เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 70 ชีวิตมนุษย์ก็เหมือนน้ำค้างแข็ง
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 70 ชีวิตมนุษย์ก็เหมือนน้ำค้างแข็ง
บทที่ 70 ชีวิตมนุษย์ก็เหมือนน้ำค้างแข็ง
“อาจารย์คะ ฉันส่งรูปลูกชายให้คุณทางแชตส่วนตัวแล้ว ฉันอยากจะขอให้คุณช่วยทำนายว่าปีนี้ลูกชายของฉันจะเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ได้หรือเปล่า?”
ตามคำขออันร้อนแรงของแฟน ๆ ที่ให้เฝ่ยไป๋ลู่เชื่อมต่อกับผู้โชคดีคนที่สาม และผู้โชคดีท่านนี้ต้องการถามเกี่ยวกับการศึกษาของลูกชาย
เฝ่ยไป๋ลู่มองหญิงสาววัยกลางคนในจอ แล้วมองรูปถ่ายที่ส่งมาทางแชตส่วนตัว เธอเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยว่า “แทนที่จะถามเรื่องการศึกษาของลูกชาย ฉันคิดว่าคุณควรไปตรวจหาความสัมพันธ์ทางสายเลือดดีกว่าค่ะ”
“นี่มันหมายความว่ายังไง?” หญิงวัยกลางคนงุนงง
“ดูใบหน้าคุณแล้ว คุณเคยตั้งครรภ์ แต่ทารกคนอ่อนแอและคุณไม่ได้มีวาสนาได้เป็นแม่ลูกต่อกัน และรูปที่คุณให้ฉัน เด็กผู้ชายคนนี้ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับคุณ แต่กลับมีความผูกพันทางสายเลือดกับสามีคุณค่ะ”
เฝ่ยไป๋ลู่กระแอมแล้วพูดต่อว่า “กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ที่คุณเลี้ยงดูคือลูกของสามีกับเมียน้อย”
ข้อมูลในประโยคนี้คือระเบิดอานุภาพรุนแรง!
ข้อความที่วิ่งผ่านหน้าจอราวกับเกล็ดหิมะลอยละล่องผ่านไป
[หย่าเถอะ]
[ไม่ถูกสิ เลิกเลย!]
[ทุกวันนี้ฉันก็กลัวการแต่งงานและมีลูก โสดแล้วก็ไม่มีลูกมันช่างสงบสุข ผู้ชายคนไหนอย่าแม้แต่จะคิดวางแผนเรื่องเงินของฉัน บ้านของฉัน แล้วก็ท้องของฉัน!]
[น่าสงสารมากเลยอ่า มาขอเรื่องการศึกษาลูกด้วยความสุขใจล้นปรี่ ผลสุดท้ายโดนบอกว่าลูกที่เลี้ยงมาเป็นลูกของสามีกับคนอื่น นี่คือการถูกโจมตีที่ถึงตายได้สำหรับแม่ทุกคนเลยก็ว่าได้ใช่ไหม?]
หญิงวัยกลางคนโงนเงนจนแทบล้ม เธอกัดฟันและพูดอย่างเคียดแค้น “เจี่ยงจง ไอ้คนสารเลว…” ทันใดเธอก็ตัดการเชื่อมต่อ มองแวบเดียวก็รู้ว่าเธอกำลังจะไปชำระบัญชีกับสามีสารเลว
เฝ่ยไป๋ลู่จบการถ่ายทอดสดในวันนี้ เธอนั่งขัดสมาธิทำสมาธิ ขัดเกลาปราณวิญญาณที่มาจากทุกทิศทาง
ในเวลาเดียวกันนี้ อิงเจ๋อที่ถูกนำตัวส่งมารักษาที่โรงพยาบาลก็ได้สติฟื้นขึ้นมา
“อิงเจ๋อ นายกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่? ทำไมถึง…” ผู้จัดการหลี่หยางพยายามควบคุมตัวเองด้วยการสูดหายใจ เขาผุดลุกแล้วเค้นคำพูดออกมาจากลำคอตัวเองอย่างยากลำบากว่า “ทำไมนายถึงอยากฆ่าตัวตาย?”
เขาปีนขึ้นไปบนชั้นสอง ตรงไปยังห้องน้ำตามคำแนะนำของเฝ่ยไป๋ลู่ แล้วก็เห็นอิงเจ๋อนอนคว่ำหน้าอยู่ในอ่างอาบน้ำ ไม่มีบาดแผลบนตัวหรือการต่อสู้ใด ๆ นี่อธิบายได้เพียงว่าอิงเจ๋อสมัครใจทำเอง
อิงเจ๋อฆ่าตัวตาย!
จนถึงตอนนี้เขาจึงยังไม่กล้าประกาศข่าวนี้สู่โลกภายนอก
แล้วก็ไม่อยากจะเชื่อด้วยว่าคนที่ทั้งเข้มแข็งและอ่อนโยนมาตลอดจะทำเรื่องพวกนี้ได้
“โรคซึมเศร้า*[1] …” อิงเจ๋อคลึงมุมปากของเขาเบา ๆ ดวงตาสีน้ำตาลคาราเมลคู่นั้นหม่นหมองลง ไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป
หลี่หยางมองอิงเจ๋อด้วยอาการช็อก เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าอิงเจ๋อเป็นโรคซึมเศร้า ยิ่งไปกว่านั้นยังรุนแรงมากจนเขาคิดฆ่าตัวตาย
เขาเงียบไปนาน จากนั้นก็พูดหยั่งเชิงว่า “เพราะว่ามีงานเยอะเกินไปใช่หรือเปล่า? หลายปีมานี้พวกเรายุ่งมากจริง ๆ พวกเรา…”
“พี่หยาง” อิงเจ๋อพูดแทรกคำพูดเขา จ้องมองเพดานอย่างว่างเปล่า และพึมพำว่า “มันช่างเจ็บปวดเหลือเกิน…”
ตลอดสิบปีในวงการบันเทิง เขาทำงานหนักตลอดสามร้อยหกสิบห้าวันต่อปี
เขาเป็นตัวอย่างที่ดีในหมู่เพื่อนร่วมอาชีพเดียวกัน ทุกคนต่างไม่แปลกใจกับความโด่งดังของเขา ชื่นชมที่เขาค่อย ๆ เพียรพยายามสะสมความสำเร็จ จนสวรรค์ตอบแทน
ทว่าความจริงก็คือ เขากลัวว่าถ้ามีเวลาพักแล้วเขาจะต้องเดียวดาย ไม่มีที่ไหนให้เขากลับไป
ดอกไม้ปูเป็นทาง มีผู้คนไล่ตามเขา อนาคตของเขาสดใสใต้แสงสปอตไลต์ แต่โลกส่วนตัวของเขากลับเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ไม่มีกระทั่งต้นหญ้า
เขาพยายามที่จะแก้ไข แต่ก็ไม่มีประโยชน์ ความเจ็บปวดที่บรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ยังติดตามดุจเงา
หลี่หยางอึดอัดใจ ด้วยไม่เข้าใจว่าความเจ็บปวดที่อิงเจ๋อพูดถึงคืออะไร เขาอ้าปาก แต่แล้วกลืนสิ่งที่จะพูดลงไป
“นายควรพักผ่อนให้มาก ๆ ก่อน ถ้านอนไม่หลับก็ดูอันนี้ไปก็ได้ รอจนนายพักผ่อนเพียงพอแล้วพวกเราค่อยคุยกัน” หลี่หยางยื่นโทรศัพท์ให้อิงเจ๋อ
ซอฟต์แวร์ในโทรศัพท์ถูกลบหมดแล้ว เหลือแค่แอปโต้วโซ่วแอปเดียวเท่านั้น
เพียงกดเปิดคลิกเดียวก็จะเห็นเนื้อหาการถ่ายทอดสดที่เป็นการเชื่อมต่อของ ‘ไป๋ลู่’ และ ‘ซากุระ สุดยอดผู้พิทักษ์’
เมื่อเห็นชื่อ ‘ซากุระ สุดยอดผู้พิทักษ์’ อิงเจ๋อก็ตกตะลึง ดวงตาที่หม่นหมองพลันจุดประกายความสนใจขึ้นมาเล็กน้อย
เดิมทีเขาภูมิใจที่ตัวเองไม่ใช่คนไร้ความรับผิดชอบ ก่อนฆ่าตัวตายเขาจึงได้จัดการเรื่องการมรณกรรมของเขาไว้เรียบร้อยแล้ว การจัดการเกี่ยวกับเรื่องเงินทอง เกี่ยวกับการปลอบโยนเพื่อนฝูงและแฟนคลับของเขา รวมถึงการชี้แจงให้สาธารณชนรับทราบ และพยายามครอบครองทรัพยากรสาธารณให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้
ก่อนตายเขาคิดว่าจะไม่เสียใจแน่ ทว่าในช่วงขณะที่เขาหายใจไม่ออก ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงคนเพียงคนเดียว พูดให้ถูกคือ ไม่ใช่ว่าเขาลืมเธอ แต่เขาไม่กล้าพูด
คนคนนั้นอาจจะส่งข้อความถึงเขา น่าเสียดายที่ต่อจากนี้เขาจะไม่สามารถตอบกลับได้แล้ว …สุดท้ายเขาก็เป็นคนขาดความรับผิดชอบอยู่ดี
อิงเจ๋อขยับนิ้วเบา ๆ แล้วกดเปิดวิดีโอ
หลี่หยางเห็นว่าในที่สุดเขาก็สนใจสิ่งรอบข้างขึ้นมาบ้างแล้ว จึงถอนใจโล่งอกและออกจากห้องผู้ป่วยไปเงียบ ๆ
[ขออภัย ฉันมาตามคำแนะนำของเพื่อน นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเข้ามาดูไลฟ์สดทัน เลยไม่ค่อยเข้าใจกฎของห้องไลฟ์สดเท่าไหร่…]
เมื่อเห็น ‘ซากุระ สุดยอดผู้พิทักษ์’ ถูกชาวเน็ตโจมตีจนอธิบายออกไปอย่างเงอะงะ มุมปากของอิงเจ๋อโค้งขึ้นเล็กน้อยแล้วทำปากย่นอย่างรวดเร็ว
เธอมีเพื่อนที่ไหนกันล่ะ ก็น่าจะได้ยินพวกชาวเน็ตพูดถึงห้องไลฟ์สดของเฝ่ยไป๋ลู่ เลยคลิกเข้ามาโดยไม่ตั้งใจนั่นแหละ
แล้วก่อนหน้านี้ก็ไม่รู้ว่าเธอเชื่อคำพูดชาวเน็ตไปกี่คน ลองไปไม่รู้กี่วิธี โดนโกงไปเท่าไหร่ เพียงเพื่อความอุ่นใจเท่านั้นเอง
……
“อันนี้…แล้วก็อันนี้ อันนี้…”
“เอามาเหมือนกันห้าจาน”
เฝ่ยไป่ลู่ชี้แล้วชี้อีกไปที่เมนู
“ได้เลยครับคุณเฝ่ย วันนี้เถ้าแก่รู้ว่าคุณจะมาเลยเข้าครัวให้คุณด้วยตัวเองเลย” พนักงานมารยาทดีมาก เขามองเฝ่ยไป๋ลู่ราวกับเป็นเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าเจ้าของร้านเองก็รอการมาของเฝ่ยไป๋ลู่อย่างใจจดใจจ่อทุกวัน
นี่คือลูกค้าระดับเอส*[2] การบริโภคของคนคนหนึ่งเทียบเท่ากับสิบคน ขอเพียงร้านอาหารได้รับการสนับสนุนจากเธอเพียงคนเดียวก็ไม่เจ๊งแล้ว
ร้านอาหารมีคนไม่มาก อาหารของเฝ่ยไป๋ลู่จึงถูกเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว
และในตอนที่เฝ่ยไป๋ลู่กำลังจะเริ่มกิน ทันใดนั้นโปรแกรมโต้วโซ่วก็ได้รับข้อความจากฉู่ชู
[อาจารย์ อิงเจ๋อตอบกลับฉันแล้วค่ะ! เขาฟื้นแล้ว!]
ฉู่ชูมีความสุขจนเกินบรรยาย เฝ่ยไป๋ลู่ยิ้ม ตักข้าวหนึ่งช้อนเข้าปากแล้วตอบกลับ [ยินดีด้วย]
สมกับคำกล่าว ‘สวรรค์และโลกนั้นเป็นนิรันดร์ ชีวิตมนุษย์ก็เหมือนน้ำค้างแข็ง’*[3]
ชีวิตแสนสั้น ใครบ้างจะไม่เคยเจออุปสรรค?
ถึงแม้พวกเขาจะเป็นผู้ปฏิบัติตนลัทธิเต๋าที่สามารถทำนายอดีตและอนาคตได้ แต่ก็ยังไม่อาจสลัดพันธนาการแห่งข้อเสียห้าประการและข้อบกพร่องสามประการ*[4] ไปได้
หลักแห่งฟ้าเป็นสัจธรรมไม่เปลี่ยนแปลง อุปสรรคนั้นใหญ่ ก้าวข้ามไปได้ก็สบายแล้ว
พอเฝ่ยไป่ลู่กินข้าวอิ่ม พนักงานก็เสิร์ฟเครื่องดื่มให้เธออย่างสุภาพ และเดินไปส่งเธอถึงปากประตู “ครั้งหน้าขอเชิญใหม่นะครับคุณเฝ่ย”
เฝ่ยไป๋ลู่เหลือบมองพนักงาน เดิมต้องการพูดสักสองสามคำ แต่ทันใดนั้นนิ้วมือของเธอก็สั่นขึ้น
ข้อความจากแผ่นยันต์ทำให้สีหน้าของเฝ่ยไป๋ลู่เปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอเมินคำทักทายของพนักงานร้าน เพียงพยักหน้าให้พนักงาน จากนั้นเดินไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว
พนักงานลูบผมอย่างงุนงง “เมื่อกี้คุณเฝ่ยเหมือนมีอะไรอยากจะพูดกับฉันนะ ทำไมจู่ ๆ ถึงรีบเดินไปล่ะ? มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่า?”
ณ บาร์แห่งหนึ่ง หลินเจี้ยนลี่ดื่มเหล้าเต็มที่ ใครมาขอชนแก้วดื่มอวยพรก็ไม่ปฏิเสธ เขาดื่มจนหน้าแดง
หลังจากดื่มไปแล้วรอบหนึ่ง เขาก็อุ้มสาวสวยไว้ในอ้อมแขน พลางพูดอย่างคลุมเครือกับกลุ่มเพื่อนที่อยู่รอบ ๆ ว่า “ไม่ง่ายเลยนะที่ฉันจะรอดพ้นจากเงื้อมมือน้องชายได้ เพิ่งจะได้หยุดหนึ่งวัน พวกนายก็สนุกกันไป ฉันจะสนุกของฉัน อย่ามารบกวนฉันเลย”
เขาเดินขึ้นไปชั้นบนอย่างเมามายพร้อมกับสาวสวย เหล่าเพื่อนเลวแสดงสีหน้าว่าพวกฉันเข้าใจออกมาอย่างมีความนัย
“อ๊า!”
ไม่นานนักก็มีเสียงกรีดร้องของผู้หญิงดังมาจากชั้นบน พวกเพื่อนเลวต่างอึ้งไปพักหนึ่งแล้วพากันขยิบตา
“คุณหลินเก็บกดมากเลยนะเนี่ย ขึ้นไปข้างบนก็จัดชุดใหญ่เลย จุ๊ ๆ สาวสวยผู้น่าสงสาร…”
“ผู้หญิงคนนั้นจะต้องรสชาติดีแน่ ๆ ทำให้คุณเสี่ยวหลินถึงกับทนไม่ไหว ไม่รู้ว่าพวกเราจะมีโอกาสได้ลองลิ้มชิมรสด้วยหรือเปล่า? ให้ตายเถอะ ยิ่งคิดยิ่งคันยิบ ๆ”
“ไว้นัดออกมาวันหลังก็ได้ ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่เคยเล่นสนุกับผู้หญิงของคุณหลินมาก่อนนี่นา…”
พวกผู้ชายหัวเราะดังลั่น มือเท้าขยับไปทั่วร่างหญิงสาวที่อยู่ข้าง ๆ อย่างไร้ยางอาย
บางคนถึงกับใจร้อนที่จะทำ ณ ตรงนั้นเลย โดยไม่สนใจถึงความอับอายของหญิงสาวแม้แต่น้อย
ปัง!
ประตูที่ปิดอยู่ถูกเปิดออกกะทันหัน
เฝ่ยไป๋ลู่เดินเข้ามา ขวางแสงสว่างไว้
ทุก ๆ ก้าวมาพร้อมกับแรงกดดันอันน่าเกรงขาม
ริมฝีปากสีแดงของเธอเม้มเล็กน้อย ระหว่างคิ้วและดวงตาเต็มไปด้วยไอเย็นที่เกาะตัวเป็นน้ำแข็ง ดูถูกทุกสิ่งและมีพลังขับไล่สิ่งชั่วร้ายในตัวเอง
ราวกับเป็นเทพธิดาผู้สูงส่ง ห่างไกลจากเรื่องทางโลก
[1] โรคซึมเศร้า คือ โรคทางจิตเวชประเภทหนึ่ง เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง ‘เซโรโทนิน (Serotonin)’ มีปริมาณลดลง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการป่วยทั้งร่างกาย จิตใจ และความคิด รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสุข มีแต่ความวิตกกังวล และหากปล่อยไว้ ผู้ป่วยอาจคิดสั้นฆ่าตัวตายได้
[2] ลูกค้าระดับเอส มาจาก S = Super หรือ Special
[3] สวรรค์และโลกนั้นเป็นนิรันดร์ ชีวิตมนุษย์ก็เหมือนน้ำค้างแข็ง เปรียบเปรยว่า สวรรค์และโลกไม่มีที่สิ้นสุด ชีวิตมนุษย์เปรียบเสมือนน้ำค้างแข็งในยามเช้าที่จะหายไปทันทีที่ดวงอาทิตย์ขึ้น แปลว่า ชีวิตช่างสั้นนัก
[4] ข้อเสีย 5 ประการ ได้แก่ การเป็นพ่อม่าย เป็นแม่หม้าย อยู่คนเดียว โดดเดี่ยว และพิการ ส่วนข้อบกพร่อง 3 ประการ ได้แก่ เงิน ชีวิต และอำนาจ’