เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 76 กานว่างตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 76 กานว่างตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
บทที่ 76 กานว่างตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เด็กผู้หญิงที่ถูกป้าฟางทิ้งไว้ตรงนั้นเปลี่ยนสีหน้าร้องไห้เป็นเฉื่อยชา
เฝ่ยไป๋ลู่ขยับร่างกายแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไม่ตามไปเหรอ”
เจี่ยนต๋าเช่าถึงรู้สึกตัว เขาไล่ตามไป ปากก็ตะโกนว่า “อย่าหนีนะ!”
ยิ่งตะโกน ป้าฟางก็ยิ่งวิ่งเร็วขึ้น เด็กชายในอ้อมแขนรู้สึกอึดอัด ทั้งโกรธทั้งร้องไห้ ตบหน้าป้าฟางด้วยสองมือ “ปล่อยผมลงนะ!”
ป้าฟางถูกเขาจิ้มตาโดยไม่ตั้งใจ จนเธอเดินโซเซด้วยความเจ็บปวด และถูกเจี่ยนต๋าเช่าที่กำลังไล่ตามจับได้
เจี่ยนต๋าเช่าหน้าตึง จับร่างป้าฟางไว้ด้วยมือที่แข็งแกร่ง “ป้าฟาง คุณชายสามเวินของเราปฏิบัติต่อคุณอย่างดี ทำไมคุณถึงต้องทำร้ายเขา”
ป้าฟางทรุดตัวลงกับพื้น ‘จบแล้ว… คุณชายสามเวินรู้แล้ว’
เมื่อเห็นเฝ่ยไป๋ลู่กับเวินสือเหนียนเดินมา เธอก็รีบวิ่งเข้าไป หมายจะคุกเข่าลงตรงหน้าเวินสือเหนียน
เฝ่ยไป๋ลู่เบี่ยงรถเข็น ปกป้องเวินสือเหนียน “ทำไมคุณถึงอยากทำร้ายคนอื่น”
“ฉันแค่อยากให้หลานชายของฉันมีชีวิตอยู่…” ป้าฟางพึมพำ ดวงตาเจ็บปวดของเธอไม่อาจหยุดน้ำตาที่ไหลออกมาได้ เมื่อนึกถึงความโหดร้ายของคุณชายสามเวินเธอจึงร้องเสียงดัง “คุณชายสามเวิน ฉันคิดผิดไปชั่วขณะหนึ่ง โปรดปล่อยฉันไปเถอะนะคะ”
“ฉันรู้ว่าฉันสมควรตาย เมื่อวานฉันไม่ได้นอนทั้งคืน จนอยากฆ่าตัวตายเสียเดี๋ยวนั้น แต่หลานชายของฉันเป็นเด็กออทิสติก เขาต้องมีคนดูแล ไม่มีฉันไม่ได้”
“คุณไม่คิดจะกลับตัวกลับใจเลยสักนิด ที่ร้องไห้อยู่นี่ก็เพราะรู้สึกผิด แต่นั่นก็เพียงเพื่อเรียกคะแนนความสงสารของเวินสือเหนียนเท่านั้น” ดวงตาสีเข้มของเฝ่ยไป๋ลู่เย็นชา “พูดมา ใครให้คุณยืมอายุของเวินสือเหนียน”
ป้าฟางดวงตาเหม่อลอยครู่หนึ่ง “มีคนให้เงินฉันสองแสนหยวน บอกว่าคุณชายสามเวินมีโชคชะตาที่ดี ขอแค่ฉันยืมอายุได้สำเร็จ ก็สามารถเอาดวงชะตาของคุณชายสามเหวินเปลี่ยนมาเป็นของหลานชายฉันได้”
ดวงตาของเวินสือเหนียนลึกล้ำ มีอีกคนที่รู้ถึงเรื่องโชคชะตาของเขา
เฝ่ยไป๋ลู่หัวเราะเยาะ “การยืมอายุขัยย่อมขัดต่อกฎสวรรค์ คุณถึงกับต้องการแทนที่ชะตากรรมของคนอื่น ช่างบังอาจ!”
ป้าฟางเงียบ ราวกับมั่นใจว่าคนคนนี้จะทำให้หลานชายของเธอมีชีวิตที่มั่งคั่งได้
ช่างโง่เง่า! เฝ่ยไป๋ลู่คิด แต่เธอไม่สามารถปลุกคนที่แสร้งหลับได้ เธอจึงขอให้เวินสือเหนียนคืนเงินสามร้อยหยวนให้ป้าฟางด้วยตัวเขาเอง และขอให้ป้าฟางเขียนบันทึกเพื่อแลกกับอายุขัยที่ตนไม่ควรได้รับ
ป้าฟางเขียนคำสุดท้ายด้วยมือที่สั่นเทา
เฝ่ยไป๋ลู่จดบันทึกแล้วถามว่า “รูปพรรณสัณฐานของคนคนนั้นเป็นยังไงคะ”
ป้าฟางแทบจะร้องไห้ “ฉันจำไม่ได้จริง ๆ รู้แค่ว่าเธอเป็นผู้หญิง”
เฝ่ยไป๋ลู่ผิดหวังเล็กน้อย ในตอนนี้เองที่หลานสาวของป้าฟางเข้ามาและพูดว่า “เธอมีรอยสักที่คอ สีน้ำเงินเหมือนดอกบัว”
ขณะที่คุณยายทำข้อตกลงกับผู้หญิงคนนั้น เธอก็ถูกไล่ไปที่ลานบ้าน
ใต้เรือนผมที่ปลิวไสวของผู้หญิงคนนั้น มีลวดลายตระการตาอยู่ที่คอของเธอ
รอยสัก? สีน้ำเงิน?
ดวงตาของเฝ่ยไป๋ลู่พลันสว่างวาบ เมื่อนึกถึงลายเส้นที่ไม่สม่ำเสมอบนต้นคอของหลินเจี้ยนลี่
เธออาศัยความทรงจำของตนวาดเครื่องหมายอย่างแม่นยำ “แบบนี้ใช่ไหม”
เด็กสาวมองอย่างระมัดระวังและพยักหน้า “ถ้าเส้นทั้งหมดบรรจบกัน มันก็ดูเหมือนกันค่ะ”
ที่แท้ลวดลายนี้ก็คือดอกบัว เป็นกลุ่มคนจากที่ไหนกันนะ? เฝ่ยไป๋ลู่รู้สึกเพียงว่าอำนาจยิ่งใหญ่กำลังรอเธออยู่
เธอได้สติกลับมา แล้วปัดโคลนบนเสื้อผ้าของเด็กสาว พร้อมเอ่ยอย่างจริงใจว่า “ขอบคุณ”
หญิงสาวเพียงพยักหน้าด้วยความเย็นชา
เฝ่ยไป๋ลู่เฝ้ามองเธอ เมื่อเห็นว่าอนาคตของเธอเปลี่ยนไป ริมฝีปากพลันหยักโค้ง พร้อมเอ่ยอวยพรว่า “เธออาจทุกข์ยากในวัยเด็ก แต่นับจากวันนี้อนาคตของเธอจะดีขึ้นเรื่อย ๆ”
วันดี ๆ เหรอ? เด็กน้อยเม้มปากด้วยความหวังว่ามันจะเป็นเช่นนั้น
เวินสือเหนียนจ้องเฝ่ยไป๋ลู่ เขารู้สึกอยู่เสมอว่าสีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอันบริสุทธิ์
คิ้วเข้มของเขาอ่อนลงเล็กน้อยอยู่ครู่หนึ่ง
ในที่สุดเวินสือเหนียนก็ได้รับชีวิตที่ยืมไปของเขากลับคืนมา
ส่วนบทลงโทษที่ป้าฟางจะได้รับจากเวินสือเหนียนเป็นอย่างไรนั้น เฝ่ยไป๋ลู่ไม่สนใจสักนิด เพราะทุกคนล้วนต้องจ่ายราคาสำหรับการกระทำของตน แต่คาดว่าวิธีการของเวินสือเหนียนคงไม่อ่อนโยนนัก
……
พระอาทิตย์ลอยขึ้นสูงช่วงปลายเดือนมิถุนายนต้นกรกฎาคม เฝ่ยไป๋ลู่กางร่มกันแดดขณะก้าวผ่านภูเขาหลายลูก ต้นไม้ยักษ์สูงตระหง่านริมถนนก็ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันบังแสงแดด ในขณะที่ลมหายใจของเธอเย็นลงเล็กน้อย
เธอหุบร่ม ย่อเข่ากับพื้น ทำให้ร่างของเธอเปลี่ยนไปอย่างคาดไม่ถึง ในขณะที่หญิงสาวเดินออกไปไกลในไม่กี่ลมหายใจ
เธอพลันเห็นร่างมนุษย์แขวนอยู่บนกิ่งไม้จากระยะไกล
พลังปราณบนศีรษะแตกซ่าน และปราณหยางบนไหล่ก็เหลืออยู่ไม่มาก
เฝ่ยไป๋ลู่ก้าวไปข้างหน้าและพาชายคนนั้นลงจากกิ่งไม้
กานว่างขยับเปลือกตาเปิด เห็นใบหน้าที่เย็นชาของเฝ่ยไป๋ลู่จนงุนงงไปชั่วขณะ
ดวงอาทิตย์ส่องผ่านรอยแยกระหว่างใบไม้ ตกกระทบกับดวงตาที่ไม่ได้โฟกัสของเขา ทำให้กานว่างซึ่งประหนึ่งถูกต่อยกลับมามีสติอีกครั้ง
เขากำลังจะตาย และพยายามเค้นเสียงเตือนเฝ่ยไป๋ลู่ “เร็วเข้า…ไปจาก…ที่นี่…อันตราย”
“อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย ขีวิตน้อย ๆ ของคุณกำลังอยู่ในอันตราย” เฝ่ยไป๋ลู่กล่าวขัดและถ่ายปราณวิญญาณที่เก็บไว้ในมือเข้าสู่ร่างกายของกานว่างเพื่อขจัดปราณหยินจากเขา
ร่างของกานว่างถูกเสียบทั้งเป็นบนกิ่งไม้ โดยมีรูขนาดใหญ่ที่หน้าอก ทะลุจากด้านหน้าไปด้านหลัง จนสามารถเห็นเนื้อและเลือดที่อยู่ข้างในเต้นตามจังหวะหัวใจ
แต่ที่เขาสามารถรอดมาจนถึงตอนนี้ เพราะตัวกานว่างเป็นคนมีดวงชะตาชีวิตเลวร้ายอยู่แล้ว
เฝ่ยไป๋ลู่กดจุดชีพจรสำคัญหลายจุดในร่างกายของเขา เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของเขา
“ขอบคุณ…” กานว่างฟื้นเรี่ยวแรงขึ้น เขาสูดหายใจเข้า มองเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยรอยยิ้มอันขมขื่น “ทิ้งผมไว้แล้วออกไปก่อนที่คนคนนั้นจะกลับมา ถ้าเป็นไปได้รบกวนส่งข้อความของผมถึงอาจารย์ได้ไหมครับ”
“สายไปแล้ว” สีหน้าเฝ่ยไป๋ลู่ดูพิกล เธอย้ายร่างกานว่างไปไว้ใต้ต้นไม้ซึ่งกางค่ายกล “คุณซ่อนอยู่ตรงนี้และอย่าส่งเสียง”
กานว่างต้องการถามว่าอะไรสายเกินไป ก็ได้ยินเสียงหัวเราะแปลก ๆ “เจี๊ยะเจี๊ยะ” มาจากที่ระยะใกล้ วิญญาณชั่วร้ายที่แข็งแกร่งพัดเข้ามา
“มีคนรนหาที่ตายอีกแล้ว”
เสียงของผู้ชายคนนั้นแหบแห้ง ราวกับเสียงเสียดสีแหลมบาดหูของมีด
ผมหางม้าของเฝ่ยไป๋ลู่พลิ้วไหวทั้งที่ไร้แรงลม
เธอหรี่ตาลงและมองผู้มาเยือน
ชายคนนั้นสวมเสื้อคลุมสีดำตั้งแต่หัวจรดเท้า
มีเพียงมือที่เผยออกเท่านั้นที่ขาวและละเอียดอ่อน
ในมือของเขาถือโซ่สีดำประกายแสงสีเงิน
กลิ่นอายพลังบนกายเข้มข้นมาก
เห็นได้ชัดว่าคืออาวุธไสยเวทของเขา
คนคนนี้ไม่อาจประมาทได้ เฝ่ยไป๋ลู่สีหน้าเคร่งขรึม
เธอประสานนิ้วเข้าหากัน หนีบยันต์สีเหลืองไว้ระหว่างปลายนิ้วบาง แล้วซัดไปทางชายคนนั้น
พลังปราณในกายไป๋ลู่เบาบางและธรรมดาดุจแมลง จนฉีหงยังเหยียดหยาม “ก็แค่กลอุบายกระจอก”
ร่างสูงยกมือขึ้นสลายการโจมตีจากยันต์แผ่นนั้นด้วยการระเบิดปราณหยิน
เฝ่ยไป๋ลู่ซึ่งเป็นผู้ลงมือก่อน หมายจะหยั่งเชิงความสามารถของอีกฝ่าย เมื่อเห็นยันต์ถูกทำลายอย่างง่ายดาย ใจเธอพลันดิ่งวูบ
ผู้ที่ทำให้กานว่างบาดเจ็บสาหัสแบบนี้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา!
แรงลมกระโชกพัดโหม ทำให้กลิ่นอายปราณหยินชั่วร้ายแผ่ปกคลุมป่าเขา บดบังท้องฟ้าและดวงอาทิตย์ กระทั่งอุณหภูมิยังลดลงอย่างรวดเร็ว
โซ่ตวัดขวับดุจอสรพิษเลื้อย ทำเอาผู้คนขนลุกชัน
“ไม่รู้เหรอว่าคนที่ชอบยุ่งธุระคนอื่นมักอายุสั้นน่ะ” ฉีหงยิ้มเหี้ยม
ทันทีที่เขาพูดจบ โซ่ก็ขยับมุ่งตรงไปที่ร่างของเฝ่ยไป๋ลู่
ดวงตาของกานว่างเปลี่ยนเป็นสีแดง “อย่า!”