เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 73 แรงกดดันจากความคิดเห็นของประชาชน
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 73 แรงกดดันจากความคิดเห็นของประชาชน
บทที่ 73 แรงกดดันจากความคิดเห็นของประชาชน
เมื่อเฝ่ยมาโพสต์ข้อความลวงดังกล่าว จึงทำให้เฝ่ยไป๋ลู่ขึ้นสู่การค้นหายอดนิยมอีกครั้ง
ชาวเน็ตที่ติดตามเฝ่ยไป๋ลู่ย่อมสังเกตเห็นข่าวนี้ กอปรกับกลุ่มรับจ้างโพสต์มืออาชีพที่เฝ่ยมาจ้างวาน ความคิดเห็นของประชาชนในอินเทอร์เน็ตก็พุ่งพรวด
[ไป๋ลู่ เธอไม่รู้จักคุณหมอสมิธแห่งแผนกศัลยกรรมสมองเหรอ? ทีมแพทย์ของเขาเก่งที่สุดในต่างประเทศ ในขณะที่หมอในบ้านเราล้วนแต่เป็นพวกต้มตุ๋น รักษาคนไข้ไม่ได้ ฉันแนะนำให้คุณรีบพาคนไปรักษาที่ต่างประเทศดีกว่า]
[ทำไมเธอไม่ตอบตกลงไปล่ะ ไม่อยากช่วยพ่อแม่ของเธอเหรอ ถึงจะไม่ใช่พ่อแม่แท้ ๆ แต่ทำแบบนี้ไม่ต่างกับคนเลือดเย็นเลยนะ]
[ไป๋ลู่ เธอยังเด็กเกินไป เธอควรคิดให้ดี ๆ และนำทรัพย์สินครอบครัวเฝ่ยมาจ่ายค่ารักษาพ่อแม่บุญธรรมนะ จะคุยเรื่องนี้ต่อก็ยังไม่สายนะ]
[ในประเทศมีหมอเก่ง ๆ บ้างไหม ระดับเฝ่ยไป๋ลู่ แพทย์ที่เธอจ้างมาจบจากมหาวิทยาลัยไก่ป่า*[2] หรือไง]
แฟนคลับของเฝ่ยไป๋ลู่โกรธจัดจนทุบคีย์บอร์ด
[เฮ้ ๆ เจ้าของความเห็นบนน่ะ ฉันไม่รู้หรอกว่าคุณหมอสมิธเจ๋งแค่ไหน แต่ฉันรู้ว่าหมอที่โรงพยาบาลเซินไห่ก็ไม่เลวเหมือนกัน คุณเอาแต่ชื่นชมชาวต่างชาติและดูหมิ่นแพทย์ในประเทศตัวเอง พวกทุนนิยมนี่มันทุเรศจริง ๆ]
[แล้วอะไรที่บอกว่าไม่ใช่พ่อแม่แท้ ๆ? ก่อนที่ไป๋ลู่จะโด่งดังจากไลฟ์สดดูดวง คุณลืมไปหรือเปล่าว่าเธอต้องพยายามแค่ไหนในการรักษาพ่อแม่บุญธรรมน่ะ]
[อีกอย่างครอบครัวเฝ่ยก็ไม่ได้ชอบหน้าไป๋ลู่ ถ้าเธอตอบรับข้อเสนอ เวลาต่อรองกับตระกูลเฝ่ย เธอจะไม่ลำบากหรือยังไง ไป๋ลู่ เธอไม่ต้องรับข้อเสนอนั่นนะ เพราะหมอเซินไห่ก็เก่งเหมือนกัน]
ความคิดเห็นของชาวเน็ตกลับตาลปัตรไปมา เพียงเพราะข้อความหนึ่งของเฝ่ยมา แต่เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ได้รู้เห็นเรื่องนี้เลย
ในเวลานั้นเองเฝ่ยไป๋ลู่เพิ่งถ่ายปราณวิญญาณเข้าไปในร่างพ่อแม่บุญธรรมของเธอ เมื่อหยิบโทรศัพท์ก็เห็นข้อความมากมายในวีแชต
‘จางเฉิง’
[อาจารย์ ผมรู้สึกว่าความเห็นของชาวเน็ตเริ่มบานปลายแล้ว ถ้าคุณไม่สะดวกดำเนินการเรื่องนี้ ผมสามารถติดต่อทนายให้ได้นะครับ]
‘หลินหมินเฟิง’
[ยัยหนูน้อย ฉันอาจเคยบอกเธอแล้วว่า ฉันค้นหาศัลยแพทย์สมองมารักษาอาการปวดหัวของฉันมามากมาย ทั้งจากในและต่างประเทศ ฉันสามารถช่วยเธอติดต่อหาพวกเขาได้ แต่อย่าไปหาหมอสมิธคนนั้นเลย เพราะฉันไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน]
คู่พ่อลูกตระกูลเวิน [อาจารย์ ท่านอยากหาหมอไหมครับ ให้พวกเราจัดการได้นะ]
ในขณะที่ข้อความของเวินสือเหนียนสั้นกระชับมาก [ให้ผมช่วยแก้ปัญหานี้ไหมครับ]
เฝ่ยไป๋ลู่งุนงง “?”
เกิดอะไรขึ้น?
สัญชาตญาณบอกเธอว่า ครอบครัวเฝ่ยต้องก่อเรื่องอะไรอีกแน่
เฝ่ยไป๋ลู่จึงกดเข้าสู่แอปโต้วโซ่ว ข่าวด่วนก็เด้งขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
หลังจากอ่านเนื้อหาที่เฝ่ยมาโพสต์ เส้นสีดำพลันพาดผ่านใบหน้าของเธอ
……
ในสถาบันการแพทย์แห่งหนึ่งในประเทศหนึ่ง หมอสมิธในชุดกาวน์สีขาวกำลังคุยโทรศัพท์กับเฝ่ยมาอยู่ “เครื่องบีซีไอ*[2] พร้อมแล้ว คนไข้ที่คุณแนะนำให้ผมจะมาถึงเมื่อไหร่”
เฝ่ยมาที่อยู่อีกด้านหนึ่งกล่าวขึ้น “ลูกสาวพวกเขาดื้อและอนุรักษนิยมสุดโต่ง ทั้งยังดูแคลนชาวต่างชาติ แต่กระแสชาวเน็ตอยู่ข้างผม คุณสมิธโปรดรอสักครู่”
ทว่าทิฐิของคุณหมอสมิธก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน “คุณควรบอกเธอว่า การทำบีซีไอ เป็นผลการทดลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศตวรรษนี้ ถือเป็นเกียรติสำหรับพ่อแม่ของเธอที่ได้อุทิศตนให้กับการทดลองทางการแพทย์นี้ และผมเชื่อคราวนี้การทดลองจะสำเร็จ”
เฝ่ยมาซ่อนเจตนาชั่วร้ายและเกลี้ยกล่อม “มันต้องเป็นการทดลองที่ดี ผมเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะสามารถเกิดใหม่ได้ด้วยมือคุณ ต่อให้เธอไม่เชื่อผม เด็กนี่ก็น่าจะเชื่อคุณ”
หมอสมิธรู้สึกโล่งใจ
เพื่อบรรลุผลการทดลองโดยเร็วที่สุด เขาจึงขอให้ผู้ช่วยชาวจีนลงทะเบียนบัญชีโต้วโซ่วและโพสต์ข่าวซึ่งเพิ่มเชื้อไฟในประเด็นดังกล่าว
หมอสมิธกล่าวว่า [ไป๋ลู่ พ่อแท้ ๆ ของคุณมาพบผมและเล่าเรื่องราวของคุณให้ผมฟัง ผมเห็นใจมากกับประสบการณ์การชีวิตที่เปลี่ยนไปของคุณ และซาบซึ้งในความรักอันยิ่งใหญ่ของพ่อแม่บุญธรรมของคุณไม่น้อย
นอกจากนี้ผมก็ได้ยินมาว่าเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ พวกเขาจึงยังอยู่ในอาการโคม่า ผมจึงต้องการทำอะไรเพื่อพวกเขาบ้าง ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและผมยินดีที่จะช่วยทำให้พ่อแม่บุญธรรมของคุณฟื้น โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย]
[น้ำตาไหล ความรักไร้ขอบเขต คุณหมอคนนี้ ขอบคุณนะคะที่เต็มใจช่วย]
[ฉันอาศัยอยู่ในประเทศที่ทุกคนไม่แยแสกัน นาน ๆ จะเห็นคนมีน้ำใจแบบนี้ ทำเอาฉันซาบซึ้งเลยค่ะ]
[ไป๋ลู่ ตกลงรับข้อเสนอเถอะ พ่อแม่บุญธรรมของคุณสำคัญมากกว่า ทำไมคุณไม่เก็บความขุ่นเคืองกับตระกูลเฝ่ยไว้ก่อนล่ะ]
[เฝ่ยไป๋ลู่นี่ก็ไม่รู้ว่าอะไรดีไม่ดี ไม่ออกมาตอบโต้กับหมอสมิธด้วยซ้ำ เลิกเป็นแฟนคลับแล้ว!]
ชาวเน็ตบางคนถึงกับพูดไม่ออก
[ราชวงศ์ชิงล่มสลายไปกี่ปีแล้ว ยังมีหุ่นเชิดอยู่อีกเรอะ*[3]]
[รีบออกจากด้อมไปเลย ชื่นชมได้กระทั่งเท้าเน่าของฝรั่งมังค่า ไป๋ลู่มีแฟนคลับแบบพวกเธอ คงโชคร้ายไปอีกแปดชาติ]
[จะคุกเข่าหลังงอกันก็ไม่ได้จะว่าหรอกนะ แต่มาบอกให้ชาวบ้านทำตามนี่น่าขันไปหน่อยไหม?]
เฝ่ยไป๋ลู่ประหลาดใจกับข้อความเดือดดาลของชาวเน็ต แต่ก็อดไม่ได้ที่จะกดไลก์
ชาวเน็ตผู้กระตือรือร้นค้นพบเธอทันที [ไป๋ลู่ในที่สุดคุณก็ออนไลน์แล้ว คุณไม่ออกมาตอบโต้สักหน่อยเหรอ]
‘ตอบโต้?’ เฝ่ยไป๋ลู่เลิกคิ้ว
เธอไม่ต้องการเขียนโพสต์ลวงแบบเฝ่ยมา และก็ไม่ต้องการเผยหน้าตัวเองต่อหน้าหมอสมิธคนนี้ด้วย
แต่เธอต้องอธิบายให้แฟนคลับทุกคนที่ติดตามเธอฟัง
เฝ่ยไป๋ลู่ส่งต่อการอัปเดตของบัญชีหนึ่งมา
บัญชีนั้นมีแฟนคลับมากกว่าหนึ่งหมื่นคน และข่าวนี้ถูกโพสต์เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วโดยไม่เกิดประเด็นใด ๆ ขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทันทีที่เฝ่ยไป๋ลู่ส่งต่อ จำนวนการดูก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
[คุณหมอทังจิ้ง : ฉันเป็นแพทย์เจ้าของไข้พ่อแม่บุญธรรมของคุณไป๋ลู่ ฉันได้ยินมาว่ามีพวกคุณบางคนไม่พอใจฉันกับทีมแพทย์ของฉัน และต้องการให้คุณไป๋ลู่หาหมอคนอื่น ตอนนี้ฉันกำลังรับมือกับทุกข้อกังขาอย่างใจเย็น ความรู้ทางการแพทย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด เช่นเดียวกับความเรียนรู้ และยินดีตอบข้อสงสัยของผู้ที่สงสัยอย่างยิ่งค่ะ]
ชาวเน็ตอุทาน ที่แท้แพทย์ประจำตัวพ่อแม่บุญธรรมของเฝ่ยไป๋ลู่ก็เป็นคนเก่งขนาดนี้
[น่าขัน คนบ้านไหนกล้าตั้งคำถามกับอาจารย์ทังจิ้งซึ่งเป็นศัลยแพทย์สมองชั้นนำของประเทศ เธอช่วยชีวิตผู้ป่วยมานับไม่ถ้วนและได้รับรางวัลใหญ่ด้วยนะ คุณคิดว่าไป๋ลู่จะจ้างแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยไก่ป่าหรือไง]
ทังจิ้งเห็นว่ามีคนอ่านโพสต์ในที่สุด เธอจึงระงับโทสะได้ แล้วตอบกลับโพสต์ของหมอสมิธว่า [คนไข้ของฉันคงจะไม่รบกวนคุณหมออีก:) ถ้ายังไงฝากทักทายอาจารย์หน่อยนะ โอ๊ะ! โทษที ฉันเพิ่งนึกได้ว่านายโดนไล่ออกไปแล้วนี่นา งั้นคงฝากนายไม่ได้แล้ว โทษที ไว้ฉันจะติดต่อท่านแล้วฝากความคิดถึงของนายไปให้นะ :)]
[ฮ่า ๆ ๆ คนที่ถูกอาจารย์ไล่ออกจะเข้าใจทุกเรื่องได้ยังไง]
[โอ้ เก่งแต่เห่านี่หว่า กล้าดียังไงมาอ้างสิทธิ์ในการรักษากับอาจารย์ทังจิ้งแบบนี้ ฉันจะฟอกให้ขาวเลย ฝรั่งเก๊!]
เฝ่ยไป๋ลู่เหยียดยิ้มและกดถูกใจความคิดเห็นนี้
ถ้าเธอไม่กลัวที่จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เธอจะเปิดเผยเรื่องสกปรกทั้งหมดที่คุณหมอสมิธทำ
แต่ในเมื่อไม่สามารถเปิดเผยได้ ก็แจ้งความตัวต่อตัวไปเลย อย่างน้อยข้อหาการทดลองมนุษย์ก็พอที่จะจับเขาเข้าคุกได้แล้ว
“คุณชายสามครับ ความคิดเห็นของประชาชนเปลี่ยนไปแล้ว” เลขาคนใหม่พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“อืม” คิ้วของชายหนุ่มคลายลง ปลายนิ้วของเขาแตะผิวกลมเรียบของลูกประคำ
น้ำเสียงของเขาค่อนข้างสบาย ราวกับว่าเขาไม่สนใจเรื่องนี้
แต่เลขาก็รู้ดีว่าไม่มีใครคาดเดาได้หรอกว่าคุณชายสามเวินกำลังคิดอะไรอยู่
[1] มหาวิทยาลัยไก่ป่า คือสถาบันที่ไม่ได้รับการรับรองอยู่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงมีมาตรฐานการศึกษาต่ำ
[2] เครื่องบีซีไอ (BCI : Brain-Computer Interface) ทำหน้าที่คอยรับสัญญาณไฟฟ้าจากคลื่นสมอง และซอฟต์แวร์ที่จะช่วยอ่านและวิเคราะห์คลื่นสมองของผู้ใช้งาน
[3] กล่าวถึงรัชสมัยของพระเจ้าผูอีซึ่งมีพระนางสูสีไทเฮาเป็นผู้สำเร็จราชการแทน