เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 29 เฝ่ยเฉิงมาเยือนถึงหน้าประตูบ้าน
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 29 เฝ่ยเฉิงมาเยือนถึงหน้าประตูบ้าน
บทที่ 29 เฝ่ยเฉิงมาเยือนถึงหน้าประตูบ้าน
เฝ่ยไป๋ลู่มองเติ้งหลงจากทางหน้าต่าง ก่อนจะมองเลยเขาไป
ถึงจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรายงานอะไรไป แต่สิ่งนี้ก็ไม่ต่างกับการที่ทหารมาใช้ขุนพลรับศึก น้ำมาใช้ดินต้าน*[1]
แต่เธอยังต้องกลัวใครอีก!
“ฟ่อ… ฟ่อ…” งูตัวน้อยส่งเสียงขู่ใส่เฝ่ยไป๋ลู่
“รู้แล้วไม่ต้องประท้วงหรอก” เฝ่ยไป๋ลู่ยกโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความ หาช่องสอนพินอินรายการโปรดของมัน งูน้อยแทบรอไม่ไหวที่จะฉวยโทรศัพท์มาเรียนตัวอักษรพินอิน ขณะที่ปากก็ส่งเสียงฟ่อ ๆ ไม่หยุด
เฝ่ยไป๋ลู่ส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นสัตว์เลี้ยงวิญญาณที่เกิดมาพร้อมกับสติปัญญา แต่ไม่สามารถพูดภาษาของมนุษย์ได้ โชคดีที่งูน้อยตัวนี้ขยันและเรียนรู้วิธีการออกเสียงตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อน แต่มันโง่เล็กน้อย ทั้งที่เรียนได้หลายวันแล้ว ก็ยังไม่สามารถออกเสียงได้ถูกต้อง
เฝ่ยไป๋ลู่สร้างแผงกันเสียงไว้รอบ ๆ ห้องเพื่อป้องกันเสียงงูรบกวนเพื่อนบ้าน จากนั้นจึงนั่งขัดสมาธิ ฝึกสมาธิ ดูดซับปราณวิญญาณที่มีอยู่น้อยนิดในอากาศมาใช้ฝึกฝน
จนกระทั่งเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น หญิงสาวจึงตื่นจากภวังค์ด้วยเสียงเคาะประตู
เธอผ่อนลมหายใจออกทางปาก ร่างกายยังคงเปี่ยมล้นด้วยพลังและมีชีวิตชีวา แม้ว่าเฝ่ยไป๋ลู่จะไม่ได้นอนทั้งคืนก็ตาม
เสียงเคาะประตูเริ่มดังมากขึ้นเรื่อย ๆ และทันทีที่เฝ่ยไป๋ลู่เปิดประตู เฝ่ยเฉิงก็รีบวิ่งเข้ามาราวกับสัตว์ร้ายตัวน้อยที่โกรธจัด “รีบตามฉันมาเดี๋ยวนี้!”
ว่าแล้วก็ทำท่าจะลากเฝ่ยไป๋ลู่ออกไป
เฝ่ยไป๋ลู่หลบมือที่ยื่นมาอย่างว่องไว พลันขมวดคิ้วสงสัย “นายจะทำอะไร?”
เธอเคยเห็นเขาไกล ๆ ในงานเลี้ยงตระกูลเฝ่ยเท่านั้น และไม่แม้แต่จะเคยคุยกันมาก่อน
แต่วันนี้เฝ่ยเฉิงมาหาถึงประตูบ้านขนาดนี้ แน่นอนว่าตระกูลเฝ่ยต้องเกิดเรื่อง
“เธอยังมีหน้ามาถามอีกเหรอ? ตั้งแต่เธอออกไปจากงานเลี้ยงต้อนรับวันนั้น แม่ก็โมโหเป็นฟืนเป็นไฟเพราะสิ่งที่เธอป่วนไว้ พี่ชิงรั่วเองก็ยุ่งกับการดูแลแม่ เธอเหนื่อยจนไม่สบายแล้ว” เฝ่ยเฉิงจ้องเฝ่ยไป๋ลู่ “ตอนนี้พี่ชิงรั่วป่วย และต้องการปลูกถ่ายไขกระดูกจากเธอ เธอรีบตามฉันไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย!”
เฝ่ยไป๋ลู่มองเด็กน้อยตรงหน้าด้วยสายตาไม่แยแส “แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับฉันมิทราบ?”
ครอบครัวเฝ่ยนี่มีแต่เรื่องจริง ๆ พอคุณแม่เฝ่ยป่วย ลูกสาวบุญธรรมก็ต้องมาดูแลจนล้มป่วยตามไปอีกคน…
แค่หลอกตัวเองยังพอว่า นี่ยังจะหน้าด้านมาหลอกเธอโต้ง ๆ แบบนี้เลย?
เฝ่ยเฉิงระเบิดอารมณ์ทันที “ทำไมจะไม่เกี่ยวกับเธอ แม่ฉันป่วยเพราะเธอ พี่ชิงรั่วที่ใจดีก็ตามล้างตามเช็ดให้เธอ มาตอนนี้พี่ยังล้มป่วยอีก เพราะงั้นเธอต้องรับผิดชอบ!”
“แล้วฉันบังคับให้เธอทำเหรอ?” เฝ่ยไป๋ลู่หัวเราะอย่างไม่อยากเชื่ออยู่ในใจ ค่ายกลโชคลาภในบ้านตะกูลเฝ่ยถูกทำลาย เฝ่ยชิงรั่วใช้บุญเก่าตัวเองมาตั้งหลายปี แล้วมาล้มป่วยจนเป็นลมเอง แต่คนที่ต้องรับกรรมกลับเป็นเธอเสียอย่างนั้น?
ตระกูลเฝ่ยต้องการไขกระดูกของเธอ เพื่อต่อชีวิตให้กับเฝ่ยชิงรั่ว จากนั้นก็จะฉวยโอกาสนำโชคลาภที่มาพร้อมกับกระดูกเต๋าของเธอไป
สมาชิกในครอบครัวเฝ่ยต่างฉลาดแกมโกง เมื่อรู้ว่าพวกตนมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับเธอ จึงได้ส่งเฝ่ยเฉิงที่ไม่รู้อะไรมาหาเธอ เพื่อหลอกให้เธอไปโรงพยาบาล
“เราก็แค่ต้องการไขกระดูกของเธอเท่านั้น ไม่ใช่ว่าเราอยากจะได้ชีวิตเธอสักหน่อย ทำไมเธอถึงได้เลือดเย็นขนาดนี้!” เฝ่ยเฉิงมองเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ มันเป็นสายตาที่บอกว่าเธอไร้มนุษยธรรมสิ้นดี เห็นความตายแล้วก็ยังไม่ช่วย*[2]
“ช่างเป็นคนใจกว้างจริง ๆ” เฝ่ยไป๋ลู่มองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา “การลักพาตัวโดยอ้างความชอบธรรมไม่ได้ผลกับฉันหรอกนะ เฝ่ยชิงรั่วกับฉันไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่เพื่อนเก่า*[3] เธอไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับฉัน”
เฝ่ยเฉิงก้มหน้าลง เขาเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เผยสีหน้าดูแคลน “เธอต้องการเงินใช่ไหม บอกฉันสิ ต้องการเงินค่าบริจาคไขกระดูกเท่าไหร่ ถ้าเธอยินดีบริจาคให้กับพี่ชิงรั่ว ฉันสามารถให้เงินจำนวนเท่าไหร่ก็ได้กับเธอ แล้วฉันก็จะไม่คัดค้านการกลับมาเข้าตระกูลเฝ่ยในอนาคตอีก…”
“พูดจบหรือยัง? ถ้าจบแล้ว งั้นนายก็ไสหัวไปได้แล้ว” เฝ่ยไป๋ลู่คร้านเกินกว่าจะโต้เถียงกับคนงี่เง่าที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน เธอผายมือส่งแขกไปทางประตู และกล่าวเสริมอย่างมีเมตตาว่า “วันนั้นนายไม่อยู่ที่งานเลี้ยงเลยอาจจะไม่รู้ งั้นฉันจะบอกอย่างหนึ่งให้เอาบุญ ต่อให้นายจะคุกเข่าขอร้องให้ฉันกลับไป ฉันก็ไม่เหลียวแลหรอก ฉะนั้นอย่ามั่นใจไปหน่อยเลย”
‘ปัง!’ เฝ่ยเฉิงมองประตูที่ปิดลง สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นสีม่วง และแววตาก็เต็มไปด้วยความอับอาย
ความถือตัวอันอวดดีของเด็กหนุ่มถูกคนเหยียบย้ำอย่างหนัก
เขาจึงกลับไปที่ห้องผู้ป่วยของเฝ่ยชิงรั่วด้วยความงุนงง
ทุกคนในครอบครัวเฝ่ยอยู่ที่นั่น คุณเแม่เฝ่ยเห็นเฝ่ยเฉิงกลับมาคนเดียว พลันสีหน้าก็ถมึงทึงขึ้นมา “นังนั่นอยู่ที่ไหน ทำไมเธอไม่กลับมาพร้อมลูก?”
เฝ่ยเฉิงเกลียดที่ถูกเฝ่ยมาตบครั้งนั้น ดังนั้นไม่กี่วันมานี้เขาจึงไปอยู่บ้านเพื่อน
ถ้าไม่ใช่เพราะเฝ่ยชิงรั่วเกิดเรื่อง เขาก็คงไม่กลับมา
พอเดินเข้ามาในห้องผู้ป่วย แล้วถูกถาม เขาก็กลั้นใจตอบเสียงอู้อี้ “เธอไม่ยอมบริจาคอวัยวะ และเตะผมออกมา”
“ลูกหมายความว่ายังไง? ฉันเป็นคนให้เด็กนั่นเกิดมานะ แค่ขอให้เธอบริจาคไขกระดูกแล้วจะทำไม” คุณแม่เฝ่ยโกรธจัด และคิดว่า เฝ่ยไป๋ลู่เป็นพวกไม่รู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควรจริง ๆ
แค่บริจาคไขกระดูกให้กับชิงรั่วได้ก็ถือว่าดาวหายนะอย่างเธอมีบุญโขแล้วแท้ ๆ
ถ้ารู้แบบนี้ตั้งแต่แรก เธอคงไม่ให้กำเนิดดาวหายนะที่ดีแต่ทำร้ายคนอื่นออกมา หรือตอนมันเกิดมา เธอก็น่าจะบีบคอให้มันตาย ๆ ไปซะ!
เฝ่ยชิงรั่วไม่เห็นเฝ่ยไป๋ลู่เข้ามา ดวงตาก็แสดงความผิดหวัง
เธอไอสองสามครั้ง ใบหน้าซีดเซียวดูอ่อนแออย่างมาก
เฝ่ยอวี้ได้รับการสอนมาตั้งแต่เด็กว่า ถ้าน้องสาวป่วยเขาก็ต้องปกป้อง เมื่อเห็นอาการไม่สู้ดีของเฝ่ยชิงรั่ว เขาก็อดเจ็บปวดใจไม่ได้ “ชิงรั่วไม่ต้องกลัว เราจะหาไขกระดูกที่เหมาะสมกับเธอ และทำให้เธออาการดีขึ้นแน่นอน”
เฝ่ยชิงรั่วเม้มปาก …เธอต้องการไขกระดูกของเฝ่ยไป๋ลู่
“ไม่จำเป็นต้องรีบปลูกถ่ายไขกระดูกก็ได้” เฝ่ยมานวดคลึงคิ้ว ใบหน้าของเขาซีดเซียวเล็กน้อย ก่อนกล่าวกับเฝ่ยชิงรั่ว “ฉันได้ยินมาว่าคุณชายสามเวินกำลังจะมาที่เมืองเจียงในเดือนนี้ ชิงรั่วเตรียมใจให้พร้อม ดูแลตัวเองให้ดีก่อน เมื่อเขามาถึง ฉันจะพาไปพบเขา ดูว่าจะมีโอกาสหรือเปล่า…”
“หนูรู้ค่ะพ่อ” เฝ่ยชิงรั่วพยักหน้า ความรู้สึกไม่ดีวาบผ่านแววตา
พ่อต้องการให้เธอติดต่อกับคุณชายสามเวิน เขาหวังว่าเธอจะได้แต่งงานเข้าตระกูลเวิน
แต่เธอไม่อยากแต่งงานกับชายพิการ ถึงจะร่ำรวย แต่เขาก็ยังพิการอยู่ดีไม่ใช่เหรอ
เธอได้ยินมาว่าเขามีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ปีเดียวด้วย เธอไม่อยากเป็นม่ายตั้งแต่อายุยังน้อยขนาดนี้หรอกนะ
นอกจากนี้คุณชายสามเวินก็ป่วยหนัก เขาอาจมีนิสัยแปลก ๆ ก็ได้ หากแต่งงานกันละก็ เธอคงมีแต่ความทุกข์ใจเพราะเขาแน่
เธอต้องคิดหาทางทำให้คุณชายสามเวินล้มเลิกความคิดที่จะแต่งงานกับเธอ
……
การมาถึงของเฝ่ยเฉิงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความอยากอาหารของเฝ่ยไป๋ลู่ ตอนนี้จึงมีอาหารเช้าวางอยู่เต็มโต๊ะตรงหน้าของเธอ
นอกจากมอบเงินบริจาคให้กับโรงพยาบาลแล้ว เธอก็ยังใช้เงินที่เหลือทั้งหมดไปกับค่าอาหาร
เฝ่ยไป๋ลู่กินจนอิ่มท้อง หลังจากนั้นไม่เท่าไหร่ก็ได้รับสายจากเจ้าหน้าที่โจว “คุณเฝ่ย ผมโจวอู่เองนะ ตอนนี้คุณสะดวกคุยไหม”
เฝ่ยไป๋ลู่พูดอย่างใจเย็น “เจ้าหน้าที่โจว พูดมาได้เลยค่ะ”
โจวอู่มีน้ำเสียงจริงจังขึ้น “เรื่องเป็นแบบนี้ครับ คือตอนนี้เรากำลังเจอคดีซึ่งมีแรงจูงใจในการวางยาพิษที่ร้ายแรงมาก หลังจากสอบสวนมาหลายวันแล้ว เราก็ยังไม่ได้เบาะแสใด ๆ เลย เราต้องการขอความช่วยเหลือจากคุณครับ ผมจึงโทรมาถามว่าคุณสะดวกไหม…”
“ได้สิคะ” เฝ่ยไป่ลู่จำสถานะของเธอในฐานะนักวิเคราะห์คดีพิเศษได้ แต่เธอไม่คาดคิดว่าจะต้องร่วมมือกับตำรวจเร็วขนาดนี้
เธอเปลี่ยนน้ำเสียงพูดทันที “แต่ว่า…”
น้ำเสียงของโจวอู่ประหม่าเล็กน้อย “แต่ว่าอะไรครับ?” หรือมีเงื่อนไขพิเศษอะไรหรือเปล่านะ?
เขารู้ดีว่าเงื่อนไขการว่าจ้างซินแสชั้นครูพวกนี้สูงทีเดียว
กรมตำรวจหวังว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับท่านอาจารย์ ดังนั้นหากไม่ใช่คำขอที่มากเกินไป พวกเขาย่อมทำตามเงื่อนไขของอีกฝ่ายแน่นอน
เฝ่ยไป๋ลู่คิดถึงยอดเงินในบัตรธนาคารของเธอที่ใกล้จะหมดแล้ว ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากตำรวจ เธอจะต้องลาวงการเน็ตไอดอลไปเปิดแผงดูดวงเพื่อหาเงินแทนแน่ “ได้เงินหรือเปล่าคะ?”
“ได้แน่นอนครับ” โจวอู่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เฝ่ยไป๋ลู่เป็นคนคุยด้วยง่ายที่สุดในบรรดาปรมาจารย์ซินแสที่เขาเคยติดต่อด้วยเลย “ข้อตกลงที่คุณเฝ่ยลงนามไว้คือ คุณจะได้รับเงินเดือนตามกำหนดสิ้นเดือนซึ่งเหมือนกับของเรา”
“โอเคค่ะ งั้นฉันจะไปถึงที่นั่นตอนสิบโมงครึ่งค่ะ” เฝ่ยไป๋ลู่นัดแนะ แล้ววางสายโทรศัพท์ เจ้าของร้านอาหารกำลังมองเธอเหมือนเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ
“นี่คือปรมาจารย์เฝ่ยที่คุณกำลังพูดถึงใช่ไหม ยังเด็กมากเลยนะ ยังไม่ทันหย่านมก็มาเป็นอาจารย์ซินแสแล้วเหรอ?” ผูเหมี่ยวหัวหน้าตำรวจทีมสืบสวนอาชญากรรมนั่งทางด้านซ้ายของโจวอู่ เขากำลังพลิกไฟล์ข้อมูลของเฝ่ยไป๋ลู่ พอมองใบหน้าอ่อนเยาว์ในไฟล์ภาพถ่ายก็อดสงสัยไม่ได้ “มีใครที่มีความสามารถจริง ๆ บ้างไหม ไม่ใช่มาทำให้งานของเราล่าช้านะ”
[1] ทหารมาใช้ขุนพลต้านรับ น้ำมาใช้ดินต้าน หมายถึง ไม่ว่าจะมาวิธีไหนก็สามารถรับมือได้
[2] เห็นคนตายไม่ช่วย เห็นหายนะแล้วยังทำเฉย หรือ ใจดำ เห็นแก่ตัว
[3] ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่เพื่อนเก่า เป็นสำนวนหมายถึง ทั้งสองฝ่ายไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ ต่อกันเลย