เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 28 กระบี่แขวนอยู่เหนือหัว จักฆ่าใครก็ตามที่เห็น (2)
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 28 กระบี่แขวนอยู่เหนือหัว จักฆ่าใครก็ตามที่เห็น (2)
บทที่ 28 กระบี่แขวนอยู่เหนือหัว จักฆ่าใครก็ตามที่เห็น (2)
สวีข่ายอวิ๋นตัดสินใจถามแม่ของเขาให้ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น รวมถึงศาสตร์ที่ว่า ‘กระบี่แขวนเหนือหัว จักฆ่าคนเมื่อเห็น’ นั่นด้วย “แม่ บ้านเรามีปัญหาอะไรกับน้าหรือเปล่าครับ?”
คุณแม่สวีแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ที่แท้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนอย่างต่อเนื่อง เป็นเพราะมีคนวางตำแหน่งฮวงจุ้ยผิดเพี้ยน จนทำให้เรียกสิ่งชั่วร้ายเข้ามา และที่สำคัญกว่านั้น คนที่คิดร้ายต่อครอบครัวของเธอก็คือน้องชายของเธอเอง!
กลุ่มวิศวกรโยธาไม่กล้าหือกับกลุ่มนักพัฒนารูปแบบบ้านหรอก แต่น่าจะเป็นคำสั่งของเจ้านายตนเองมากกว่า!
เมื่อตระหนักถึงเรื่องนี้ แววตาของคุณแม่สวีก็หม่นแสงด้วยความเสียใจ
คุณแม่กับคุณพ่อสวีทำธุรกิจนี้มาหลายปีโดยอาศัยเงินที่ได้จากการเวนคืน ซึ่งมีมูลค่าหลายร้อยล้านหยวน พวกเขาจึงมีปณิธานแรงกล้าและเข้มแข็งมาก ไม่ว่าทางกายหรือจิตใจ ไม่นานเธอก็สงบใจได้
คุณแม่สวีพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก “ตอนที่บ้านของเราถูกเวนคืน เราก็ได้เงินชดเชยมาไม่น้อย ตอนนั้นแม่แต่งงานกับพ่อได้สี่ปีแล้ว แต่ลูกสักคนหนึ่งก็ยังไม่มี น้าของลูกกลัวว่าพอพ่อมีเงินแล้วจะขอหย่ากับแม่ และคิดว่าชีวิตนี้แม่คงจะไม่มีลูก เลยคิดจะยกลูกพี่ลูกน้องของลูกให้มาเป็นลูกบุญธรรมของแม่…”
“แต่แม่ไม่เห็นด้วย และพ่อของลูกเองก็พูดว่า ต่อให้มีลูกของตัวเองไม่ได้ ก็ไม่คิดจะรับลูกของคนอื่นมาเลี้ยง เขาเลยน่าจะคิดว่าพวกเรารังเกียจลูกเขา ทั้งยังคิดไปว่าพอพวกเราร่ำรวยแล้วก็ไม่อยากเลี้ยงดูครอบครัวฝ่ายแม่ ก็เลยโกรธและไม่สนใจแม่อีก จนกระทั่งช่วงปีใหม่ แม่เดาว่าเขาคงแค้นมาตั้งแต่ตอนนั้น แล้วหลังจากนั้นแม่ก็ท้องลูก เลยลืมเรื่องนี้ไป”
ยิ่งคุณแม่สวีพูดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกเศร้ามากเท่านั้น เสียงจึงฟังเหมือนคนสำลัก “แม่ไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะแค้นฝังหุ่นขนาดนี้ เพราะหลายปีที่ผ่านมา พอเขาอยากได้เงิน แม่ก็ให้ ถ้าต้องการคน แม่ก็ติดต่อให้ แล้วยังช่วยเขาเริ่มต้นธุรกิจก่อสร้างด้วย ไม่คิดเลยว่าเขาจะวางแผนทำร้ายแม่แบบนี้”
พอคิดถึงครอบครัวน้าที่ใจดีกับเขาเสมอมา สวีข่ายอวิ๋นอดตัวสั่นด้วยความโกรธไม่ได้ ยามคิดว่าคนเหล่าแสร้งแสดงความรักต่อเขา ขณะที่ในใจก็ยังแค้นเคืองเรื่องลูกพี่ลูกน้องที่ครอบครัวเราไม่ได้รับเลี้ยง แล้วไม่ใช่ว่าพวกน้ากำลังวางแผนลอบฆ่าเขาอยู่หรอกเหรอ?
พลันชายหนุ่มก็สงสัยว่าคนที่ขับรถชนเขาวันนี้ก้อาจเป็นคนที่น้าส่งมา!
“แจ้งตำรวจเถอะ ก่อนอื่นต้องจับตัววิศวกรกับคนงานในปีนั้นมา แล้วให้พวกเขาเปิดโปงน้าของลูก” คุณแม่สวีกัดฟันพูด “เขาเป็นสัตว์ร้ายที่ไม่ควรได้รับความเมตตาจากฉัน ฉันจะให้เขาคายผลประโยชน์ทั้งหมดที่เขาได้รับจากฉันออกมา!”
แค่คิดว่าโดนน้องชายวางแผนทำลายตัวเองมาหลายปี และอาจทำร้ายลูกชายของเธอด้วยซ้ำ คุณแม่สวีก็ทนไม่ไหว เพราะงั้นเธอจึงจะใช้วิธีผดุงความยุติธรรมอันยิ่งใหญ่เอาไว้*[1] แล้วกัน
“…” จางเฉิงสัมผัสได้ถึงเหงื่อที่กำลังไหลซึม ป้าสวีถึงกับเรียกน้องชายตัวเองว่าสัตว์ร้าย นี่ไม่เท่ากับว่าตัวเองด้วยเหรอ?
…..
“คุณคะ สวีเจียฮุยขาหักต้องเข้าโรงพยาบาล พวกเราต้องไปเยี่ยมเขาไหม?” ลมหายใจของหญิงสาวหอมกรุ่นราวดอกกล้วยไม้ ขณะนั่งอ่อนแรงอยู่บนร่างเผิงเจี่ย
พอคิดถึงพี่เขยคนนั้น เผิงเจี่ยพลันตะคอกออกมา “แน่นอนว่าต้องไป ดีที่สุดคือไปดูว่าพวกมันจะตายเมื่อไหร่”
คุณแม่สวีที่บุกเข้ามาในบ้าน พลันได้ยินน้องชายกับน้องสะใภ้ตัวดีกล่าวสองประโยคนั้นพอดี จึงเดือดดาลขึ้นมาทันที
เธอวิ่งเข้าไปกระชากผมผู้หญิงคนนั้นแล้วฟาดลงกับโซฟา จากนั้นก็ตบเผิงเจี่ยอย่างแรงหลายครั้ง
“แช่งสามีฉันให้ตายใช่ไหม? ฉันอยากเห็นนักว่าแกจะมีชีวิตอยู่จนเห็นวันนั้นไหม!”
สวีข่ายอวิ๋นตกใจกับความเกรี้ยวกราดของแม่ตัวเองมาก
เผิงเจี่ยโดนตบจนหูอื้อตาลายไปหมด รอจนเขารู้สึกตัว ก็โดนตำรวจจับใส่กุญแจมือเสียแล้ว
“เผิงเจี่ย มีคนแจ้งว่าคุณทำธุรกิจที่ทุจริต ขโมยความลับของบริษัทหนึ่งไปขายให้กับอีกบริษัทหนึ่ง ทั้งยังสั่งให้พนักงานของตนประพฤติตนมิชอบ ทำลายสิทธิ์และผลประโยชน์ของผู้อื่นอย่างร้ายแรง และเรามีหลักฐานว่าคุณทำเรื่องทุจริตดังกล่าวอย่างชัดเจน จึงต้องดำเนินการตามกฎหมาย”
เผิงเจี่ยได้ยินก็มองไปที่คุณแม่สวีอย่างว่างเปล่า ก่อนจะกล่าวอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ฉันเป็นน้องชายแท้ ๆ ของพี่นะ ทำไม…”
“หลานเต่า*[2] อย่างแกยังมีหน้ามาถามว่าทำไมอีกเหรอ?” คุณแม่สวีโกรธจนพุ่งไปตบเขาอีกรอบ “ตอนแกวางแผนทำร้ายฉัน ทำไมแกไม่คิดว่าฉันเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของแกบ้าง พอถึงตอนนี้ถึงได้รู้ว่าตัวเองเป็นน้องชายของฉันเหรอ ถุย! เข้าคุกไปซะไป๊!”
เพราะแบบนี้ เผิงเจี่ยที่มีใบหน้าเหมือนหมูบวมปูดจึงโดนตำรวจพาตัวไป
แม้จะพ่นผ่อนลมหายใจออกมาแรง แต่คุณแม่สวีกลับดูไม่มีความสุขเท่าไหร่ ขณะมองภาพเผิงเจี่ยที่เดินหลังค่อมจากไป ‘ติ๊ง’ น้ำตาเธอก็ไหลออกมา ทำไมล่ะ ทำไมถึงต้องสนใจสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเองด้วย?!
เมื่อเห็นแม่เป็นแบบนั้น สวีข่ายอวิ๋นก็รู้สึกปวดใจมาก
คุณแม่สวีเช็ดน้ำตา แววตาไม่แสดงความอ่อนแออีก แล้วก็กล่าวว่า “ไป เราต้องขอบคุณอาจารย์เฝ่ย ถ้าไม่ได้เธอ ครอบครัวของเราอาจถูกหลอกไปตลอดก็ได้”
ตอนคุณแม่สวีได้ยินคำพูดและการกระทำที่ไม่เคารพต่ออาจารย์เฝ่ยของสวีข่ายอวิ๋นก่อนหน้านี้มาแล้ว เธอจึงสอนบทเรียนให้แก่เขา เธอเตรียมซองอั่งเปาจำนวนมากจนน่าตกใจมาด้วย แต่จางเฉิงกลับหยุดเธอไว้
จางเฉิงพูดอย่างรู้สึกละอายใจว่า “อาจารย์เฝ่ยเป็นคนซื่อสัตย์และไม่ใส่ใจเรื่องเงินทอง เพราะงั้นจ่ายเงินสามพันหยวนสำหรับค่าดูฮวงจุ้ยให้ก็พอครับ เพราะถ้าให้มากกว่านี้ คุณป้าจะฝ่าฝืนกฎของอาจารย์ ส่วนเงินนี่ คุณสามารถนำไปบริจาคที่ไหนก็ได้ ผมคิดว่าอาจารย์เฝ่ยน่าจะดีใจที่ได้เห็นคุณป้าทำความดีนะครับ”
“โอ้ เสี่ยวเฉิงพูดถูก” คุณแม่สวีส่งซองกระดาษอีกซองให้หญิงสาว เมื่อเห็นเฝ่ยไป๋ลู่รับไปแล้ว จึงได้ใจเย็นลง
“ไปละ” ในเมื่อเรื่องคลี่คลายแล้ว เฝ่ยไป๋ลู่จึงกล่าวลา
พอส่งอาจารย์เฝ่ยจากไป คุณแม่สวีก็หันมองจางเฉิงอย่างพึงพอใจ “ว่ากันว่าคนโง่มักโชคดี เมื่อก่อนฉันไม่เชื่อ แต่ตอนนี้เชื่อแล้ว ลูกชายโง่ ๆ ของฉันมีเพื่อนอย่างเธอ ก็ถือเป็นโชคของเขา”
สวีข่ายอวิ๋น “?”
……
พอเฝ่ยไป๋ลู่กลับถึงบ้านก็ดึกแล้ว และทันทีที่ออกจากลิฟต์ ก็ถูกคนขวางไว้ตรงประตูหน้าห้อง
“คุณเฝ่ย เจ้านายของผมต้องการเชิญคุณไปดูดวงชะตาให้ คุณว่างเมื่อไหร่ครับ? พวกเรามานัดเวลากันดีไหม?”
ทุกวันนี้เฝ่ยไป๋ลู่ได้รับความนิยมอย่างมากบนอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ต่อต้านการหลอกลวงและปลอมแปลง ทุกคนจึงประจักษ์ถึงความสามารถของเธอ กระทั่งมีข้อความส่วนตัวมากมายส่งเข้ามา พวกเขาเหล่านั้นถึงกับยอมจ่ายราคาสูงเพื่อพบหน้าเธอด้วย
แต่อันที่จริงแล้ว ทุกคนระมัดระวังมากและยังคงเลือกเฝ้าดูสถานการณ์ต่อไปอีกสักหน่อย ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เธอรู้สึกสบายใจ
ส่วนเฉินซีเป็นข้อยกเว้น เขาในตอนนี้ดูป่วยการณ์จะพูดด้วยมาก
ส่วนสาเหตุที่เขาเป็นข้อยกเว้นนั้น ก็เพราะเขามาหาเธอด้วยเรื่องชวนปวดหัวประจำอยู่แล้ว
เฝ่ยไป๋ลู่หยุดมองผู้ชายตรงหน้า ชายผู้คิดว่าตัวเองคือเติ้งหลง*[3]กลับชาติมาเกิด ก่อนเธอจะกล่าวเยาะเย้ย “ทั้งที่ต้องการเชิญฉันไปทำนายดวงชะตา แต่กลับไม่มาเอง แล้วส่งคุณที่เป็นเลขามาแบบนี้เนี่ย นี่คือความจริงใจของเจ้านายคุณเหรอคะ?”
อุตส่าห์ส่งผู้ช่วยมาทั้งที แต่ทั้งคำพูดและกิริยาท่าทางของคนคนนี้กลับไม่ให้เกียรติเธอเลยแม้แต่น้อย ทำทีอย่างกับคิดว่าสามารถควบคุมเธอได้ยังไงยังงั้น แล้วแบบนี้จะไม่ให้เธอโมโหได้ยังไง?
หากจะขอร้องคนอื่นก็ต้องอ้อนวอนอย่างจริงใจสิ!
“เจ้านายของผมมีสถานะพิเศษมาก เวลาออกไปไหนมาไหนก็มีแต่แฟนคลับตามติด และต้องมีบอดี้การ์ดคุ้มกันตลอดเวลา แล้วเขาจะออกมาพบคุณได้ยังไง” เติ้งหลงสีหน้าดูไม่ดีเล็กน้อย
“คุณคงไม่รู้สินะว่าเจ้านายของพวกเราคือใคร เจ้านายของพวกเราก็คือซูเปอร์สตาร์หญิงที่กำลังมาแรงชื่อ หวังซิน!”
เขาเน้นย้ำสองคำสุดท้ายเป็นพิเศษ ขณะหรี่ตามองเฝ่ยไป๋ลู่ รอดูเธอหน้าถอดสี
“ใครอะ ไม่รู้จัก”เฝ่ยไป๋ลู่สะบัดผม พอดีกลับที่มีเพื่อนบ้านเดินผ่านมา “ป้าหลี่คะ คุณรู้จักซูเปอร์สตาร์หญิงที่กำลังดังอย่างหวังซินไหมคะ?”
“ไม่รู้จักนะ เธอดังมากไหม เล่นละครเรื่องอะไรล่ะ? เสี่ยวฮวาที่ดังในยุค 90 ก็ยังมาแรงอยู่นะ” ป้าหลี่ถามสามคำถามรวด จนเติ้งหลงหน้าเจื่อน
เฝ่ยไป๋ลู่ยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ “ฉันก็ไม่รู้จักเหมือนกัน แต่คนคนนี้มาขวางฉัน แล้วบอกว่าตัวเองเป็นเลขาของหวังซิน…”
ป้าหลี่มองเติ้งหลงอย่างระมัดระวัง “แกเป็นพวกนักต้มตุ๋นใช่ไหม ใช้ตัวตนของดาราหญิงมาหลอกแฟน ๆ ที่ไม่รู้จักหวังซิน รีบไปเลยนะ ถ้ายังไม่ไปฉันจะแจ้งตำรวจ” พูดจบ หญิงชราก็รีบเอาโทรศัพท์ออกมา
เติ้งหลงกลัวว่าถ้าตำรวจมาหวังซินจะโดนหางเลขไปด้วย จึงทำได้แค่โมโหแล้วจากไป
“เสี่ยวเฝ่ยเอ๋ย ถ้าเจอคนโรคจิตแบบนี้อีกอย่าประมาทเชียวนะ…”
เติ้งหลงเดินไปไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงของป้าหลี่แว่วมา เส้นเลือดบนหน้าผากของเขาพลันปูดโปน “ให้ตายเถอะ!”
พอเขาหัวเย็นลงจึงโทรหาหวังซิน “บอสครับ เฝ่ยไป๋ลู่หยิ่งมากเธอไม่ไว้หน้าเรา แม้แต่นิดเดียว…”
ไม่รู้ว่าคนในสายพูดอะไร แต่เติ้งหลงพลันตีหน้าโกรธเกรี้ยว และกล่าวย้ำอย่างหนักแน่นว่า “ผมจะเตรียมการเดี๋ยวนี้!”
[1] ผดุงความยุติธรรมอันยิ่งใหญ่เอาไว้ หมายถึง ญาติ คนใกล้ชิด เมื่อรวมกันแล้วแปลว่า ด้วยผดุงซึ่งคุณธรรมอันยิ่งใหญ่จึงสามารถลงโทษได้ แม้จะเป็นญาติมิตร หรือใช้อธิบายคนที่ต้องผดุงไว้ซึ่งความถูกต้อง เมื่อพบว่าญาติมิตรตัวเองทำผิดก็ต้องลงโทษตามกฎโดยไม่มีการลำเอียง มักใช้กับเหล่าข้าราชการที่ต้องทำงานเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม
[2] หลานเต่า มาจากนิทานพื้นบ้านของจีน ว่าด้วยเรื่องเต่าที่ต้องการฉกฉวยประโยชน์จากลูกสุนัข เพื่อให้ได้รับอาหารยามขาดแคลน หรือสื่อว่า ‘คนอกตัญญู’ นั่นเอง
[3] เติ้งหลง คือ หนึ่งในขุนพลของเล่าเปียวในเรื่องสามก๊ก