เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 62 แล่เนื้อเถือหนัง
บทที่ 62 แล่เนื้อเถือหนัง
เธอไม่เห็นโจวอี้เจียอยู่ในห้องนี้ มีเพียงชายสองคน คนหนึ่งสูงคนหนึ่งเตี้ย
ชายร่างสูงคือฉี่ลี่ พอเขาเห็นเฝ่ยไป๋ลู่มาคนเดียว ก็ส่งเสียงเหยียดหยาม
กลิ่นอายปราณซึ่งแผ่จากกายเธอทั้งเบาบางและธรรมดาราวกับว่าเธอเพิ่งเข้าสู่เส้นทางเต๋า
ปรมาจารย์เต๋าตัวน้อยผู้ลึกลับคงถูกบดขยี้จนตายได้ด้วยนิ้วเดียวเช่นเดียวกับมดได้
ไม่รู้จริง ๆ ว่าทำไมศิษย์พี่หญิงถึงส่งพวกเขาทั้งหมดมาที่นี่
ผู้หญิงรู้แต่วิธีทำเรื่องยุ่งยาก ฉี่ลี่กลอกตาแล้วมองเพื่อน “หานฉือ มาเถอะ เมื่อวานฉันนอนไม่หลับ ขอตัวไปงีบก่อน”
เขากล่าวแล้วเดินเซไปทางห้องนอน
หานฉือดูไม่พอใจเล็กน้อย การฆ่าคนย่อมทำให้คนผู้นั้นแปดเปื้อนไปด้วยไอมรณะ ไอแห่งความชั่วร้าย
ทั้งที่เป็นงานสำหรับสองคน แต่ทำไมเขาต้องทำคนเดียว?
คอยดูเถอะหลังจากฆ่าเฝ่ยไป๋ลู่แล้ว เขาจะไปหาศิษย์พี่หญิงเพียงลำพังเพื่อส่งมอบภารกิจ
หากคิดจะเอาเปรียบ ผลงานก็ต้องเป็นของเขา
และตอนนี้…หานฉือก็หันมองเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยท่าทางน่ากลัว ราวกับต้องการกำจัดแมลงตัวเล็กนี้ก่อน
กริชอันคมกริบในมือของหานฉือเรืองแสงเย็น
บนใบหน้าของหานฉือมีรอยแผลเป็นพาดตั้งแต่ขมับซ้ายจนถึงดั้งจมูก ยิ่งทำให้เขาดูชั่วร้าย “รู้โจวอี้เจียตกอยู่ในอันตราย เธอก็กล้ามาคนเดียว ฉันไม่รู้จะชมเชยว่าเป็นคนใจดีหรือคนโง่เขลากันแน่”
เมื่อได้ยินแบบนี้ เฝ่ยไป๋ลู่ก็หัวเราะ “ฉันรู้ว่าคุณขุดหลุมและรอให้ฉันกระโดดลงไปต่างหาก”
“แกดูใจเย็นนะ” หานฉือประหลาดใจ ทั้งที่รู้ว่ามีกับดัก แต่ก็ยังมา อีกฝ่ายนี่ไม่ต่างกับลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ*[1] จริง ๆ
คิดว่ารู้วรยุทธ์เท่าแมวสามขา แล้วตัวเองจะเป็นผู้กอบกู้อย่างนั้นเหรอ น่าขัน!
ยัยนี่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหน!
หานฉือรังเกียจพวกขี้โอ่ว่าตนเป็นปรมาจารย์เต๋าพรรค์นี้ที่สุด สายตาที่มองหญิงสาวตรงหน้าจึงเต็มไปด้วยความดุร้าย ทันใดนั้น เขาหยิบยันต์ตรึงร่างออกมา แล้วซัดไปทางเฝ่ยไป๋ลู่ ทำให้เธอไม่อาจขยับหรือส่งเสียงได้
ทันใดกริชพุ่งประชิดเข้ามาเรื่อย ๆ ทำให้แววตาของไป๋ลู่ยิ่งเข้มขึ้นจนยากจะคาดเดาอารมณ์
เมื่อเห็นดวงตาสีเข้มคู่นั้น หานฉือก็รู้สึกแปลก ๆ ก่อนเผยยิ้มเหยียดเยาะ “อย่าห่วงไป ฉันจะจัดการโดยที่เธอไม่รู้สึกเจ็บปวดเลย”
กริชอาบไล้ด้วยพลังปราณ เพียงแทงครั้งเดียวก็ทำให้เนื้ออีกฝ่ายถูกเฉือนอย่างง่ายได้
เฝ่ยไป๋ลู่ยังไม่ไหวติงต่อวาจาของอีกฝ่าย ริมฝีปากสีแดงขยับกล่าวว่า “เอาสิ”
หานฉือยิ่งแปลกใจเมื่อเห็นมือของไป๋ลู่ทิ้งลงข้างกาย ชั่วพริบตานั้นยันต์แผ่นหนึ่งพลันทะยานมาโจมตีเขา
“เกิดอะไรขึ้น?” หานฉือต้องการจะขยับตัว แต่กลับพบว่าตนสูญเสียการควบคุมร่างกายไปแล้ว
เขาประคองกริชขึ้นต้าน ขณะนี้ในหัวใจเต็มไปด้วยความสับสน เขามองเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยความหวาดกลัว “เธอแข็งแกร่งกว่าฉันได้ยังไง พลังของเธอ…”
พลังของหญิงสาวตรงหน้า ทั้งทรงพลัง แข็งแกร่งและบริสุทธิ์ไม่น้อย แล้วทำไมก่อนหน้านี้ถึงเบาบางและธรรมดาแบบนั้นล่ะ?
เขาประเมินศัตรูต่ำไป!
เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ หานฉือก็ตะโกนไปทางฉี่ลี่ในห้องนอน
“เรียกไปเถอะ ต่อให้นายกรีดร้อง ก็ไม่มีใครช่วยนายได้หรอก” เฝ่ยไป๋ลู่ประสานนิ้วเข้าด้วยกัน ถือแผ่นยันต์ไว้ระหว่างปลายนิ้วของเธอ
หานฉือเงียบกริบ “…”
เฝ่ยไป๋ลู่คว้ากริชไปจากมือของเขา
ด้วยการตวัดเบา ๆ กริชคมเล่มนั้นก็จ่อบนคอของหานฉือแล้ว “ทำไมนายถึงอยากโจมตีฉัน”
“ศิษย์พี่หญิงขอให้เรา…” ดวงตาของหานฉือเบิกกว้าง ชายหนุ่มต้องการหุบปาก แต่กลับไม่สามารถควบคุมคำพูดที่เปล่งออกจากปากตัวเองได้ “ศิษย์พี่หญิงขอให้เราเลาะเอ็นเถือหนัง เอาเลือดและกระดูกของเธอไป นี่คือภารกิจที่อาจารย์มอบหมาย”
“อาจารย์ของนายคือใคร ชื่ออะไร?” เฝ่ยไป๋ลู่ถามต่อ
หานฉือตอบ “อาจารย์ของเราชื่อหานซุ่นเซิง เขาเป็นปรมาจารย์เต๋าที่ทรงพลังมากและเชี่ยวชาญวิชาค่ายกล”
หานซุ่นเซิง… ชื่อแปลกแฮะ
แต่…ผู้ที่ต้องการหัวใจและกระดูกเต๋าแต่กำเนิดของเธอจะต้องเกี่ยวข้องกับอาจารย์หลินจากตระกูลเฝ่ยแน่
ว่าแต่หานซุ่นเซิงกับอาจารย์หลินคนนั้นเกี่ยวข้องกันยังไงนะ?
เฝ่ยไป๋ลู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ตอนนี้อาจารย์ของนายอยู่ที่ไหน?”
“ฉันไม่รู้ ฉันไม่ได้เจออาจารย์มานานแล้ว ศิษย์พี่หญิงเป็นคนไปพบท่าน มีเธอที่รู้” หานฉือเหงื่อออกเต็มหลัง
เฝ่ยไป๋ลู่ถามหานฉืออีกครั้ง “ใครคือศิษย์พี่หญิง”
ตอนนี้ใบหน้าของหานฉือซีดเผือด ถึงเขาไม่อยากพูด แต่ก็ยังควบคุมตัวเองไม่ได้ “ศิษย์พี่หญิงคือหวังซิน…”
‘เราเคยได้ยินชื่อนี้มาจากไหนหว่า?’ ดวงตาของเฝ่ยไป๋ลู่เป็นประกาย “ติดต่อหวังซิน บอกเธอว่านายทำภารกิจสำเร็จแล้ว และบอกให้เธอมารับซะ”
“ไม่…” ไม่ทันไร จู่ ๆ เลือดก็กระอักออกมาจากปาก
เฝ่ยไป๋ลู่นั่งมองพร้อมแค่นเสียงเย็น
ช่างเป็นวิธีปลิดชีพคนด้วยยาพิษที่โหดเหี้ยมเสียจริง
วิธีการโสมมเช่นนี้ไม่ต่างกับวิชาของอาจารย์หลินแห่งตระกูลเฝ่ยเลย
เฝ่ยไป๋ลู่เดินไปทางห้องนอน ฉี่ลี่ซึ่งถูกควบคุมไว้ก็เป็นลมไปแล้ว ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้
“เราคงเริ่มสืบได้จากหวังซินคนเดียวแล้ว”
ส่วนสองคนนี้…
ดวงตาของเฝ่ยไป๋ลู่เย็นชาเล็กน้อย เธอโจมตีด้วยแรงส่งจากปลายนิ้ว ทำลายรากฐานพลังเต๋าของหานฉือกับฉี่ลี่ในทันที
หากไร้รากฐานพลัง พวกเขาก็เป็นเพียงคนธรรมดาในอนาคต และไม่สามารถเข้าสู่วิถีเต๋าเพื่อคุกคามชีวิตผู้ใดได้อีก
ในเวลาเดียวกัน เฝ่ยไป๋ลู่ก็จัดการความทรงจำของพวกเขา ปกปิดเรื่องของตัวเอง และสร้างความทรงจำเทียมว่าทั้งสองกำลังทะเลาะกันอยู่
หลังจากทำเช่นนี้ย่อมไม่มีใครสงสัยเธอ
เฝ่ยไป๋ลู่สะบัดสิ่งสกปรกบนมือด้วยความพึงพอใจ หันหลังกลับ และกำลังจะออกไป แต่ก็พบว่าประตูโรงแรมถูกล็อก
เฝ่ยไป๋ลู่กำหมัดแน่น เธอกำลังคิดว่าจะเปิดประตูด้วยแรงดีหรือไม่ ทว่าจู่ ๆ ประตูโรงแรมก็เปิดออกพร้อมเสียงดัง ‘คลิก’
แสงจ้าจากทางเดินสลัวลงทีละน้อย ในขณะที่เฝ่ยไป๋ลู่มองผู้มาเยือนด้วยสีหน้ามืดมน
ผู้ที่จะมาในเวลานี้น่าจะเป็นหวังซินหรือไม่ก็หานซุ่นเซิง
“คุณเฝ่ย…” ใบหน้าหล่อเหลาของชายคนนั้นสู้แสง ดวงตาสีเข้มของเขาราวกับดาวเคราะห์เย็น
“คุณมาที่นี่ทำไม?” หัวใจของเฝ่ยไป๋ลู่ดิ่งวูบ กระทั่งหมัดก็ยังไม่คลายตัว
เธอมองเวินสือเหนียนด้วยสายตาที่ระมัดระวัง “กำลังตามสืบฉันอยู่เหรอคะ ถึงได้แอบตามฉันมาน่ะ”
“คุณเฝ่ย ดูคุณจะเข้าใจผมผิดอยู่นะ” เวินสือเหนียนหัวเราะ พร้อมหยิบหยกในกระเป๋าออกมา “หยกนี่มันร้อนและขยับตลอด มันถึงพาผมมาหาคุณ”
เฝ่ยไป๋ลู่เงียบ ก่อนจะพูดว่า “ขอโทษ”
เรื่องที่ว่าผู้ชายคนนี้มีความคิดลุ่มลึก และสติปัญญาก็ยากจะหยั่งวัดคงเป็นความจริง
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ไป๋ลู่คิดว่าเธอเข้าร่วมงานปาร์ตี้ที่ครอบครัวเวินจัดโดยไม่ได้ตั้งใจ ต่อมาจึงได้ทำความรู้จักกับพ่อลูกตระกูลเวิน แล้วคู่พ่อลูกตระกูลเวินก็แนะนำให้เธอรู้จักกับเวินสือเหนียน ถ้าบอกว่าเขาไม่ได้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้ เธอไม่เชื่อจริง ๆ
เมื่อเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม เธอจึงต้องระวังมากขึ้น ไม่อย่างนั้นเธออาจพลั้งตกหลุมพรางที่เขาขุดลงไปก็ได้
“ผมยังคงรอให้คุณรักษาขาอยู่นะ เพราะอย่างนั้นอย่าขอโทษผมเลย” เวินสือเหนียนยิ้มและวางหยกลงในมือของเฝ่ยไป๋ลู่
ปลายนิ้วของเฝ่ยไป๋ลู่แตะลูกประคำซึ่งทั้งเย็นทั้งแข็งบนข้อมือของเขา
ชายหนุ่มเองก็เป็นเช่นเดียวกับหญิงสาว
ประดับรอยยิ้มอ่อนโยนไว้บนใบหน้า ปิดบังกลิ่นอายที่เย็นชา สง่างาม และสันโดษของตน
เฝ่ยไป๋ลู่ถอนมืออย่างใจเย็น แล้วมองหินหยกที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความตาย
การบ่มเพาะจิตเป็นเรื่องยาก และการปกป้องจิตใจก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน
เมื่อเห็นว่าพลังงานแห่งความตายที่ดูดซับไว้ใกล้จะเกินขีดจำกัด หยกซึ่งไม่ต้องการทำลายตัวเองจึงพาเวินสือเหนียนมาหาเธอโดยสัญชาตญาณ
เพียงแต่ว่าการดูดซึมเร็วเกินไปหน่อยมั้ง ภายในไม่กี่วันก็เต็มแล้วเหรอ
ความเร็วนี้เกินความคาดหมายของเฝ่ยไป๋ลู่ไปมาก เธอถือหยกไว้ ขณะที่งูน้อยเขมือบไอพลังนั้นอย่างไร้ความเกรงใจ
ชั่วขณะที่งูตัวน้อยเขมือบ เฝ่ยไป๋ลู่ก็เบิกเนตรหยินหยางเงียบ ๆ เธอสังเกตพลังปราณบนร่างของเวินสือเหนียน
อาจเป็นเพราะการจ้องมองของเธอจริงจังเกินไป เวินสือเหนียนจึงอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมอง และพูดด้วยน้ำเสียงแปลกแปร่ง “คุณกำลังมองอะไรอยู่”
นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้นำตระกูลใหญ่เวิน ชายหนุ่มก็ชินชากับการถูกมองและสายตาที่ผู้คนมองมาที่เขาแล้ว สิ่งเหล่านี้จึงไม่ส่งผลกระทบต่อจิตใจเขาอีก
ทว่าพอไป๋ลู่มองมา เขาก็นับลูกประคำพลาดไปหนึ่งเม็ดเป็นครั้งแรก
เฝ่ยไป๋ลู่รู้สึกว่าการมองหน้ากันระหว่างพวกเขาไม่ใช่เรื่องน่าอาย
ไม่นาน เธอก็ละสายตา ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “พลังงานความตายของคุณเยอะขึ้นนะ”
ทั้งที่หยกดูดซับพลังงานความตายเข้าไปมาก แต่ปริมาณกลับไม่ลด ซ้ำยังมีแต่จะทวีคูณไปอีก
เวินสือเหนียนหยุดนับลูกประคำแล้วพูดว่า “โอ้”
แรงกระตุ้นในจิตใจเบาบางเสียยิ่งกว่าผืนน้ำที่นิ่งสงัดเสียอีก
เฝ่ยไป๋ลู่ประหลาดใจ “ท่าทีเย็นชาแบบนี้ ดูแล้วคุณคงไม่อยากมีชีวิตอยู่สินะ?”
ก่อนหน้านี้เขาพร่ำแต่อยากจะมีชีวิตอยู่ จนร้องขอยันต์จากเธอ แต่ตอนนี้กลับมีท่าทางตายด้าน
“ชีวิต ความตาย ความมั่งคั่ง และเกียรติยศ ทุกสิ่งล้วนถูกกำหนดโดยโชคชะตา” เวินสือเหนียนพูดอย่างไร้ความรู้สึก “ถ้าคุณสมควรตาย คุณจะตาย ถ้าคุณไม่สมควรตาย ก็มีทางออกเสมอ”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ เฝ่ยไป๋ลู่ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “คุณฉลาดไม่น้อยเลย”
เวินสือเหนียนพูดอย่างจริงจัง “หากคุณต้องการสติปัญญาของผม ก็รับผมเป็นศิษย์”
“ฉันไม่รับลูกศิษย์หรือสั่งสอนใคร คุณชายสามเวิน กรุณาอย่าล้อเล่น” เฝ่ยไป๋หลู่ก้มหน้าลง และบรรยากาศอันตึงเครียดก็หายไป
เธอส่งแร่หยกที่ดูดซับพลังแห่งความตายให้กับเวินสือเหนียน “ไปกันเถอะ เราอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว”
เวินสือเหนียนเหลือบมองในห้อง เห็นราง ๆ ว่าชายสองคนนอนอยู่บนพื้น แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไร หันกลับอย่างใจเย็น แล้วพูดว่า “นี่คือที่ของผม ไม่ต้องห่วง จะไม่มีสิ่งใดสาวถึงตัวคุณเด็ดขาด”
เฝ่ยไป๋ลู่ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบสนอง
โรงแรมนี้เป็นของเวินสือเหนียน การลดการเฝ้าระวังจึงง่ายดายสำหรับเขา
การลบสิ่งของหรืออาคมล้วนเป็นดาบสองคม แต่ตอนนี้พวกเขายังไม่ต้องกังวลว่าบุคคลที่สามจะมาพบเข้า
หลังทั้งสองจากไป ฉี่ลี่กับหานฉือในห้องก็คร่ำครวญด้วยความเจ็บปวดและค่อย ๆ ฟื้น
ทันทีที่พวกเขาลืมตา มองเห็นกันและกัน ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยโทสะ ความเกลียดชังอย่างสุดซึ้ง
……
โจวอี้เจียตรวจสอบข้อความในโทรศัพท์ของเขาเป็นครั้งคราวด้วยความวิตกกังวลและไม่สบายใจ
แต่เมื่อคำนึงถึงว่า คนที่เดบิวต์พร้อมกับเขา ต่างก็มีต้นทุนที่ดีกว่าทั้งนั้น มีเพียงการแสดงของเขาที่ดูจะไร้ความเร้าใจเท่าที่ควร
โจวอี้เจียก็ตัดสินใจและส่งข้อความถึงเฝ่ยไป๋ลู่ [พี่สาว]
เฝ่ยไป๋ลู่ตอบอย่างรวดเร็ว [ไม่ต้องห่วง ฉันจะแจ้งหน่วยงานควบคุมสถานีวิทยุ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ของภาครัฐ และตำรวจ พร้อมมอบหลักฐานที่คุณให้ฉัน เขาจะไม่กล้าคุกคามคุณอีก]
โจวอี้เจียสับสน
ทั้งที่เหมือนจะเข้าใจว่าอีกฝ่ายสื่ออะไร แต่พออ่านวนหลายรอบกลับไม่เข้าใจ
เขาส่งข้อความให้เฝ่ยไป๋ลู่ไม่น้อย โปรดิวเซอร์หวังและผู้จัดการของเขาก็อัดคลิปขู่เขาทั้งในที่แจ้งและที่ลับ
แต่ถ้าเขายังแสร้งทำไขสือ เล่นตัวไม่ยอมให้เฝ่ยไป๋ลู่รายงาน เขาจะไม่ส่งตัวเองไปตายหรือ?
แต่ถ้าเขายอม นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาทำให้โปรดิวเซอร์หวังขุ่นเคืองเหรอ เขาจะยังอยู่ในวงการต่อไปได้อย่างไรในอนาคต จะอธิบายให้ผู้จัดการและบริษัทฟังอย่างไร?
จบแล้ว จบเห่! แผนการของไป๋ลู่ล้ำลึกเกินไป เขาตามไม่ทันแล้ว
……
หวังซินไม่สบายใจเล็กน้อยหลังจากไม่รับข่าวคราวจากอีกฝั่ง และพอเธอไปถึง ก็เห็นพวกเขาสองคนสู้กันวุ่นวาย
“หยุด รากฐานพลังของพวกคุณถูกทำลายได้ยังไง เฝ่ยไป๋ลู่ทำเหรอ” เธอถามตรงประเด็น
“เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ได้มา แต่เขาคิดจะเอาอาวุธวิเศษที่ศิษย์พี่ให้ผมไป!” หานฉือเงยหน้าขึ้นมองแล้วพูด “ผมไม่ได้มอบให้เขา หลังจากพูดไม่กี่คำ ฉี่ลี่ก็ทำลายรากฐานพลังผม ศิษย์พี่หญิงต้องให้ความเป็นธรรมกับผมนะ”
ฉี่ลี่จ้องหานฉือด้วยท่าทางราวอยากจะกินเลือดกินเนื้อ “ศิษย์พี่หญิง ผมผิดไปแล้ว ผมแค่อยากยืมมาดู แต่หานฉือเล่นงานผมก่อน”
หน้าผากของหวังซินเต้นตุ้บ ๆ เธอเคยได้ยินเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างสองคนนี้
แต่ไม่คาดคิดว่าพวกเขาจะชังกันจนถึงกับทำลายรากฐานพลังของกันและกัน
โชคดีที่เฝ่ยไป๋ลู่ไม่มา ไม่เช่นนั้นถ้าเห็นฉากนี้ อีกฝ่ายจะต้องรู้ตัวแน่ และการล่อเธอออกมาย่อมยากขึ้น
แต่มันเป็นงานที่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์… หวังซินหายใจเข้าลึก ๆ ระงับความร้อนรุ่มในอก
หานฉือมองหวังซินด้วยความหวัง “ศิษย์พี่หญิง คุณช่วยผมสร้างรากฐานพลังใหม่ได้ไหม”
“ไม่” เสียงของหวังซินเย็นชา ก่อนจะหันหลังกลับและจากไป
ผู้ที่สูญเสียรากฐานพลังก็ไม่ต่างกับเศษเดน
ไร้ค่าเกินกว่าจะเก็บไว้
พอกลับมาถึงรถ หวังซินก็เตรียมใจก่อนโทรหาหานซุ่นเซิง
เธอพยายามสงบสติอารมณ์อย่างเต็มที่ “อาจารย์คะ เราล้มเหลว เฝ่ยไป๋ลู่ไม่มา…”
อีกด้านหนึ่งของโทรศัพท์เงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นเสียงแหบแห้งก็ดังขึ้นว่า “ฉันให้เวลาเธออีกหนึ่งสัปดาห์”
หวังซิน “ค่ะอาจารย์”
หลังจากวางสายแล้ว หานซุ่นเซิงก็ไม่สามารถซ่อนความกังวลบนใบหน้าของเขาได้ “เปล่าประโยชน์ เปล่าประโยชน์ ไร้ประโยชน์กันหมด พวกเขาจับคนที่เพิ่งเริ่มฝึกไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“เฝ่ยไป๋ลู่เป็นคนฉลาดและเจ้าเล่ห์ไม่น้อย หวังซินจะจับเธอไม่ได้ก็ไม่แปลก” อาจารย์หลินกล่าว
หานซุ่นเซิงเหลือบมองอีกฝ่ายแล้วพูดขึ้น “ลูกศิษย์ใหญ่ของฉันเป็นที่ชื่นชอบของนาย นายถึงพูดเพื่อเธอแบบนี้”
อาจารย์หลินยิ้มบาง และเลียริมฝีปาก ราวกับลิ้มรสความหวานล้ำซึ่งมาจากร่างของหวังซิน
“ไม่ต้องกังวล ศิษย์พี่รอง ฉันรู้จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของเฝ่ยไป๋ลู่”
“หากคุณเข้าใจจุดอ่อนของเธอ คุณก็ไม่ต้องกลัวว่าจะจับเธอไม่ได้”
“โอ้” หานซุ่นเซิงถาม “จุดอ่อนของเธอคืออะไร”
ดวงตาของอาจารย์หลินเป็นประกายด้วยความชั่วร้าย “พ่อแม่บุญธรรมของเธอ”
[1] ลูกวัวเพิ่งเกิดไม่รู้จักเสือ เป็นความเปรียบถึง คนหนุ่มสาวที่มีความมุ่งมั่นไร้ความกังวล จึงกล้าแสดงออก แต่ในขณะเดียวกันความกล้านั้นอาจนำภัยมาสู่ตนโดยไม่รู้ตัว