เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 61 เจตนาที่จะทำร้ายผู้อื่นนั้นไม่ควรมี
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 61 เจตนาที่จะทำร้ายผู้อื่นนั้นไม่ควรมี
บทที่ 61 เจตนาที่จะทำร้ายผู้อื่นนั้นไม่ควรมี
เมื่อเห็นว่าชะตากรรมของหลินจื่อจางที่จะถูกไฟเผาเปลี่ยนไปแล้ว เฝ่ยไป๋ลู่ก็ยุติการเชื่อมต่อ
“ไลฟ์ทั้งสองรายการสิ้นสุดลงแล้ว ต้องจบการถ่ายทอดสดแล้ว”
เมื่อเห็นกระแสความคิดเห็นที่ขอให้เธอเชื่อมต่ออีกครั้ง เฝ่ยไป๋ลู่ก็ส่ายหัวแล้วพูดว่า “ฉันมีอย่างอื่นต้องทำ ดังนั้นฉันจะเริ่มไลฟ์ให้คุณวันอื่น”
ในเมื่อสตรีมเมอร์กล่าวเช่นนี้ ชาวเน็ตในช่องถ่ายทอดสดก็ได้แต่บอกลาอย่างไม่เต็มใจ แล้วค่อยย้อนดูการไลฟ์ในวันนี้ภายหลัง
พอปิดการถ่ายทอดสด เฝ่ยไป๋ลู่ก็นั่งขัดสมาธิ ดูดซับปราณวิญญาณที่มาจากทุกทิศทางเงียบ ๆ
ในอดีตผู้คนต่างศรัทธาในตัวปรมาจารย์ลัทธิเต๋าดุจสมมติเทพ และเมื่อปรมาจารย์กลุ่มนี้ตอบรับคำร้องขอของเหล่าสาวก ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าของคนเหล่านั้น จึงทำให้กำเนิดเทพเจ้าแท้จริงขึ้นมา
ตั้งแต่ยุคของฝูซี*[1] จิ่วเทียนเสวียนหนี่ว์*[2]ในสมัยโบราณ ไปจนถึงหยวนเทียนกัง*[3] และหลี่ฉุนเฟิง*[4]ในยุคศักดินา ตลอดจนถึงเจี่ยงต้าหง*[5]และหลินซุนปี่*[6]ในยุคปัจจุบัน การเขียนหนังสือ การคัดเลือกศิษย์ และการจากไปดั่งตำนานกล่าวขาน ล้วนเป็นไปเพื่อรักษาศรัทธาต่อเทพเจ้าเหล่านั้น
ช่างน่าเสียดายที่ความศรัทธาในยุคปัจจุบันได้เสื่อมสลายไปแล้ว ทำให้ปราณวิญญาณในธรรมชาติ และเทพเจ้าต่าง ๆ จึงค่อย ๆ เลือนหายหรือตายจากไป
แต่ดูท่าเธอจะหลงมาบนเส้นทางอื่นที่ไม่ใช่สายเต๋าเสียแล้ว
ยิ่งชาวเน็ตเชื่อในการไลฟ์สดหลักการอภิปรัชญาของเธอมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งสั่งสมแรงศรัทธาได้มากขึ้นเท่านั้น
หลังจากดูดซับปราณวิญญาณสุดท้ายแล้ว เฝ่ยไป๋ลู่ก็รู้สึกว่า คอขวดของขั้นควบแน่นลมปราณกำลังคลายตัว
พลังอันทรงอานุภาพ และบริสุทธิ์พุ่งออกมาจากร่างกายของเธอ ทำให้เฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ในบ้านสั่นสะเทือน
เฝ่ยไป๋หลู่ลืมตาขึ้นช้า ๆ ปลาหยินและหยางว่ายไปในดวงตาสีดำและสีขาว จากนั้นก็หายไปทันที
กลิ่นอายถูกระงับ ทำให้การสั่นสะเทือนหยุดลงทันที
การขัดเกลาความแข็งแกร่งทำให้เฝ่ยไป๋ลู่ห่อริมฝีปาก
เธอจับงูตัวน้อยที่ลอบกลืนปราณวิญญาณขึ้นมาแล้วพูดว่า “ไปโรงพยาบาลกันเถอะ”
……
เฝ่ยไป๋ลู่ส่งปราณวิญญาณให้กับพ่อแม่บุญธรรมของเธอ
ก๊อก ๆ
ใครบางคนมาเคาะประตูห้องคนไข้
เฝ่ยไป๋ลู่เปิดประตู “ท่านผู้เฒ่า ทำไมคุณถึงมาที่นี่?” หลินหมินเฟิงปรากฏตัวที่ประตู ตามมาด้วยกลุ่มชายและหญิง แต่ละคนถือถุงของขวัญอยู่ในมือ
หลินหมินเฟิงมองเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยรอยยิ้ม “คุณเฝ่ย ยันต์ที่คุณขายให้ผมครั้งก่อนมีประโยชน์มาก อาการปวดหัวของผมบรรเทาลงมากเลย ทั้งตอนกลางคืนก็ยังนอนหลับได้ดี ผมไม่ได้รู้สึกถึงความสบายแบบนี้มานานแล้ว”
“ครั้งที่แล้วคุณช่วยผมไว้ ครั้งนี้คุณก็ช่วยผมอีก แต่กลับไม่เคยขอบคุณคุณอย่างเหมาะสมเลย คราวนี้ผมจึงขอให้ลูกหลานในครอบครัวเตรียมของขวัญมาขอบคุณเป็นพิเศษ อย่าปฏิเสธเลยนะ” เขายกขึ้นมือขึ้น สมาชิกตระกูลหลินที่อยู่ข้างหลังจึงเริ่มเคลื่อนไหว
หลินเจี้ยนเฉิงมาเพื่อเปิดเผยปรมาจารย์จอมโกหก แต่หญิงสาวตรงหน้าเขาห่างไกลจากคนโกหกที่เขาจินตนาการไว้
ครั้นพอเฝ่ยไป๋ลู่ส่งยิ้มให้ ก็ทำเอาหลินเจี้ยงเฉิงตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง
หลังคุณพ่อเกษียณ เขาก็เข้ารับช่วงต่อบริษัทของตระกูลหลิน พอได้ทำงานหนักในโลกธุรกิจมาหลายปี เขามีท่าทางสง่างามจนแม้แต่สมาชิกที่อายุน้อยในตระกูลก็ยังกลัวเขา แต่ท่าทีของเฝ่ยไป๋ลู่ในยามนี้กลับไม่ถ่อมตัวหรือเอาอกเอาใจเขาเลย
เขาสงบสติลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเปิดกล่องของขวัญที่ห่ออย่างหรูหราในมือ และพูดด้วยเสียงแผ่วเบา “นี่เป็นแร่หยกโมราเก่าแก่จากราชวงศ์ชิง กลมเกลี้ยงมีสีดอกกุหลาบเหมาะสำหรับคุณเฝ่ยมาก”
ของทั้งหมดถูกส่งมาถึงประตูแล้ว เฝ่ยไป๋ลู่อดไม่ได้ที่จะต้องรับ “ขอบคุณ มันสวยมาก”
สมาชิกในตระกูลหลินมอบของขวัญให้หญิงสาวและพูดสองสามคำ เฝ่ยไป๋ลู่ยิ้มและขอบคุณพวกเขาทุกคน
เมื่อเห็นว่าเฝ่ยไป๋ลู่รับของทั้งหมดไป หลินหมินเฟิงก็ไม่สามารถหยุดรอยยิ้มบนใบหน้าได้ เขาตบหลินเจี้ยนลี่ “เหลือแกคนเดียว รีบไปเร็ว ยังเป็นผู้ชายอยู่ไหมฮึ?”
“ผมขอไม่ใช่ผู้ชายดีกว่า” หลินเจี้ยนลี่ลดศีรษะลง แล้วยักไหล่ พึมพำด้วยเสียงต่ำ
หลินหมินเฟิงจ้องมอง “แกพูดอะไร ไปเร็วเข้า เสียเวลาคุณเฝ่ย”
“!” หลินเจี้ยนลี่ถูกหลินหมินเฟิงผลักไปข้างหน้า
ร่างกายของเขาเกือบจะสูญเสียการทรงตัวและพุ่งเข้าหาเฝ่ยไป๋ลู่
แต่ในที่สุดก็หยุด!
เฝ่ยไป๋ลู่พูดด้วยรอยยิ้ม “คุณไม่ต้องตื่นเต้นที่ได้พบฉันมากขนาดนั้นก็ได้”
“เหอะ ๆ” หลินเจี้ยนลี่ยิ้มอย่างเชื่องช้า
ถ้ารู้ว่าผู้หญิงที่เขาพบบนถนนเฉาอวี้คือผู้ช่วยชีวิตพ่อ
ต่อให้มอบความกล้าให้เขาสักร้อยเท่า เขาก็ไม่กล้าล้อเธอ
หลินหมินเฟิงสับสน “คุณเฝ่ย คุณรู้จักลูกชายคนเล็กของผมหรือ?”
เฝ่ยไป๋ลู่พยักหน้าเบา ๆ “เคยเจอกันครั้งหนึ่งค่ะ”
“บังเอิญขนาดนั้นเลย? เจี้ยนลี่รีบมอบของขวัญที่แกเลือกให้กับคุณเฝ่ยเร็ว ๆ เข้า” หลินหมินเฟิงประหลาดใจเล็กน้อย และกระตุ้นหลินเจี้ยนลี่ด้วยความสุขมากยิ่งขึ้น
“พ่อ จู่ ๆ ผมก็รู้สึกว่าของขวัญที่ผมเลือกมีค่าไม่พอ คราวหน้าผมจะให้ของขวัญเธอใหม่” หลินเจี้ยนลี่ไม่กล้ามองตรงไปที่เฝ่ยไป๋ลู่
กล่องของขวัญในมือราวกับเป็นเผือกร้อน ที่อยากจะโยนมันทิ้งไปทันที
หลินหมินเฟิงกล่าว “แพงไม่แพง ล้ำค่าไม่ล้ำค่า สำคัญที่สุดอยู่ที่ใจ”
หลินเจี้ยนลี่ได้ยินประโยคนี้เข้าไป ก็เกือบจะร้องไห้ออกมาแล้ว
เฝ่ยไป๋ลู่เห็นว่าใบหน้าของเขาขึ้นสีแดง ดูไม่หยิ่งผยองเหมือนวันนั้นบนถนนเฉาอวี้สักนิด
เมื่อมองแวบแรก ดูเหมือนว่าตอนอยู่บ้านเขาจะมีนิสัยอ่อนน้อมและมีนิสัยดุร้ายตอนออกนอกบ้าน หากเขาไม่ได้รับการอบรมวินัยอย่างเหมาะสม เขาจะต้องประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ในไม่ช้าก็เร็ว และอาจถึงขั้นทำลายครอบครัวด้วยซ้ำ
ผนึกตราประทับที่มีรอยร้าวอาจเป็นอันตรายได้หากมอบให้ผู้อื่น เฝ่ยไป๋ลู่จึงพูดขึ้น “มอบให้ฉันแล้วกัน”
หลินเจี้ยนลี่ตกใจกับคำพูดของเธอ เมื่อเห็นเฝ่ยไป๋ลู่เลิกคิ้ว ก็กลัวว่าเธอจะเปลี่ยนใจ เขาจึงรีบส่งของให้เธอ
หลินหมินเฟิงรู้ดีว่าลูกชายของเขาเป็นอย่างไร เขาจึงมองหลินเจี้ยนลี่อย่างสงสัย
เขามาที่นี่เพื่อเอาใจเฝ่ยไป๋ลู่และต้องการสานสัมพันธ์อันดีกับปรมาจารย์ตัวจริง ดังนั้นอย่าปล่อยให้ลูกชายตัวแสบทำเธอขุ่นเคืองจะดีกว่า
ตระกูลหลินร่ำรวยและของขวัญที่พวกเขามอบให้ก็มีค่า แต่เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ชอบได้รับความกรุณาจากผู้อื่น ดังนั้นจึงมอบยันต์ให้แต่ละคน
แม้ว่าคนในตระกูลหลินจะไม่เชื่อเรื่องโชคลาง แต่พวกเขาก็ไม่ได้แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา
หลินหมินเฟิงบอกให้ลูกหลานเก็บไว้กับตัว จากนั้นกล่าวขอบคุณเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยรอยยิ้ม และจากไปพร้อมกับคนอื่น
ทันทีที่เขาพ้นจากสายตาของเฝ่ยไป๋ลู่ ใบหน้าของหลินหมินเฟิงก็มืดมนลง
เขามองหลินเจี้ยนลี่ด้วยท่าทางคุกคาม “เกิดอะไรขึ้น แกได้สร้างปัญหาข้างนอกหรือเปล่า?”
หลินเจี้ยนลี่ถึงกับขาอ่อน เขากลัวพ่อโกรธมาตั้งแต่เด็กแล้ว
เมื่อทนแรงกดดันไม่ไหว จึงเล่าทุกอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่ถนนเฉาอวี้ในวันนั้นให้ผู้เป็นพ่อฟัง
“แกต้องระวังคนอื่น และต้องไม่มีเจตนาทำร้ายผู้อื่น เจ้าเด็กนี่บ้าไปแล้ว แกจะต้องทนทุกข์ทรมานมากมายในอนาคตแน่” หลินหมินเฟิงโกรธมากจนฟาดเขาด้วยไม้เท้า “ทุกวันนี้ฉันแก่แล้ว ควบคุมแกไม่ได้ ตอนนี้ปล่อยให้พี่ชายคนโตของแกดูแลแกละกัน เลิกยุ่งกับเพื่อนที่ไม่ดีของแกซะ และไปทำงานกับพี่ชายคนโตในบริษัทเป็นเวลาสามปี”
หลินเจี้ยนลี่พร่ำบ่นไม่รู้จบ แต่เขาไม่กล้าแม้แต่จะต่อรอง
อีกด้านหนึ่ง เฝ่ยไป๋ลู่ทิ้งตราประทับและบริจาควัตถุโบราณอื่น ๆ แก่พิพิธภัณฑ์
เมื่อหลินหมินเฟิงได้ยินข่าว เขาก็ถอนหายใจ “ท่านอาจารย์เป็นคนตรงไปตรงมาจริง ๆ…”
เฝ่ยไป๋ลู่เพิ่งออกมาจากพิพิธภัณฑ์ โจวอี้เจียก็ส่งข้อความมา
[พี่สาว ฉันถูกผู้จัดการขังไว้ในโรงแรม]
[เรื่องคราวก่อนก็เป็นความคิดของคุณหวัง และตอนนี้เขาก็กำลังจะมาแล้ว (QAQ) ผมควรทำยังไงดี พี่สาว พี่มาช่วยผมหน่อยได้ไหม?]
เฝ่ยไป๋ลู่เหยียดริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย
พวกเขาดูจะหลงคิดว่าเธอชอบทำตัวเป็นฮีโร่ที่คอยพิทักษ์ความดีงามและกระตือรือร้นที่จะทำความดี พวกเขาจึงมั่นใจว่าเธอย่อมไม่อยากเห็นโจวอี้เจียต้องทนทุกข์ ดังนั้นจึงใช้วิธีนี้เพื่อหลอกล่อเธอไป
แต่หญิงสาวหน่ายกับการอดทน จึงให้ความร่วมมือกับการแสดงของพวกเขา เฝ่ยไป๋ลู่พิมพ์คำสองคำ [ที่อยู่]
โจวอี้เจียรู้สึกมีความสุข จึงส่งตำแหน่งและหมายเลขห้องให้
ไม่นาน เฝ่ยไป๋ลู่ก็มายืนอยู่หน้าประตูห้องพักในโรงแรมที่อีกฝ่ายส่งมาให้ และเธอก็สัมผัสได้ชัดเจนถึงจิตสังหารของปรมาจารย์เต๋าสองคนที่อยู่ข้างใน
ทั้งที่เป็นคนมีน้ำใจ แต่ทำไมต้องเป็นเหมือนหนูในรางน้ำ ไม่กล้าแสดงตัวตนที่แท้จริงให้คนอื่นเห็นด้วย
ทันใด พอเสียง ‘เอี๊ยด’ ดังขึ้น ประตูก็ถูกผลักเปิดออก
ดวงตาของเฝ่ยไป๋ลู่เย็นชา ขณะเดินตรงเข้าไป
[1] ฝูซี คือ เทพแห่งไฟตามความเชื่อของชาวจีน
[2] จิ่วเทียนเสวียนหนี่ว์ หรือเทวนารีแห่งสวรรค์ชั้นเก้า คือ เทพสตรีที่บูชากันในลัทธิเต๋า
[3] หยวนเทียนกัง เป็นโหราธิบดีหรือนักทำนายในช่วงต้นราชวงศ์ถัง (573-เมษายน 645)
[4] หลี่ฉุนเฟิง เป็นนักการเมือง นักดาราศาสตร์ และนักคณิตศาสตร์ สมัยต้นราชวงศ์ถัง (602-607 ก่อนคริสตศักราช)
[5] เจี่ยงต้าหง เป็นปรมาจารย์ฮวงจุ้ยและเชี่ยวชาญการใช้แผนภูมิปากหว้า (ค.ศ. 1616-1714)
[6] หลินซุนปี่ คือ นักกวี