เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 91 ให้ตายเถอะ ที่นี่คือโฮมสเตย์แห่งความตาย!
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 91 ให้ตายเถอะ ที่นี่คือโฮมสเตย์แห่งความตาย!
บทที่ 91 ให้ตายเถอะ ที่นี่คือโฮมสเตย์แห่งความตาย!
เวินเหวินเต๋อกลัวเวินสือเหนียนมากจนแข้งขาอ่อนแรง เดินโซซัดโซเซจากโฮมสเตย์กลับไปนั่งในรถ
เขาโทรหาใครบางคนด้วยมือสั่นเทา
ปลายสายถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “มีเรื่องอะไรอีก?”
“พ่อ ผมเพิ่งจะไปล่วงเกินผู้หญิงของเวินสือเหนียนโดยไม่ตั้งใจเข้า” เวินเหวินเต๋อรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตาย นึกว่าจะเป็นพวกหน่อมแน้ม คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นผู้แข็งแกร่ง
‘ผู้หญิงของเวินสือเหนียนงั้นเหรอ?’ คุณลุงเวินสีหน้าร้อนใจอยู่ชั่วขณะ จู่ ๆ เวินสือเหนียนก็ออกจากเมืองหลวง ไม่ได้เป็นเพราะรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง แต่เพราะผู้หญิงคนนี้งั้นเหรอ?
เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นี้ น้ำเสียงคุณลุงเวินก็กระวนกระวายและร้อนใจราง ๆ “ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร? เอาเถอะ ไม่ว่าจะต้องทำยังไง นายต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเธอให้ได้!”
หลังจากอธิบายอย่างเร่งรีบจนจบ ก็วางหูทันที
เวินเหวินเต๋อมีสีหน้าสิ้นหวัง เขาล่วงเกินเธอไปแล้ว จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้ยังไง?
หรือว่าต้องใช้กลยุทธ์โอบล้อมกอบกู้ประเทศ?*[1]
เวินเหวินเต๋อรวบรวมความเข้มแข็งกลับมาอีกครั้ง เขาหาข้อมูลติดต่อเจี่ยนต๋าเช่าและส่งข้อความไป
[เลขาเจี่ยน ฉันคือเวินเหวินเต๋อ นายน่าจะรู้จักฉัน…สุภาษิตว่าไว้ผู้ไม่รู้ไม่ผิด นายคิดว่าฉันจะเลี้ยงอาหารคุณชายสามเวินและคุณผู้หญิงคนนั้นได้หรือเปล่า ฉันอยากจะขอโทษต่อหน้า…]
ขณะเดียวกันนี้ เจี่ยนต๋าเช่าปิดหน้าจอโดยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง แสร้งทำเป็นไม่เห็นข้อวาม
จนกระทั่งหลังจากนั้นสองสามวัน เขาก็ได้รับข้อความที่สองจากเวินเหวินเต๋อ…
[เลขาเจี่ยน! โทรหาคุณชายสามเวินเร็ว! ตอนนี้ฉันอยู่ที่โฮมสเตย์หงรื่อ เจ้าของโฮมสเตย์เป็นฆาตกร! ฉันกำลังจะตาย!]
ลมหายใจเจี่ยนต๋าเช่าหยุดชะงักเมื่ออ่านข้อความ ดวงตาพลันเป็นประกาย “คุณชายสาม คุณเฝ่ย คนที่ล่อลวงวิญญาณอาจเป็นเจ้าของโฮมสเตย์คนนี้ก็ได้นะครับ!”
“โฮมสเตย์หงรื่องั้นเหรอ?” เฝ่ยไป๋ลู่ขมวดคิ้ว “พอมาถึงที่นี่เมื่อสองสามวันก่อนฉันก็เดินดูรอบหนึ่งแล้ว ไม่เคยได้ยินชื่อโฮมสเตย์นี้เลย”
เวินสือเหนียนโทรหาผู้จัดการ ผู้จัดการดูแล้วก็ยืนยันว่า “ที่นี่ไม่มีโฮมสเตย์ชื่อโฮมสเตย์หงรื่อ อาจเป็นไปได้ว่าชาวบ้านใช้บ้านของตัวเองรองรับนักท่องเที่ยวแล้วตั้งชื่อกันเอาเอง”
หมู่บ้านหลิวตงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีบ้านเรือนเป็นเอกลักษณ์ โฮมสเตย์จึงมีจำกัด ชาวบ้านบางส่วนไม่มีโอกาสในการทำธุรกิจโฮมสเตย์อย่างถูกกฎหมาย จึงปรับปรุงบ้านที่ตนเองอยู่อาศัยอยู่แล้วแอบเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาพัก
เมื่อเปรียบเทียบกับโฮมสเตย์ที่เป็นกิจลักษณะ โฮมสเตย์สำหรับครอบครัวที่ดำเนินกิจการกันเองประเภทนี้ไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้ ตัวอย่างเช่น บางคนถูกขโมยเงิน บางคนถูกวางยาอะฟลาทอกซิน*[2] ลงในไวน์ข้าวหรือเหล้าขาวหวานที่หมักเองที่บ้าน บางคนถูกยาพิษกัดกร่อนทว่า…ส่วนใหญ่ถูกเบื้องบนสั่งปิดไปแล้ว
คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีคนฝ่าฝืนกฎหมาย
“โฮมสเตย์หงรื่อ…หงรื่อ…” เวินสือเหนียนเคาะนิ้วชี้บนโต๊ะโดยไม่รู้ตัว “คำว่าหงรื่อจะเป็นชื่อคนได้หรือเปล่า?”
ผู้จัดการครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ ๆ ก็คิดออกบางอย่างแล้วพูดว่า “ท้ายหมู่บ้านมีเจ้าของบ้านชื่อหลิวซินหรง มีภรรยาชื่อหงรื่อ! แต่ดูเหมือนว่าภรรยาจะพาลูกกลับบ้านตัวเองไปแล้ว ตอนนี้เหลือหลิวซินหรงคนเดียวไม่น่าจะรับนักท่องเที่ยวไหว”
ที่เขารู้ดีขนาดนั้นเพราะฟังเรื่องซุบซิบจากพนักงาน
ภรรยาและลูก ๆ ของหลิวซินหรงกลับบ้านแม่ยายของเขาไปนานมากแล้ว และไม่มีใครเห็นหลิวซินหรงไปกล่อมให้พวกเขากลับมา ทุกคนล้วนแต่เดาว่าสองคนกำลังจะหย่ากัน หมู่บ้านใหญ่โตขนาดนี้ ทำไมข่าวซุบซิบจะไม่แพร่กระจายไปทุกที่
เฝ่ยไป๋ลู่กับเวินสือเหนียนมองหน้ากัน และเห็นความเข้าใจในสายตาของกันและกัน
ดูเหมือนผู้ต้องสงสัยน่าจะเป็น ‘หลิวซินหรง’ ผู้นี้แล้ว
มีผู้ต้องสงสัยแล้ว เฝ่ยไป๋ลู่และคนอื่น ๆ ก็เคลื่อนไหวทันที
อีกด้านหนึ่ง เวินเหวินเต๋ออยากจะร้องแต่ก็ไม่มีน้ำตา
เขาคือชายตัวใหญ่หลังเสือเอวหมี กลับถูกเจ้าของโฮมสเตย์บีบบังคับให้จนมุมเหมือนปลาบนเขียงที่ไม่มีแรงขัดขืน
“อย่าฆ่าฉันเลย พ่อฉันรวยมากนะ!”
“แกอยากได้เงินเท่าไหร่? ขอแค่แกปล่อยฉันไป ฉันให้เงินแกหมดเลย!”
“คุณชายสามเวินคือญาติของฉัน รู้จักคุณชายสามเวินหรือเปล่า? ถ้าฉันตายอยู่ที่นี่ คุณชายสามเวินจะไม่ปล่อยแกไป!”
“คุณชายสามเวินจะไม่ปล่อยฉันไปงั้นเหรอ? เอาไว้เขารอดไปได้ก่อนค่อยว่ากัน” ชายชราไม่สะทกสะท้าน แล้วทาสีธงลวงวิญญาณด้วยเลือดมนุษย์ ทำให้สีธงสว่างขึ้นเรื่อย ๆ
ครั้นสะบัดพู่กันครั้งสุดท้าย ชายชราก็ชื่นชมผลงานชิ้นเอกของตนเองอย่างพึงพอใจ ขณะที่เขย่าลูกปัดที่ห้อยอยู่ด้านล่างธงเรียกวิญญาณ เสียงระฆังและแผ่นโลหะเกิดเสียงดังซึ่งเสียดแก้วหูมนุษย์อย่างรุนแรง
‘ตู้ม!’ แปรงถูกโยนลงถังเลือดและเลือดก็กระเซ็นใส่หน้าเขา
เมื่อได้กลิ่นเลือดข้นคลั่ก ท้องของเวินเหวินเต๋อก็ปั่นป่วน คลื่นไส้ไม่หยุด เสียงแหลมและบดขยี้ทำให้ปวดหัวจนแทบจะระเบิด
ดวงตาของเขาหมดสิ้นซึ่งความหวัง
เวลานั้นเขาแค่ต้องการหาที่พักเพื่อจะได้มีโอกาสไปตามตื๊อเวินสือเหนียนและผู้หญิงคนนั้น แต่ผลคือโฮมสเตย์ในหมู่บ้านเต็มหมดแล้ว พอเจอห้องว่างได้อย่างยากลำบากก็ดันถูกคนอื่นจอง
เขาจึงใช้สร้อยทองเส้นใหญ่บนคอกึ่งบังคับกึ่งหลอกล่อไล่ครอบครัวห้าคนที่จองห้องไว้ออกไป แล้วตัวเองเข้ามาอยู่เอง
แต่ให้ตายเถอะ นี่คือโฮมสเตย์แห่งความตาย!
เขาเห็นเจ้าของโฮมสเตย์เจาะข้อมือคนเพื่อเอาเลือดออกมา เขามันเป็นฆาตกรวิปริตชัด ๆ!
เวินเหวินเต๋อตัวสั่น ใครก็ได้มาช่วยที! เขาไม่อยากตาย!
“ใจเย็น ๆ พรุ่งนี้ก็ตานายแล้ว” ชายชราหัวเราะเสียงดังอย่างร้ายกาจ
และก่อนที่เสียงหัวเราะจะหยุดลง ทันใดนั้นแสงเย็นก็ส่องผ่านประตูไม้ทะลุเข้ามา
สีหน้าของชายชราเปลี่ยนไปอย่างมาก มือซ้ายสะบัดธง พัดสายลมชั่วร้ายออกไป
ทันใดวิถีโคจรของก้อนหินถูกลมพัดกระแทกเข้ากับผนังไม้จนจมหาย
“ใครน่ะ? ออกมา!”
เฝ่ยไป๋ลู่ปรากฏตัวออกมา ดวงตาเย็นชา “หาแกเจอแล้ว”
“เป็นแมลงที่ดื้อด้านจริง ๆ!” ชายชราจับธงเรียกวิญญาณไว้แน่น ไม่มีความสบประมาทในสายตาสักนิด
ครั้งก่อนเขาสิงร่างอาจารย์หนิง ตอนแรกจะได้วิญญาณของหลินเจี้ยนลี่มาแล้ว แต่ก็ถูกเธอชิงกลับไป
อีกฝ่ายบีบให้เขาไม่มีทางเลือกอื่นต้องละทิ้งหลินเจี้ยนลี่แล้วหันมาหาวิญญาณอื่น
คิดไม่ถึงเลยว่าเขามาสถานที่แห่งนี้ ยังถูกเธอมาพบเข้าจนได้
เมื่อเฝ่ยไป๋ลู่เห็นเลือดมนุษย์ น้ำเสียงของเธอก็เย็นชา สายตาดุจคบเพลิง “กรรมตามสนองมีจริง ดูดวิญญาณมนุษย์ วันนี้ฉันจะทำให้แกสิ้นชีพแล้วฉันจะออกไปแบบมีชีวิตเต็มเปี่ยม!”
เธอใช้มือร่ายคาถา รวบรวมพลังปราณอันทรงพลังและบริสุทธิ์ แสดงให้เห็นว่าเธอสามารถทำสิ่งนี้ได้
“ได้เลย ถ้าอย่างนั้นมาดูกันว่าใครจะตายกันแน่” ชายชราไม่ได้ตื่นตระหนก เขาเดินไปหาเวินเหวินเต๋อ ยกเขาขึ้นมาอย่างง่ายดายราวกับอุ้มตั๊กแตน “แกถอนขนฉันหนึ่งเส้น ฉันจะฆ่าหนึ่งคน นอกจากผู้ชายคนนี้แล้ว ยังมีคนถูกขังอยู่ในห้องใต้ดินอีกเจ็ดคน”
ทันใดเขาชูธงเรียกวิญญาณในมือขึ้น
บนธงเรียกวิญญาณมีแหวนทองคำวงเล็ก ๆ ประดับอยู่พร้อมกับผมสองสามเส้นที่มีความยาวต่างกันถูกมัดไว้บนธง ซึ่งหนึ่งในนั้นเชื่อมต่อกับลมหายใจของเวินเหวินเต๋อ
เพียงแค่ตัดเส้นผมบนแหวนทองคำ วิญญาณของคนที่เกี่ยวข้องจะถูกดูดไป!
ทันใดนั้นดวงตาของเฝ่ยไป่ลู่ก็เย็นลง เมื่อวิญญาณของมนุษย์ออกจากร่างไปแล้ว ก็ยากที่จะกลับไปอีก และจะส่งผลเสียต่อจิตวิญญาณ
“ไม่ ๆ อย่าฆ่าฉัน! ฉันไม่อยากตาย ฉันไม่อยากตาย!” เวินเหวินเต๋อตกใจกลัวจนหัวหด ใบหน้าขาวซีด
เมื่อเห็นเฝ่ยไป๋ลู่อยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ชายชราก็เหน็บแนม “ขอถามผู้ทรงคุณธรรมจอมปลอมอย่างพวกแกหน่อย ไม่เหนื่อยหรือไง? เพื่อช่วยชีวิตคนไม่มีเกี่ยวข้องอะไรกับตัวเอง ต้องถูกคนอื่นควบคุมซ้ายขวา ไหนเลยจะเหมือนพวกเราที่อยากฆ่าก็ฆ่า ช่างมีความสุข!”
เวินเหวินเต๋อตัวสั่นไม่หยุด แกมีความสุข แต่ฉันกำลังจะตายแล้ว!
“เลิกพล่ามได้แล้ว! วางคนลง วันนี้ฉันจะเหลือร่างของแกไว้ ไม่อย่างนั้น…” จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้และการเหยียดหยามในดวงตาของเฝ่ยไป๋ลู่กระตุ้นชายชราจนเดือดดาล
“ไม่สั่งสอนให้แกเห็น แกก็ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ!” ชายชราแกว่งธงเรียกวิญญาณ ทำให้รูปร่างเหมือนผีจำนวนนับไม่ถ้วนโผล่ออกมาจากธงและปิดล้อมเฝ่ยไป๋ลู่ไว้
“บรรพบุรุษแห่งสวรรค์และโลก หมื่นแสงสุริยันเป็นสื่อ ฝึกฝนร้อยล้านกัปกัลป์ พิสูจน์พลังเวทแห่งข้า” เฝ่ยไป๋ลู่ร่ายคาถาร่วมกับชี้ปลายนิ้ว บนตัวถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีทอง
เธอเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วตัวเธอก็กลายเป็นร่างคนในชั่วพริบตา ฝ่าวงล้อมพลังหยินที่แน่นขนัด แล้วใช้ฝ่ามือตบเข้ากลางหน้าอกชายชรา
ชายชราเลิกคิ้ว เขาหลบเลี่ยงและป้องกันตัวตามสัญชาตญาณ แต่ทันทีที่เขาหันกลับมาก็เผยให้เห็นช่องโหว่ ทันใดมือของเฝ่ยไป๋ลู่เปลี่ยนทิศทาง เธอดึงเวินเหวินเต๋อขึ้นมาแล้วโยนเขาไปที่ข้างประตู
เวินเหวินเต๋อเวียนหัวตาลายจนล้มลง แต่ร่างกายนั้นไวกว่าจิตสำนึก เขากลิ้งตัวแล้วคลานออกจากประตู “ช่วยด้วย!”
เมื่อตัวประกันในมือถูกฉกไปแล้ว ดวงตาของชายชรายิ่งน่ากลัวและโหดเหี้ยม “เป้าหมายของแกไม่ใช่ฉันตั้งแต่แรก!”
“ใช่” น้ำเสียงเฝ่ยไป๋ลู่เปิดเผยตรงไปตรงมา “แต่ว่าตอนนี้เป้าหมายของฉันคือแก”
[1] กลยุทธ์โอบล้อมกอบกู้ประเทศ หมายถึง ใช้กลยุทธ์หรือวิธีแก้ปัญหาทางอ้อม
[2] อะฟลาทอกซิน คือ เชื้อราชนิดหนึ่ง สีออกเหลือง ๆ ลักษณะกลมสามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้