นิยมใช้ในการวาดหรือเขียนข้อความตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะซึมซับน้ำหมึกได้ดี และถือเป็นหนึ่งในสี่สมบัติล้ำค่าของประวัติศาสตร์จีน