เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 89 หยดน้ำตาวิญญาณ
บทที่ 89 หยดน้ำตาวิญญาณ
เหมยลี่น้อยที่หายใจรวยริน ตกตะลึงไปชั่วขณะ
ภายใต้แสงนั้น ความเจ็บปวดในร่างกายของเธอทุเลาลง ความหนาวเย็นถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่น ช่างเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ “คุณคือเทพเจ้าเหรอคะ?”
ใบหน้าของหนูน้อยบวมอย่างน่าเวทนา แต่ดวงตาสีดำสนิทกลับสะอาดบริสุทธิ์มาก
“ดวงตาของเธอสวยมาก” คนผู้นั้นหัวเราะ “ขอพรต่อเทพเจ้า แล้วคำอธิษฐานของเธอจะเป็นจริง”
เหมยลี่น้อยคิดว่าเป็นความฝัน แต่เมื่อตื่นมาเธอพบว่าบาดแผลบนตัวหายดีแล้ว ในมือเล็กถือสร้อยคอที่มีรูปปั้นเทพเจ้าอยู่
ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความสงสัยและดิ้นรน แต่ที่สุดแล้วเธอก็สวมสร้อยไว้ที่คอ ซ้ำยังอธิษฐานขอพรเงียบ ๆ
หากเทพเจ้ามีจริง หวังว่าท่านจะทำให้หานจิ่งไม่ทำร้ายแม่ของเธออีก
ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ หานจิ่งก็หยิบมีดขึ้นมาด้วยเจตนาจะทำร้ายซูหวน และแล้วความปรารถนาที่เหมยลี่น้อยมีต่อรูปปั้นเทพเจ้าก็บังเกิดผล
วิญญาณชั่วร้ายกำราบหานจิ่ง แล้วเอาชีวิตเหมยลี่น้อยไป
……
หลังจากตรวจสอบความทรงจำของเธอแล้ว เฝ่ยไป๋ลู่ก็ค่อย ๆ ถอนมือออก เหมยลี่น้อยนอนอย่างอ่อนแรงในอ้อมแขนของเธอ ลมหายใจแผ่วเบา
ดวงตาเหมยลี่น้อยปิดสนิท ริมฝีปากที่แตกค่อย ๆ วาดเป็นเส้นโค้งที่น่ารัก
เธอพยายามยกมือขึ้นด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี
ใช้นิ้วก้อยเกี่ยวนิ้วของเฝ่ยไป๋ลู่
พี่สาวคะ หวังว่าครั้งนี้หนูจะได้เจอเทพเจ้าที่ดี…
กลิ่นอายหยินบนศีรษะของเหมยลี่น้อยหายไปฉับพลัน
มือเล็ก ๆ ของเธอร่วงลงอย่างไร้เรี่ยวแรง
เฝ่ยไป๋ลู่กุมมือที่เย็นลงเรื่อย ๆ แล้วตะโกนเรียกซูหวนเสียงแหบพร่า “คุณซูหวน หยุดบ้าได้แล้ว มาดูหน้าเธอเป็นครั้งสุดท้ายเร็ว”
ซูหวนที่กำลังก้มหน้าคุกเข่าให้รูปปั้นเทพเจ้า ตัวสั่นเทา ศีรษะของเธอก้มลงจนติดพื้น ยกไม่ขึ้นอยู่นาน
น้ำตาหยดใหญ่หยดลงพื้นจนเปียกโชก
เฝ่ยไป๋ลู่วางเหมยลี่น้อยลง แล้วจัดวางค่ายกลรวบรวมวิญญาณแบบง่าย ๆ อย่างรวดเร็ว
เธอไม่กล้าผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย และจุดธูปที่ยึดมาจากอาจารย์หนิงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ธูปลวงวิญญาณจะใช้ได้ผลดีที่สุดคือการล่อลวงวิญญาณคนเป็น เฝ่ยไป๋ลู่ไม่แน่ใจว่าจะใช้ได้ผลกับวิญญาณของเหมยลี่น้อยที่เพิ่งตายหรือไม่ แต่ถึงยังไงก็ต้องลองดู
ไป๋ลู่กัดปลายนิ้วของเธอ ใช้เลือดเป็นตัวนำทาง ยันต์ถูกดึงขึ้นในอากาศ พร้อมกับอักขระสีทองเข้มที่ปรากฏขึ้น มันมีจิตวิญญาณแต่สะกดลมหายใจไว้
เฝ่ยไป๋ลู่วางมันลงบนธูปลวงวิญญาณแล้วจุดไฟ จากนั้นก็โปรยขี้เถ้าลงบนร่างเหมยลี่น้อย
ซูหวนเดินโซซัดโซเซมาอยู่ข้าง ๆ ร่างเหมยลี่น้อย ท่าทางของเธอซีดเซียว เฝ้ามองการเคลื่อนไหวของเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยใบหน้าโรยราดุจขี้เถ้า
เฝ่ยไป๋ลู่นั่งขัดสมาธิไม่ไหวติง ดวงตาของเธอปิดลง ผมพลิ้วไหวไปตามขมับ
ค่ายกลนั้นก่อตัวหมือนกระแสน้ำวนที่มองไม่เห็นดูดซับพลังวิญญาณจากร่าง โดยมีเธอเป็นจุดศูนย์กลาง กระจายลมปราณออกไปทุกทิศทาง
ในช่วงเวลานี้ห้ามผิดพลาด ไม่เช่นนั้นเฝ่ยไป่ลู่จะต้องประสบกับการสะท้อนกลับอย่างรุนแรงของค่ายกล เหมยลี่น้อยก็จะตกใจจนดวงวิญญาณกระจัดกระจาย ความปรารถนาสุดท้ายของเธอย่อมไม่สมหวัง
เฝ่ยไป๋ลู่มีเหงื่อเย็นออกเล็กน้อยตรงหน้าผาก จู่ ๆ เธอก็ลืมตาขึ้นแล้วพูดอย่างรวดเร็วว่า “มาแล้ว มีอะไรจะพูดก็รีบพูด”
ครั้นแล้วก็เห็นพลังปราณลอยออกมารอบตัวเหมยลี่น้อย มันควบแน่นจนปรากฏเป็นร่างอยู่กลางอากาศ
ซูหวนหลั่งน้ำตาออกมาทันที “ลูกแม่!”
วิญญาณเหมยลี่น้อยยังคงมีสภาพเลือดออกทั้งเจ็ดทวารอย่างน่าสยดสยองดังเช่นก่อนตาย แต่ที่แตกต่างออกไปคือ เธอลืมตา
รูม่านตาคู่นั้นเป็นสีดำที่ส่องประกายราวกับหินเฮยเย่า*[1]
“แม่ขา ในที่สุดหนูก็ได้เจอแม่แล้ว” เหมยลี่น้อยยิ้มอย่างมีความสุข
ก่อนตาย เธออยากรู้มาตลอดว่าตอนนี้แม่ของเธอหน้าตาเป็นยังไง
น่าเสียดายหลังจากโดนเอาดวงตาไป ถึงแม้ว่าแม่จะอยู่ตรงหน้า เธอก็มองไม่เห็นแล้ว
คิดไม่ถึงเลยว่าพอตายแล้ว ความปรารถนาของเธอจะเป็นจริง
“อย่าเศร้าเพราะหนูนานเกินไปนะคะ แม่ควรจะมีชีวิตที่ดี…” วิญญาณของเหมยลี่น้อยนั้นไม่เสถียร เธอมีสิ่งที่ต้องการจะพูดเยอะเหลือเกิน แต่สุดท้ายเธอก็พูดได้เพียงประโยคง่าย ๆ นี้เท่านั้น
ก่อนที่วิญญาณของเธอจะหายไปโดยสมบูรณ์ เหมยลี่ส่งยิ้มให้เฝ่ยไป๋ลู่ ราวกับได้ละทิ้งสิ่งที่ยึดเหนี่ยวในใจไปจนหมดแล้ว น้ำตาพลันไหลลงมาอาบแก้ม
เธอพูดอย่างไร้เสียงว่า “พี่สาว ขอบคุณค่ะ”
เฝ่ยไป๋ลู่พยักหน้าเบา ๆ แล้วส่งเธอจากไป
เหมยลี่น้อยตายสนิทแล้ว
ซูหวนกอดศพของเธอแล้วร้องไห้คร่ำครวญ
เฝ่ยไป๋ลู่หยิบลูกปัดทรงกลมบนพื้นขึ้นมาเงียบ ๆ
“หยดน้ำตาวิญญาณ…”
ลูกปัดทรงกลมเรืองแสง เนื้อสัมผัสนุ่มนวลและละเอียดอ่อนราวผ้าไหม ซึ่งตรงข้ามกับชื่อโดยสิ้นเชิง อุณหภูมิที่ทำให้มืออบอุ่น ลมหายใจบริสุทธิ์ เป็นสมบัติล้ำค่าของเพศหญิงที่หาได้ยาก
มันคือของขวัญที่เหมยลี่น้อยมอบให้เธอ
ในที่สุดคดีวางยาพิษก็ได้รูดม่านลง เพียงแต่ไม่มีใครมีตอนจบที่มีความสุข
เหมยลี่น้อยตาย หานจิ่งถูกจับ ถึงแม้ว่าซูหวนวางยาพิษเพราะถูกบังคับ แต่มันคือการร่วมมือกันก่ออาชญากรรม ภายใต้กรณีที่มอบตัวและได้รับการลดโทษ ถึงยังไงก็ยังต้องเผชิญกับโทษจำคุกอยู่ดี
และจุดประสงค์ที่หานจิ่งก่อคดีวางยาพิษ เพียงเพราะต้องการแก้แค้นเจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ตเล่อเล่อ
เจ้าของซูเปอร์มาเก็ตเล่อเล่อถูกเรียกตัวมาที่สถานีตำรวจ เมื่อรู้ว่าหานจิ่งคือเบื้องหลังที่ทำเรื่องชั่วร้ายนี้ เขากระทืบเท้าอย่างโกรธจัด
“ผมจำเขาได้ เขามาซื้อเหล้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตของเรา ต้องการจะซื้อแบบเงินเชื่อแต่ผมไม่ยอม ผมบอกเขาว่าถ้าไม่มีเงินก็ให้เขาหยุดดื่ม เขาอาจจะแค้นใจก็ได้! แต่เขาคิดอุบายชั่วร้ายด้วยการวางยาพิษใส่เครื่องดื่มออกมาได้ยังไง!”
หานจิ่งรู้ว่าตนเองไม่สามารถหนีไปได้แล้ว เขามองซูหวนด้วยสายตาชั่วร้าย “อย่าให้ฉันได้ออกไปนะ”
ซูหวนที่ปกติแล้วจะหวาดกลัวหานจิ่งนั้นไม่แยแสใด ๆ ราวกับเป็นคนตายที่เดินได้
เฝ่ยไป๋ลู่ยืนอยู่ตรงหน้าซูหวนและขวางสายตาชั่วร้ายของชายหนุ่มเอาไว้อย่างใจเย็น
น้ำเสียงของเธอราบเรียบ ดวงตานิ่งและสงบ “ทำตัวให้ดีตอนถูกจองจำ เมื่อคุณออกมาแล้ว ฉันจะพาคุณไปตามหาลูกสาวที่กลับชาติมาเกิด”
ในที่สุดซูหวนก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง เธอมองเฝ่ยไป๋ลู่อย่างตะลึงงัน “จริง…จริงเหรอ?”
“จริงค่ะ” เฝ่ยไป๋ลู่พยักหน้า
ราวกับมีคนยื่นความหวังสุดท้ายของชีวิตมาให้ ดวงตาของซูหวนเต็มไปด้วยแสงแห่งความหวังของชีวิตในอนาคตอีกครั้ง
และเฝ่ยไป่ลู่เหลือบมองหานจิ่งอย่างเฉยชา
ทำชั่วได้ชั่ว คนทำชั่วอย่างหานจิ่งย่อมไม่ตายดี
หากซูหวนต้องการแก้แค้น มีชีวิตก่อนแล้วค่อยว่ากัน!
คดีวางยาพิษคลี่คลายแล้ว เจ้าหน้าที่โจวถอนใจอย่างโล่งอก “ขอบคุณคุณเฝ่ยมากสำหรับการช่วยเหลือ”
คดีนี้จะต้องคลี่คลายโดยเร็วที่สุด เพราะเกรงว่าจะสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน และส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยในสังคม
โชคดีที่พวกเขาพบตัวคนร้ายวางยาพิษแล้ว สักพักก็สามารถออกประกาศได้ และสร้างความมั่นใจให้ผู้คน
เขาเหลือบมองนักข่าวของเว็บไซต์เหอกู่ที่รออยู่บริเวณพื้นที่สำหรับรอและส่งสายตามาทางเฝ่ยไป๋ลู่ “เพื่อนนักข่าวคนนี้รออยู่ที่นี่มาตลอด บอกว่าอยากสัมภาษณ์คุณ อยากให้ผมหาห้องประชุมว่างให้หรือเปล่า?”
เฝ่ยไป๋ลู่ส่ายหัวปฏิเสธ “ไม่ต้องค่ะ ไม่มีอะไรจะให้สัมภาษณ์ พวกเขาล้วนรอการประกาศของพวกคุณอยู่”
รอยยิ้มบนใบหน้าเจ้าหน้าที่โจวลึกซึ้งยิ่งขึ้น ดีมาก เขารู้ว่าเฝ่ยไป๋ลู่ยืนอยู่ฝั่งเดียวกันกับพวกเขา
นักข่าวหลินจากเว็บไซต์เหอกู่ที่ให้ความสนใจกับความคิดเห็นของประชาชนบนอินเทอร์เน็ต ก็ให้ความสนใจความเคลื่อนไหวที่ประตูไปด้วย
เมื่อเห็นเฝ่ยไป่ลู่เตรียมจะออกไปเงียบ ๆ กับรถตำรวจ เขาก็กัดฟันแล้วแอบตามไป
เขาถ่ายรูปทันแค่ไม่กี่รูป รถตำรวจก็แล่นออกไปไกลอย่างรวดเร็ว
เมื่อไม่ได้รับข้อมูลเป็นที่แรก นักข่าวหลินก็ลดกล้องลงอย่างผิดหวัง เขากำลังเตรียมตัวจากไป ทันใดนั้นชายคนหนึ่งในชุดสูทและสวมรองเท้าหนังก็ลงจากรถมาขวางทางเขา
เฝ่ยอวี้มองกล้องแล้วพูดว่า “ส่งสำเนารูปภาพที่แกเพิ่งถ่ายมาให้ฉัน”
“แล้วคุณเป็นใคร?” นักข่าวหลินมองเขาหัวจรดเท้า หน้าตาก็เป็นคนแต่นิสัยเป็นหมา*[2] ทำไมแค่มารยาทก็ยังไม่รู้? “ขวางทางอยู่ หลีกไปสิ”
เฝ่ยอวี้เชิดคางขึ้นแล้วพูดอย่างหมดความอดทนว่า “ฉันจะซื้อมันในราคาหนึ่งแสนหยวนต่อใบ”
บ้าไปแล้ว! รูปดารายังไม่ได้ราคาหนึ่งแสนหยวนเลย นักข่าวหลินไม่เชื่อแม้แต่น้อยและเดินตรงจากไป
เฝ่ยอวี้สีหน้าบึ้งตึงอย่างรวดเร็ว “นักข่าวของเว็บเหอกู่ใช่ไหม?”
เขาบังเอิญผ่านมาที่นี่ แล้วเห็นภาพเฝ่ยไป่ลู่ขึ้นรถตำรวจเข้าพอดี แต่ยังไม่ทันได้ถ่ายรูป คนก็ไปแล้ว
เลยอยากจะขอจากนักข่าวคนนั้น คิดไม่ถึงว่าจะไม่รู้ดีรู้ชั่วขนาดนี้!
เฝ่ยอวี้ควักโทรศัพท์ออกมาแล้วโทรออก เช่นนี้แล้วถึงจากไปอย่างพึงพอใจ
เมื่อนักข่าวหลินกลับมาที่สำนักงานของเว็บไซต์เหอกู่ หัวหน้าบรรณาธิการที่มีสายตาเย็นชากับเขามาตลอดกลับมีท่าทางที่อ่อนโยนผิดปกติ เขาพูดรวบรัดไม่กี่คำว่าจะเอารูปที่เขาถ่ายไป และเขาในฐานะสัตว์สังคมผู้ต่ำต้อย แม้แต่คำพูดยับยั้งก็พูดไม่ได้
นักข่าวหลินตะลึงงันอยู่ในห้องทำงาน รู้สึกได้อย่างอธิบายไม่ถูกว่าจะต้องเป็นผู้ชายคนนั้นที่ขอซื้อรูปหนึ่งแสนหยวนแน่!
และจุดประสงค์ที่ชายคนนั้นต้องการรูปภาพ อาจจะพุ่งไปที่เฝ่ยไป๋ลู่!
[1] หินเฮยเย่า คือหินออบซิเดียน หรือหินภูเขาไฟ มีสีดำแวววาวสวยงาม
[2] หน้าตาก็เป็นคน แต่นิสัยเป็นหมา หมายถึงคนที่ไม่มีมารยาท แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม