เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 33 จดหมายเชิญ
บทที่ 33 จดหมายเชิญ
ผูเหมี่ยวอธิบายขึ้น “คุณชายสามเวินส่งจดหมายเชิญมา ดังนั้นเราจึงต้องไว้หน้าเขาบ้าง แต่เนื่องจากสถานะพิเศษของเราจึงไม่สามารถปรากฏตัวที่งานเลี้ยงได้ คุณเองก็ยังสาวยังสวย เราทุกคนต่างเห็นพ้องว่าคุณควรเป็นตัวแทนของกรมตำรวจไปที่นั่นครับ”
เฝ่ยไป๋ลู่ยังคงต้องการปฏิเสธ แต่ผูเหมี่ยวกลับเป็นผู้นำการตัดสินใจไปก่อนก้าวหนึ่งแล้ว “คุณเฝ่ยจะต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายข้างต้นได้สำเร็จแน่นอน ดังนั้นก็ตามนี้แหละนะ”
“…” เอาเถอะ ถือว่าได้ไปกินบุฟเฟต์ฟรีแล้วกัน สุดท้ายเฝ่ยไป๋ลู่ก็ไม่ปฏิเสธอีก และยอมตอบรับคำเชิญ
ทว่าพอถึงวันจัดงานเลี้ยง หญิงสาวกลับถูกพนักงานต้อนรับหยุดไว้เสียตั้งแต่ด้านนอกโรงแรม
“คุณครับ ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับคุณนะ” พนักงานต้อนรับมองเฝ่ยไป๋ลู่ขึ้น ๆ ลง ๆ แม้ว่าคนตรงหน้าจะสวยบริสุทธิ์ แต่เธอกลับสวมเสื้อผ้าลำลองไร้ยี่ห้อตัวหลวมโคร่ง จนแม้แต่เขาก็ยังแต่งตัวดีกว่าเธอเสียอีก แค่ดูก็รู้แล้วว่าไม่ได้รับจดหมายคำเชิญ คงคิดจะแอบเข้าไปหาผู้สนับสนุนรายใหญ่ด้วยรูปลักษณ์ของตัวเองละสิท่า
วันนี้เขาเจอพวกนักต้มตุ๋นแบบนี้มาหลายคนแล้ว บางคนถึงกับปลอมจดหมายเชิญด้วยซ้ำ แต่พอถูกเขาเปิดโปง คนเหล่านั้นก็ล่าถอยไปด้วยความโกรธและสิ้นหวัง
[ฮ่า ๆ ๆ สมควรโดนรังเกียจแล้ว]
[ไม่น่าแปลกใจเลยที่หนุ่มน้อยคนนี้จะไม่ชอบ เสื้อผ้าที่ไป๋ลู่ใส่อยู่ราคาเพียง 9.9 หยวนพร้อมค่าจัดส่งฟรี ใส่เสื้อผ้าประเภทนี้ไปร่วมงานเลี้ยงที่จัดโดยคุณชายสามเวิน มีเพียงสองคำเท่านั้นที่จะมอบให้ อุกอาจ!]
[ถ้าไม่มีจดหมายเชิญก็อย่าทำให้ตัวเองต้องขายหน้านะ อย่าไปหลงกับกระแสข่าวของคุณชายสามเวินเลย ฉันยังอยากดูไลฟ์สดอยู่นะ ฉันอยากเห็นคุณทำนายโชคชะตาของคนอื่นด้วย!]
[สตรีมเมอร์ท่านหนึ่ง : ฉันก็อยากดูไลฟ์สดเหมือนกัน!]
“รอสักครู่นะคะ” เฝ่ยไป๋ลู่พูดกับหนุ่มน้อยแผนกต้อนรับ พลางก้มลงหาจดหมายเชิญที่พับไว้ ขณะตอบกลับคอมเมนต์ในห้องถ่ายทอดสดไปด้วย “วันนี้จะไม่มีการไลฟ์สดนะคะ แต่จะเป็นการถ่ายม็อกบังแทน”
[ม็อกบัง? เธอจะบอกว่าตัวเองไม่ได้มาเพื่อดูความอลังการของคุณชายสามเวิน แต่มาหาอะไรกิน?]
เฝ่ยไป๋ลู่เลิกคิ้วแล้วถามว่า “ไม่อย่างนั้นจะทำอะไรล่ะ?” คุณชายสามเวินคือใคร สำคัญกว่าของกินไหม
น้ำเสียงอันไร้อารมณ์ของหญิงสาวทำเอาผู้ชมทั้งหลายในช่องไลฟ์สดเงียบกริบไปเป็นแถบ
ทั่วทั้งเมืองเจียงต่างเกิดความปั่นป่วนกับการมาถึงของคุณชายสามเวิน จึงมีผู้คนจำนวนมากถึงกับเดินทางหลายพันไมล์เพื่อเข้าร่วม เพียงเพราะให้ได้พบหน้าคุณชายสามเวิน
แต่ทำไมคุณสตรีมเมอร์สาวคนนี้ถึงทำอย่างกับอาหารบุฟเฟต์สำคัญกว่าคุณชายสามเวินเสียอย่างนั้นเล่า?
“น้องไป๋ลู่ ทำไมเธอถึงมาที่นี่ ถูกขวางไม่ให้เข้าไปหรือเปล่าคะเนี่ย?”
เสียงอันอ่อนโยนดังขึ้น เรียกความสนใจของผู้ที่อยู่ในห้องถ่ายทอดสดไป
[ใครน่ะ เสียงเพราะดีจัง ฟังจากน้ำเสียงดูเหมือนจะรู้จักกับไป๋ลู่ด้วย]
เฝ่ยไป๋ลู่ยังหาจดหมายเชิญไม่เจอ จึงเงยหน้าขึ้นและมองไปที่คนคนนั้น
เป็นเฝ่ยชิงรั่วที่กำลังควงแขนเฝ่ยมาอยู่นั่นเอง เธอยืนอย่างสง่างาม เธอสวมกระโปรงทรงระบายที่มีการออกแบบซ้อนกันหลายชั้นเหมือนกลีบดอกไม้ รอบคอระหงสวมสร้อยคอเด่นสะดุดตา ซึ่งทำให้เธอยิ่งดูบริสุทธิ์และงดงาม
ขณะที่เฝ่ยไป๋ลู่กำลังดูทั้งสองคน ครอบครัวเฝ่ยก็มองเธอเช่นกัน
เฝยชิงรั่วเหลือบมองเสื้อผ้าของเฝ่ยไป๋ลู่ และพบว่าพวกเธอเทียบกันไม่ได้เลย ทำให้หญิงสาวรู้สึกเหยียดหยามและดูแคลนไม่น้อย
เฝ่ยมาขมวดคิ้วหนัก และตะโกนว่า “แกมาทำอะไรที่นี่? จดหมายเชิญสามารถใช้ได้เพียงสองคนต่อหนึ่งคำเชิญเท่านั้น ที่นี่ไม่มีที่สำหรับแก กลับไปเร็ว ๆ อย่าทำให้ตัวเองอับอายที่นี่”
เฝ่ยไป๋ลู่ต้องเคยได้ยินจากที่ไหนสักแห่งว่าเขาได้รับคำเชิญมาร่วมงานเลี้ยง เลยต้องการมาร่วมสนุกด้วยแน่ ๆ …นี่คือสิ่งที่เฝ่ยมาคิด
เฝ่ยมาเตรียมตัวสำหรับวันนี้มานาน เขาไม่สามารถปล่อยให้เฝ่ยไป๋ลู่ทำลายโอกาสและเรื่องดี ๆ ได้!
ใบหน้าของเฝ่ยไป๋ลู่พลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา
เฝ่ยชิงรั่วปลอบใจผู้เป็นพ่อ แล้วพูดกับเฝ่ยไป๋ลู่ว่า “น้องไป๋ลู่ เรามีจดหมายเชิญเพียงใบเดียวเท่านั้น จึงไม่สามารถพาเธอเข้าไปได้ อย่าสร้างปัญหาที่นี่ มันจะไม่ดีถ้าเธอทำให้คุณชายสามเวินโกรธ เธอรีบกลับไปก่อนเถอะ”
พูดเพียงไม่กี่คำ การปรากฏตัวที่นี่ของเฝ่ยไป๋ลู่ก็กลายเป็นการมาสร้างปัญหาเสียแล้ว
พวกเขาถึงกับยกคุณชายสามเวินขึ้นมาพูด ทำให้หนุ่มน้อยพนักงานต้อนรับจ้องมองเฝ่ยไป๋ลู่อย่างประหม่า เพราะเกรงว่าเธอจะมาก่อปัญหาจริง ๆ
เหล่าความคิดเห็นของผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดพลันเดือดดาลขึ้นมา
[ฉันขอถอนคำพูดที่ชมว่าเสียงของยัยนั่นเพราะแล้วกัน! เพราะเธอมันก็เป็นแค่ชาเขียว*[1]ดี ๆ นี่เอง ถ้าไม่ใช่เพราะไป๋ลู่ไม่กลับไปบ้านเฝ่ย คำเชิญนี้จะต้องตกเป็นของไป๋ลู่แน่นอน! เธอเอาเปรียบในฐานะลูกสาวตัวปลอม ทั้งยังแผลงฤทธิ์วางอำนาจต่อหน้าลูกสาวตัวจริง กระทั่งบอกว่าไป๋ลู่กำลังสร้างปัญหา แต่ไป๋ลู่ไม่ได้พูดอะไรสักคำ ทั้งสองคนกลับเป็นฝ่ายพูดเองเออเองตั้งแต่ต้นจนจบ…]
[ไม่น่าแปลกใจเลยที่ไป๋ลู่ไม่อยากกลับไปบ้านเฝ่ย ดูทัศนคติที่ไม่ดีของพ่อคนนี้สิ…]
[พวกเราสามารถด่าไป๋ลู่ได้! แต่พวกคุณสองคนคิดว่าตัวเองเป็นใคร?]
เฝ่ยมาดูจะตระหนักถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอเหลือบมองเฝ่ยไป๋ลู่ และเห็นว่าเธอถือโทรศัพท์ เขาจึงรู้ว่าเธออาจจะกำลังไลฟ์สดอยู่
พอนึกถึงความสูญเสียที่เขาได้รับจากการไลฟ์สดของเฝ่ยไป๋ลู่เมื่อครั้งก่อน จู่ ๆ ใบหน้าของเฝ่ยมาก็ขรึมขึ้น เขาพลันยื่นมือปัดโทรศัพท์ของเฝ่ยไป๋ลู่ “ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่แกจะไลฟ์สดได้นะ หัดมีมารยาทกว่านี้หน่อยได้ไหม!”
ทว่าก่อนเฝ่ยมาจะทำสำเร็จ เฝ่ยไป๋ลู่กลับจับข้อมืออีกฝ่ายไว้ แล้วผลักออกเบา ๆ แต่เขาก็ล้มลงไป
เฝ่ยมามีสีหน้าหวาดกลัว ราวกับว่าเขาได้ย้อนกลับไปในงานเลี้ยงต้อนรับญาติ ตอนที่เฝ่ยไป๋ลู่ผลักจนทำให้ร่างพุ่งลอยไปอย่างควบคุมไม่ได้
เฝ่ยมาลุกขึ้นด้วยความอับอาย และจ้องมองเฝ่ยไป๋ลู่ไม่วางตา
ที่แท้ดาวหายนะนี่ก็กำลังทำให้เขาต้องอับอายต่อหน้าสาธารณะอีกครั้ง!
[นี่มันวิธีโดนรถเรียกค่าเสียหายรูปแบบใหม่*[2] เหรอ?]
[ตาแก่นี่ไร้ยางอายมากนะ เขากระเด็นออกไปเองโดยที่ไป๋ลู่ไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ไหงทำหน้าอย่างกับไป๋ลู่เป็นคนทำเล่า?]
[ขโมยไก่ไม่ได้แล้วยังเสียข้าวสารไปอีก*[3] จุ๊ ๆ]
มุมมองในช่องถ่ายทอดสดมีจำกัด และเฝ่ยไป๋ลู่ก็เคลื่อนไหวเร็วมากจนแม้แต่เฝ่ยชิงรั่วก็มองแทบไม่ทัน
พอเห็นทุกคนมุ่งความสนใจมาทางพวกตน เฝ่ยชิงรั่วก็รู้สึกว่าใบหน้ากำลังร้อนผ่าว เธอรีบกระตุกชายผ้าของเฝยมา พลันตีหน้าผิดหวัง “ถึงเธอจะไม่สบอารมณ์เพราะไม่ได้รับจดหมายเชิญก็เถอะ แต่เธอก็ไม่ควรลงไม้ลงมือ ถ้าพ่อได้รับบาดเจ็บล่ะ เอาอย่างนี้ ฉันเอาที่ของฉันให้เธอดีมะ…”
เฝ่ยมาทำงานอย่างหนักเพื่อให้ได้รับคำเชิญนี้มา เพราะต้องการให้เฝ่ยชิงรั่วได้มางานนี้ แต่พอได้ยินคำพูดของเฝ่ยชิงรั่ว เขาก็รีบปฏิเสธทันที ก่อนเฝ่ยชิงรั่วจะทันได้พูดจบซะอีก “ไม่ได้”
เฝ่ยชิงรั่วรู้ทันความคิดของผู้เป็นพ่อ ก่อนจะแสร้งทำเป็นเขินอาย “แต่น้องไป๋ลู่ก็อยากไปเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นพ่อก็ให้เธอไป…”
เฝ่ยมาพลันชี้นิ้วไปที่เฝ่ยไป๋ลู่ “ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่แกควรมา แกไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมในงานเลี้ยงนี้ ดังนั้นออกไปจากที่นี่ซะ…”
ชาวเน็ตบางคนในห้องถ่ายทอดสดบ่นแทนเฝ่ยไป๋ลู่ว่า [ไอ้สารเลวนี่มันลำเอียงเกินไปแล้ว ถ้าฉันไม่รู้ว่าไป๋ลู่เป็นลูกสาวแท้ ๆ ของมัน ฉันคงคิดว่าไป๋ลู่เป็นลูกสาวตัวปลอมที่เข้ามารับช่วงต่อตัวตนของเธอ!]
และเวลานี้ แอนตี้แฟนบางคนก็ถือโอกาสเยาะเย้ย [นังไป๋ลู่นั่นบอกว่าเธอไม่ได้มาจากตระกูลเฝ่ยไม่ใช่เหรอ ทำไมเธอถึงไร้ยางอายแบบนี้ เธออยากได้จดหมายเชิญของตระกูลเฝ่ยในเวลานี้เนี่ย นี่คงไม่ได้สองมาตรฐานหรอกใช่ไหม?]
[นั่นสิ ทั้งที่ตระกูลเฝ่ยได้รับจดหมายเชิญมา แต่ทำไมไป๋ลู่ที่เป็นคนนอกถึงแอบอ้างสิทธิ์เข้าร่วมงานแบบนี้ล่ะ?]
[ถ้าเป็นฉัน ฉันคงออกไปนานแล้ว คงออกไปตั้งแต่ที่พนักงานต้อนรับห้ามไว้ จะได้ไม่ทำให้ตัวเองต้องขายหน้า]
กระแสความเห็นโจมตีเข้ามาดุจเกล็ดหิมะถาโถม แต่ท่าทีของเฝ่ยไป๋ลู่ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เธอมองไปที่พ่อลูกตระกูลเฝ่ยด้วยท่าทีเฉยเมย “หลีก อย่าขวางทางฉัน”
ทั้งสายตาและน้ำเสียงของเฝ่ยไป๋ลู่ ราวกับสิ่งที่เฝ่ยชิงรั่วพูดก่อนหน้านี้เป็นเพียงการตีก้อนสำลีนุ่ม เฝ่ยชิงรั่วรู้สึกปวดแปลบยามไม่ได้รับความสนใจจากอีกฝ่าย สองมือพลันกำเข้าหากันแน่นโดยที่ไม่รู้ตัว
ระหว่างนั้น เฝ่ยไป๋ลู่ได้หยิบจดหมายเชิญออกมาจากกระเป๋า
หนุ่มน้อยแผนกต้อนรับเพ่งมองจดหมายเชิญสีแดงเข้มตรงหน้า ใบหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไป และดวงตาก็เบิกกว้าง
นี่เป็นจดหมายเชิญสำหรับแขกผู้มีเกียรติเท่านั้น!
ซึ่งคุณชายสามเวินได้แจกเพียงสิบใบ
ผู้หญิงจากครอบครัวที่ดูเหมือนยากจนคนนี้จะได้รับจดหมายเชิญนี้ได้อย่างไร เธอมีความสัมพันธ์กับคุณชายสามเวินยังไงกันแน่?
เมื่อชายหนุ่มคิดถึงตัวเองที่ดูหมิ่นเฝ่ยไป๋ลู่ เหงื่อก็ไหลออกมาเต็มหลัง พลันรู้สึกอยากจะทุบตีตัวเองขึ้นมาตงิด ๆ
ท่าทีของเขาเปลี่ยนไปมาก ทั้งยังกล่าวอย่างประจบประแจงว่า “โปรดยกโทษที่ผมหยาบคายด้วยครับ เชิญไปทางนี้ได้เลย จะมีคนพาคุณไปที่ห้องส่วนตัวครับ”
[1] การบอกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นชาเขียว เป็นการบอกว่า เป็นผู้หญิงที่แอ๊บอ่อนแอ แอ๊บน่าสงสาร
[2] วิธีโดนรถเรียกค่าเสียหาย หมายถึง คนที่สร้างสถานการณ์ว่าตนเองเป็นผู้ถูกกระทำ
[3] ขโมยไก่ไม่ได้แล้วยังเสียข้าวสาร หมายถึง ฉวยโอกาสไม่สำเร็จแถมยังขาดทุนอีกต่างหาก