เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3035 วิญญาณต้นไม้ / ตอนที่ 3036 คนตระกูลมู่
ตอนที่ 3035 วิญญาณต้นไม้
เสือร้ายได้ยินอย่างนั้นก็ตื่นเต้น “นายท่าน นายท่าน ท่านมีวิธีอะไรทำให้พวกข้าทะลวงขั้นพลังได้หรือ”
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ ก่อนจะตอบคำถามมันอย่างแช่มช้าว่า “อยู่ๆ ไป พวกเจ้าก็จะรู้เอง”
เสือร้ายตัวนั้นพาเฟิ่งจิ่วมาถึงจุดที่ปลูกต้นผลเพิ่มอายุขัยไว้ ก่อนบอกว่า “นายท่าน ต้นนี้แหละ” เสือร้ายตัวนั้นย่อตัวให้เฟิ่งจิ่วกระโดดลงมา พลางใช้อุ้งเท้าชี้ไปที่ต้นไม้ ที่อยู่ข้างหน้า
เฟิ่งจิ่วหันไปมองต้นไม้ที่สูงประมาณหนึ่งจั้งกว่า เห็นว่ามีแต่ใบไม้สีเขียว จึงถามขึ้นว่า “ต้นไม้นี้ออกผลแค่สองลูกหรือ?” นางเดินไปหยุดยืนอยู่ใต้ต้นไม้ต้นนั้น ยังคงได้กลิ่น นหอมของผลเพิ่มอายุขัยที่กระจายอยู่บนต้นไม้
นั่นทำให้นางอดเลิกคิ้วอย่างสงสัยไม่ได้ ไม่มีผลแล้ว แต่กลับยังมีกลิ่นหอมหลงเหลืออยู่ ไม่ใช่ต้นผลไม้วิญญาณทั่วไปจริงๆ เพียงแต่ ดูเหมือนว่าต้นไม้ต้นนี้จะบาดเจ็บ ใบไม้ก็ไม่ได้สม มบูรณ์ กิ่งไม้บางกิ่งก็แห้งเหี่ยว ราวกับจะเฉาตายอยู่แล้ว
เสือร้ายส่ายหน้า บอกว่า “เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจเพราะต้นไม้ต้นนี้ออกผลไม่ได้แล้ว ตอนที่พวกข้ามาเจอ ก็มีแค่ลูกเล็กอยู่บนต้นไม้แค่สองลูกเท่านั้น พวกข้าสู้อุตส ส่าห์เฝ้าดูแลอย่างยากลำบาก พอสุกแล้วกลับถูกขโมยเด็ดไป มันคงอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว”
เฟิ่งจิ่วลูบลำต้น ขณะกำลังจะดึงมือกลับมา กลับได้ยินเสียงเบาๆ ดังขึ้น
“ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย…”
นางหันไปมองรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นมีใคร จึงลองเงี่ยหูฟังอีกครั้ง แล้วก็ค้นพบว่าเหมือนจะมีเสียงดังมาจากต้นไม้ต้นนั้น เฟิ่งจิ่วประหลาดใจนัก นางยกมือข้างหนึ่งนาบลงไปบนต้นไม้ แล้ว ถามขึ้นว่า “เจ้ากำลังพูดอยู่หรือ”
“ข้าไม่ได้พูดนะ!” เสือร้ายมองเฟิ่งจิ่วอย่างแปลกใจ
เฟิ่งจิ่วไม่สนใจมัน นางมองต้นผลเพิ่มอายุขัยที่อยู่ตรงหน้า
“ข้าเอง ช่วยข้าด้วย! ข้าสัมผัสได้ว่าเจ้ามีพลังชีวิตที่แข็งแกร่งมาก ช่วยข้าด้วยนะ!” เสียงนั้นดังมาเบาๆ หากไม่ตั้งใจฟัง ก็คงไม่ได้ยิน
“มีดวงจิตแล้วหรือ?” เฟิ่งจิ่วดวงตาไหวระริก
“ข้าเป็นต้นไม้วิญญาณ แต่ข้าแค่อ่อนแอเกินไป ไม่อาจรวมดวงจิตขึ้นมาได้ ทำได้เพียงอาศัยอยู่ในต้นผลไม้เพิ่มอายุขัย”
เฟิ่งจิ่วเอามือนาบต้นไม้ ควบคุมความคิด เคลื่อนย้ายต้นผลไม้เพิ่มอายุขัยต้นนี้เข้าไปไว้ในห้วงมิติ ภาพนั้นทำให้เสือร้ายที่อยู่ข้างๆ ตะลึงตาค้างไปในทันที
“ไปกันเถอะ!” เฟิ่งจิ่วหันไปพูดกับเสือร้าย ก่อนจะกระโดดขึ้นขี่หลังมัน
เสือร้ายตัวนั้นอยากจะถาม แต่กลับไม่รู้จะถามอย่างไร ทำได้แค่เดินไปเงียบๆ พานางกลับไปยังจุดเดิม
“พวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? พักผ่อนเต็มที่หรือยัง?” เฟิ่งจิ่วกระโดดลงจากหลังเสือ พลางเดินไปทางกลุ่มคนที่พักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้
เสือร้ายสองตัวเดินมารวมตัวกัน ก่อนจะถอยไปอยู่ด้านหนึ่ง พวกมันเอนหัวเข้าหากัน ไม่รู้กระซิบกระซาบอะไรกันอยู่ตรงนั้น พวกมันยังหันไปมองเฟิ่งจิ่วเป็นระยะด้วย
“อาวุโส บาดแผลภายนอกของศิษย์พี่บางคนพวกข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่อาการบาดเจ็บภายในของพวกเขาค่อนข้างสาหัส คงไม่สามารถออกเดินทางได้เร็วๆ นี้” หญิงแซ่มู่อธิบาย ก่อนจะมองเ เฟิ่งจิ่วอย่างระมัดระวัง “อาวุโส พักอีกสักหน่อยได้หรือไม่?”
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองคนที่เหลือ ก่อนถามว่า “พวกเจ้าไม่มียาในหรือ?” สถานการณ์เช่นนี้ย่อมต้องกินยาในอยู่แล้ว ขอแค่กินยาใน อาการบาดเจ็บภายในก็จะหายอย่างรวดเร็ว ไม่อย่างนั้นปล ล่อยไว้อย่างนั้นเมื่อไรมันจะหายเองได้เล่า?
“พวกเรากินยาในแล้ว แต่อาจไม่เห็นผลในทันที” ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น “หากอาวุโสมีเรื่องเร่งด่วนก็ไปเถิด! พวกเราคงต้องรอให้หายดีสักหน่อย แล้วค่อยเดินทางกลับสำนัก”
………………………………….
ตอนที่ 3036 คนตระกูลมู่
เฟิ่งจิ่วยิ้มเยาะ “หมายความว่า พวกเจ้ามีกำลังที่จะไปจากที่นี่แล้ว?” ยังไม่ทันให้พวกเขาตอบ นางก็พยักหน้าแล้วพูดต่อว่า “ก็จริง ข้าช่วยชีวิตพวกเจ้าแล้ว ต่อไปพวกเจ้าจะเป็นอย่างไ ไรก็ไม่เกี่ยวกับข้า”
“อาวุโส พวกข้าไม่ได้…” ชายหนุ่มยังพูดไม่ทันจบก็ถูกตัดบทเสียก่อน
“ข้าก็ว่าอยู่แล้วเชียวว่าทำไมเห็นสัญญาณขอความช่วยเหลือของสำนักดาราครามเซียน! ที่แท้ก็มีศิษย์ของสำนักดาราครามเซียนอยู่ที่นี่นั่นเอง!” หวันเหยียนสิบสามเดินออกมาจากป่าด้านห หนึ่งที่อยู่ไม่ไกล เขากวาดตามอง พอเห็นเฟิ่งจิ่วก็ทำท่าจะพูด แต่สายตาเหลือบไปเห็นเสือร้ายระดับสัตว์เทวะสองตัวที่อยู่ด้านหนึ่งเสียก่อน จึงกระโดดโหยงด้วยความตกใจ
“เฮ้ย! ทำไมมีสัตว์ร้ายสองตัวอยู่ตรงนี้ด้วย! ซ้ำยังเป็นสัตว์ร้ายระดับสัตว์เทวะอีกด้วย!” เขาเบิกตากว้าง หันไปส่งสายตาให้เฟิ่งจิ่ว “มาทางนี้เร็ว! เจ้ามัวยืนบื้ออะไรอยู่? ไม่เ เห็นหรือว่าสัตว์เทวะสองตัวนั้นอยู่ใกล้เจ้าที่สุด!”
เฟิ่งจิ่วชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบมองไปข้างหลังแวบหนึ่ง จากนั้นก็หันมามองหวันเหยียนสิบสามที่กำลังแตกตื่น อดไม่ได้ที่จะหลุดขำ “ท่านแตกตื่นอะไร? ข้าเพิ่งรับพวกมันมาเป็น บริวาร”
“หา? อะไรนะ? ข้าได้ยินไม่ผิดกระมัง?” เขาจ้องนางด้วยสีหน้าตกตะลึง
เฟิ่งจิ่วยิ้มอธิบายว่า “ข้าบอกว่าข้าเพิ่งรับพวกมันมาเป็นบริวาร บ้านข้าต้องการสัตว์ร้ายสองตัวไปเฝ้าประตู พอดีเห็นเสือสองตัวนี้สวยดี ท่าทางองอาจผึ่งผาย ก็เลยอยากพากลับ ไปเฝ้าประตูบ้าน”
“จะ…เจ้าแน่มากนะ!” เขากลับไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อดี
ออกมาตามหาคน แต่กลับได้สัตว์เทวะกลับไปเฝ้าประตูบ้านถึงสองตัว? เขาไม่ยอมจำนนต่อฟ้าดิน แต่จะขอยอมจำนนต่อเฟิ่งจิ่วจริงๆ
เขาสาวเท้ายาวๆ เดินเข้ามา จ้องสัตว์เทวะสองตัวนั้นแวบหนึ่ง ก่อนถามเฟิ่งจิ่วว่า “เจ้ากำราบพวกมันอย่างไร”
“ด้วยกำปั้น” เฟิ่งจิ่วยิ้มอย่างมีลับลมคมใน ก่อนจะเหลือบมองสัตว์เทวะสองตัวนั้น
“จิ๊ๆ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!” เขากอดอกจ้องนาง แม่หนูน้อยนี่ร้ายกาจไม่เบาเลยนะ!
“ท่านมาเพราะเห็นสัญญาณขอความช่วยเหลือหรือ” เฟิ่งจิ่วถาม
“ใช่น่ะสิ! เห็นว่าเป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือของสำนักดาราครามเซียน จึงคิดจะมาดูหน่อย นึกไม่ถึงเจ้าก็อยู่ด้วย” เขาหันไปมองกลุ่มคนที่อยู่ใต้ต้นไม้ ก่อนจะเดินไปหา “นี่ พวกเจ้าเป็ นศิษย์สำนักเซียนหรือ”
ขณะถาม สายตาของเขาก็จับจ้องพิจารณาอีกฝ่าย สำรวจสถานการณ์และวรยุทธ์ของพวกเขาคร่าวๆ
“พวกข้าเป็นศิษย์หัวกะทิ อาวุโสเล่า?”
“ที่แท้ก็ศิษย์หัวกะทิ” เขาพยักหน้า ไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาพูด ถามต่อทันทีว่า “อย่างนั้นข้าถามพวกเจ้า พวกเจ้าเคยเห็นหวันเหยียนเชียนหวาที่นี่หรือไม่?”
“ศิษย์พี่หวันเหยียน? ไม่เลย” พวกเขาส่ายหน้า ก่อนถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับศิษย์พี่หวันเหยียนอย่างนั้นหรือ? เหตุใดอาวุโสทั้งสองท่านจึงมาตามหานางที่นี่”
หวันเหยียนสิบสามชำเลืองมองพวกเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงค่อนแคะว่า “พวกเราจะตามหานางที่ไหนแล้วเกี่ยวอะไรกับพวกเจ้า พวกเจ้านั่นแหละ แต่ละคนสภาพร่อแร่เช่นนี้ ยังบอกว่ าเป็นศิษย์หัวกะทิอีก วรยุทธ์แค่นี้ยังกล้าเข้ามาในนี้ หนำซ้ำยังรอดมาได้อีก ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ”
พอถูกตำหนิเช่นนี้ พวกเขากลับไม่คัดค้านสักนิด สองคนนี้เป็นใครมาจากไหนไม่รู้ แต่กลับมีวรยุทธ์อยู่เหนือพวกเขา หากทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
“อ้าว ข้าจำแม่หนูน้อยคนนี้ได้ คนในตระกูลมู่ซินใช่หรือไม่” หวันเหยียนสิบสามจ้องหญิงสาวหนึ่งในสองคนนั้น
หญิงสาวคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า “เจ้าค่ะ บรรพชนของข้าก็คือผู้อาวุโสมู่ซิน ข้าเองก็ฝึกวรยุทธ์ภายใต้การดูแลของเขา เพียงแต่ข้าไม่เคยเจอท่านมาก่อนเลย”