เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 72 เพื่อนร่วมทีมหมู*[1]
บทที่ 72 เพื่อนร่วมทีมหมู*[1]
เฝ่ยไป๋ลู่มีอาวุธไสยเวทคือตราประทับคู่หนึ่ง แบ่งเป็นตราประทับหยางกับตราประทับหยิน
ตราประทับหยางสามารถเคลื่อนเมฆและสั่งฟ้าฝนได้ รวมถึงควบคุมปราณหยางทั้งสวรรค์และโลกได้
ส่วนตราประทับหยินสามารถกำจัดความชั่วร้าย และควบคุมปราณหยินได้
หลังจากร่วงลงสู่เขาวงกตไร้สิ้นสุด และได้เกิดใหม่โดยบังเอิญ เฝ่ยไป๋ลู่ก็คิดว่าเธอจะไม่เห็นตราประทับทั้งสองนี้อีก แต่ตราประทับหยินและหยางคู่นี้จะปรากฏตรงหน้าเธอเอง
ตราประทับนี้ เธอต้องได้มาอยู่ในมือ
ทว่าไม่ใช่ทุกคนจะเข้าร่วมการแข่งขันปรมาจารย์ลัทธิเต๋าได้ ไป๋ลู่ในตอนนี้ไม่มีภูมิหลังพิเศษอย่างนิกายหรือสำนัก แม้แต่จดหมายเชิญสักฉบับก็ไม่มี ดังนั้นอย่าพูดถึงเรื่องการแข่งขันกับรางวัลเลย
‘เราต้องหาทางเอาจดหมายเชิญร่วมงานมาให้ได้ก่อน’ เฝ่ยไป๋ลู่แตะคาง แสงในดวงตาคู่โตหม่นลง เม้มปากเล็กน้อย คงต้องเริ่มจากสอบถามคู่ศิษย์พี่น้อง กานว่างกับเจียงชิง
เจียงชิงล้มลงโดยไม่ทราบสาเหตุตอนที่ก้าวออกมา หลังจากที่เขาลุกขึ้น เจ้าตัวก็จามเสียงดัง “ฮัดชิ้ว!”
เขาลูบจมูกและพึมพำ “ใครกำลังวางแผนร้ายลับหลังฉันฮะ คนเดียวที่ฉันทำให้ขุ่นเคืองเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็คือเฝ่ยไป๋ลู่ ต้องเป็นเธอแน่…”
กานว่างพูดไม่ออก “นี่เป็นเพียงปฏิกิริยาตามปกติทางสรีรวิทยา ทำไมนายถึงโทษคนอื่น ยิ่งไปกว่านั้น เฝ่ยไป๋ลู่ก็ไม่สนใจนาย แต่นายกลับเอาความไม่พอใจมาลงที่เธอเนี่ย?”
“ศิษย์พี่รอง ลางสังหรณ์ของผมแม่นมากนะ” เจียงชิงไม่มั่นใจ “ผมแนะนำให้พี่อยู่ห่างจากเฝ่ยไป๋ลู่ ไม่อย่างนั้นคงเกิดเรื่องร้ายแน่”
กานว่างไม่ใคร่ใส่ใจ แต่ก็ยังพยักหน้าอย่างไม่จริงใจ “เออ ๆ นายพูดถูก”
เจียงชิงพลันทำแก้มป่องเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่สนใจ
ทว่ากานว่างรีบเปลี่ยนเรื่องก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดไร้สาระอีก เขาพยุงหลินเจี้ยนลี่ขึ้น “ช่วยฉันพยุงผู้ชายคนนี้ เราต้องพาเขากลับไปให้อาจารย์ดูว่าเกิดอะไรขึ้น”
เจียงชิงยังคงตระหนักถึงลำดับความสำคัญของเรื่องนี้ จึงหยุดดื้อรั้น เข้าพยุงคน และเร่งความเร็วฝีเท้า
อีกด้านหนึ่ง
“คนตระกูลเฝ่ยนี่มันโง่จริง ๆ” อาจารย์หลินโยนถ้วยชาในมือทิ้งด้วยความโกรธ
เขาให้เฝ่ยมาใช้ลูกกู่เพื่อควบคุมพ่อแม่บุญธรรมของเฝ่ยไป๋ลู่ แต่เฝ่ยมากลับให้ลูกกู่กับคนที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
ทั้งที่เป็นคนตัดสินใจเก่ง แต่กลับชักนำผู้ชายซึ่งไม่เกี่ยวข้องด้วย จนเกือบเรียกความสนใจจากพวกสมาพันธ์ปรมาจารย์ลัทธิเต๋าได้แล้วไหมเล่า
นอกจากจะจับพ่อแม่บุญธรรมของเฝ่ยไป๋ลู่เป็นตัวประกันไม่ได้แล้ว ไอ้เวรเฝ่ยมากลับสร้างปัญหาใหญ่ไว้อีก!
มารดาเอ็งเถอะ ถึงอาจารย์หลินผู้นี้จะไม่กลัวคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง แต่ขยาดสหายสุกรอย่างเฝ่ยมาที่สุด!
หานซุ่นเซิงดื่มชาอย่างใจเย็น “อย่าโมโหไป แค่กู่ตัวลูกหายไป ก็ให้เขาฝังร่างอีกตัวหนึ่งก็พอ”
“ก็จริง” อาจารย์หลินพูดอย่างเสียไม่ได้ว่า “แต่ร่างกายของคนโง่นั่นสามารถรองรับได้อีกแค่หนึ่งตัวเท่านั้น หากไม่สำเร็จเขาจะต้องตาย น่าเสียดายที่ผมลงทุนกับตระกูลเฝ่ยไปมาก…”
“นายก็ไม่ได้เรื่องมาแต่ไหนแต่ไร เพราะแบบนี้ไงคนส่วนใหญ่ถึงเข้าหาตระกูลเฝ่ย” หานซุ่นเซิงเคาะโต๊ะอย่างเบื่อหน่าย “เขาตายแล้ว แต่ยังมีลูกชายอีกสองคนไม่ใช่เหรอ?”
หานซุ่นเซิงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ทว่าสีหน้าอาจารย์หลินแข็งค้างไปแล้ว ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลง
“ขอบคุณศิษย์พี่รองสำหรับคำชี้แนะ ผมรู้ว่าต้องทำยังไง” ดวงตาของเขาหรี่ลง ถกแขนเสื้อขึ้นแล้วจากไป
หานซุ่นเซิงมองคนที่เดินออกไปแล้วแค่นเสียง
“เอ็งก็ใจแคบเหมือนกันแหละหว้า พูดความจริงนิดหน่อยก็โกรธจนหนีเตลิดไปเลย”
หวังซินซึ่งหลบอยู่ด้านข้างสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงหานซุ่นเซิง
หานซุ่นเซิงไม่ยอมปล่อยเธอไป
หานซุ่นเซิงบีบคางหวังซินด้วยนิ้วที่ด้านและหยาบกร้าน เหลือบมองเครื่องหมายสีแดงด้านหลังหูของเธอแล้วหัวเราะเบา ๆ
“เธอต้องช่วยอาจารย์อย่างฉันชักชวนอาจารย์อาของเธอ ฉันไม่อยากทำลายความสัมพันธ์กับเขาในตอนนี้…”
สีหน้าของหวังซินสลับระหว่างขาวแดง อาการบาดเจ็บบนร่างกายของเธอที่เกิดจากการทรมานของอาจารย์หลินยังไม่หายดี
ตอนนี้เธอกำลังถูกขอให้เอาใจอาจารย์หลินที่กำลังโกรธอย่างนั้นเหรอ…
เธอตายแน่!
ทว่าหวังซินไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ “ค่ะอาจารย์”
หานซุ่นเซิงพอใจ “ไปเร็ว ก่อนที่เขาจะเดินไปไกล”
……
อาจารย์หลินที่พึงพอใจเดินออกมาจากบ้าน
หวังซินนอนแผ่หลาเนื้อตัวเปล่าเปลือยอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เสมือนหุ่นกระบอกเชือกขาด
อาจารย์หลินไปที่บ้านตระกูลเฝ่ย
เฝ่ยมาสำรอกชิ้นเนื้อสีดำออกมาอีกครั้ง โดยมีกู่ตัวลูกที่เพิ่งเกิดใหม่แดดิ้นอยู่ตรงนั้น
“ชีวิตคุณอยู่ในมือของคุณ ถ้าคุณยังทำไม่สำเร็จ คราวนี้ผมก็ช่วยคุณไม่ได้นะ” อาจารย์หลินหยิบกู่ตัวลูกมาวางบนมือเฝ่ยมา
เฝ่ยมารู้สึกถึงวิกฤตและรับมันมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “คราวนี้ผมจะทำเอง ต้องสำเร็จแน่”
“ผมหวังว่าจะเป็นแบบนั้น” ถึงอาจารย์หลินจะโกรธที่หานซุ่นเชิงเยาะเย้ยเขา แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดถูกต้อง
เฝ่ยมาเริ่มหมดประโยชน์แล้ว
ถ้าเฝ่ยมาใช้การไม่ได้ เขาก็ต้องเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ลูกชายแทน
หลังจากนั้น เฝ่ยมาก็นำกู่ตัวลูกไปที่โรงพยาบาลเซินไห่ทันที
ทว่าเมื่อมาถึงห้องพักฟื้นของพ่อแม่บุญธรรมของเฝ่ยไป๋ลู่ เขาก็ถูกกลุ่มบอดี้การ์ดในชุดดำขวางไว้
คุณชายสามเวินอยู่ในตำแหน่งสูง มีวิธีการโหดเหี้ยมอยู่ในมือมากมาย หลายปีที่ผ่านมาทำคนขุ่นเคืองมาไม่น้อย ทั้งเปิดเผยและในที่ลับ
แม้เขาจะไม่มีวิชาลึกลับเช่นเฝ่ยไป๋ลู่ แต่เขาก็อาศัยทรัพย์สมบัติสร้างเกราะป้องกันตัวเองได้
ด้วยเหตุนี้ คนธรรมดาจึงไม่สามารถเข้าใกล้เขาได้
เขาสัญญากับเฝ่ยไป๋ลู่ว่าจะปกป้องพ่อแม่บุญธรรมของเธอ ดังนั้นบอดี้การ์ดที่เขาส่งมาจึงได้รับการคัดเลือกจากผู้คนหลายพันคน และสามารถล้มเฝ่ยมาในกระบวนท่าเดียวได้
“พวกเขาเป็นพ่อแม่บุญธรรมของลูกสาวแท้ ๆ ของฉัน ฉันจึงมาเยี่ยมในนามครอบครัว แล้วมาขวางฉันไว้ทำไม?” เฝ่ยมากล่าวด้วยความฉุนกึก
“ทำไมน่ะเหรอ? เพราะฉันเคยบอกคุณไปแล้วยังไงล่ะคะ” เสียงเย็นชาของเฝ่ยไป๋ลู่แว่วมา
หนอนกู่ตัวแม่ในร่างกายของเขากำลังสั่นไหว เฝ่ยมามองไปที่เฝ่ยไป๋ลู่ เขามักรู้สึกว่าเธอแปลก กลิ่นอายของเธอทำให้เขาหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก
เขาคิดถึงเป้าหมายเดิมและกล่าวอย่างใจดีว่า “ไป๋ลู่ เธอเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของฉัน การมาเยี่ยมพ่อแม่บุญธรรมของเธอย่อมสมเหตุสมผล ความสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัวจะได้ไม่ตึงเครียดขนาดนี้”
“พ่อแม่บุญธรรมของเธอรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานแล้ว แต่อาการก็ไม่ดีขึ้นเลย ฉันจะช่วยเธอติดต่อกับคุณหมอสมิธจากต่างประเทศเอง ลองส่งพ่อแม่ไปรักษาตัวที่ต่างประเทศดีไหม”
เพราะเคยได้ยินคำพูดที่คล้ายกันจากเฝ่ยเฉิงมาแล้ว เธอจึงไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย
สิ่งที่เธอสนใจตอนนี้คือร่างกาย ซึ่งมีกลิ่นสาบแมลงพิษเหมือนอาจารย์หลินของเฝ่ยมามากกว่า
เฝ่ยไป๋ลู่เอามือปิดจมูกด้วยความรังเกียจและสั่งบอดี้การ์ดว่า “โยนเขาออกไป ก่อนเขาจะสร้างมลพิษทางอากาศมากกว่านี้”
เฝ่ยมาโกรธ “เฝ่ยไป๋ลู๋เธอไม่กลัวว่าแฟน ๆ ของเธอทางออนไลน์ จะรู้ว่าเธอปฏิบัติต่อพ่อแท้ ๆ ของตัวเองแย่แบบนี้เหรอ?”
กลัวเหรอ? เธอไม่เคยกลัวใครด้วยซ้ำ! เฝ่ยไป๋ลู่เมินและเดินตรงเข้าไปในห้องพักผู้ป่วย
เหล่าบอดี้การ์ดคว้าคอเสื้อเฝ่ยมา โยนออกไปจากโรงพยาบาลด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ พร้อมเสียงดัง ‘ตุ้บ!’
ผู้ที่สัญจรไปมาบางคนกระซิบขึ้น “ผู้ชายคนนี้มาเข้ารับการรักษาไม่ใช่เหรอ”
“เหมือนจะเป็นอย่างนั้น ว่าแต่ทำไมเขาถึงถูกโยนออกมาล่ะ? หรือจะเป็นพวกนิสัยสุนัข*[2] แต่ฉันไม่คิดว่าเขาเป็นคนแบบนั้นนะ”
เฝ่ยมากลิ้งกระแทกกำแพง เมื่อถูกทำให้อับอายครั้งแล้วครั้งแล้ว ใบหน้าของเขาพลันเห่อร้อนระคนเจ็บปวด
“ฉันไม่เชื่อว่าเธอจะไม่สนใจสิ่งที่ชาวเน็ตพูดถึงเธอจริง ๆ!”
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ถ่ายรูปตัวเองในโรงพยาบาลสองสามภาพ แล้วโพสต์ลงในบัญชีโต้วโซ่วของตนเอง
[สวัสดีครับ ทุกคน ผมคือพ่อบังเกิดเกล้าของไป๋ลู่และยังเป็นประธานของเฝ่ยกรุ๊ป เนื่องจากความเข้าใจผิดบางอย่าง ไป๋ลู่จึงต่อต้านครอบครัวของเราอย่างมากและไม่เต็มใจกลับบ้านใหญ่ แม้เราจะเป็นญาติทางสายเลือดที่ใกล้ชิดที่สุดของเธอ ก็พบว่าเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับการตัดสินใจของเธอ แต่เราทั้งเคารพและเข้าใจพ่อแม่บุญธรรมของไป๋ลู่ที่รับเลี้ยงเธอ ผมรู้สึกขอบคุณมากสำหรับความมีน้ำใจและความรักของพวกเขา
ตอนนี้พวกเขาประสบปัญหา ผมจึงไม่สามารถนั่งดูดายพวกเขาได้ และใช้เส้นสายที่มีอยู่ติดต่อคุณหมอสมิธ เพื่อให้พ่อแม่บุญธรรมของไป๋ลู่ได้รับการรักษาพยาบาลที่ดีขึ้น และคุณหมอสมิธก็เห็นด้วยเช่นกัน ผมจึงมาโรงพยาบาลเพื่อบอกข่าวดีกับไป๋ลู่ แต่เธอยังเด็กและไม่เข้าใจอะไร จึงขับไล่ผมออกมา
หากลูกไม่ต้องการพบพ่อจริง ๆ พ่อจะไม่โผล่มาให้เห็นหน้าอีก แต่ผมอยากจะขอให้ชาวเน็ตทุกคนแนะนำเธอว่า อย่าใช้แต่อารมณ์จนชะลอการรักษาของพ่อแม่บุญธรรมเลย]
[1] เพื่อนร่วมทีมหมู หมายถึง เพื่อนร่วมทีมห่วย ๆ เพื่อนร่วมทีมที่ไม่ได้เรื่อง
[2] คนนิสัยสุนัข หมายถึง ไร้มารยาท แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม