เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3037 ขอร้อง / ตอนที่ 3038 ถึงเมือง
ตอนที่ 3037 ขอร้อง
“ฮะๆ เจ้าไม่เคยเจอข้า แต่ข้าเคยเจอเจ้า ไม่อย่างนั้นแล้วข้าจะจำเจ้าได้อย่างไร” หวันเหยียนสิบสามบอก ก่อนจะไม่สนใจนางอีก เขาเดินกลับไปหาเฟิ่งจิ่ว ก่อนจะยักคิ้วหลิ่วตากระซิบถามเ เฟิ่งจิ่วว่า “เกี่ยวข้องกับเจ้าหรือไม่?”
“เกี่ยวอะไรกับข้า?” เฟิ่งจิ่วมองเขาตาขวาง
“ทำไมจะไม่เกี่ยว ถึงจะไม่รู้ว่าเจ้าโผล่มาจากไหน เกี่ยวข้องอะไรกับสำนักดาราครามเซียน แต่ซื่อเชวียกับมู่ซินฝากฝังเจ้าไว้กับข้า ทำไมจะไม่เกี่ยว?” เขาทำหน้าเหมือนจะบอกว่า ‘เจ้ าอย่ามาโกหกข้า ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่’
เฟิ่งจิ่วมุมปากกระตุก นางเองก็ขี้คร้านจะพูดมาก บอกเพียงว่า “ในนี้ก็หาทั่วแล้ว แต่ไม่มีข่าวคราวของท่านพี่เลย ข้าคิดว่านางคงถูกคนช่วยออกไปจากที่นี่แล้ว หากนางถูกช่วย ออกไป ไม่แน่ผ่านไปไม่นานพวกเราก็อาจจะได้ยินข่าวคราวของนางเอง”
“เช่นนั้นเจ้าหมายความว่า?” เขาถาม
เฟิ่งจิ่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแช่มช้า “ตามมาถึงตรงนี้เบาะแสก็หายไปแล้ว หากหาต่อไปก็มีแต่จะเหนื่อยเปล่า ไม่สู้กลับไปรอฟังข่าวดีกว่า”
สัตว์เทวะสองตัวที่นั่งอยู่ไม่ไกลได้ยินบทสนทนาของพวกเขาก็หันมองหน้ากันแวบหนึ่ง ได้ยินคร่าวๆ ว่ามีคนถูกช่วยออกไปจากที่นี่
พวกมันสนใจแค่ว่า เมื่อไรนายท่านจะกลับ? เมื่อไรพวกมันจะได้ทะลวงขั้น? เมื่อไรจะได้เจอสัตว์พันธสัญญาคู่ชีวิตตัวอื่นๆ ของนายท่าน?
แต่ว่า เหตุใดนายท่านไม่ผูกพันธสัญญากับพวกมันเล่า?
เฟิ่งจิ่วกับหวันเหยียนสิบสามกำลังคุยกันอยู่ทางนี้ ขณะที่กลุ่มคนที่อยู่ใต้ต้นไม้เองก็กำลังหารือกันอยู่
“ข้าคิดว่าพวกเขาช่วยเราไว้ คงไม่ทำอะไรพวกเราแน่ อีกอย่างพวกเขาพูดถึงศิษย์พี่หวันเหยียน น่าจะเป็นคนที่มีสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสำนักเซียนของเรา ตอนนี้พวกเราบาดเจ็บหนัก ถึงจะดีขึ้นบ้าง แต่หากเจออันตรายอีกก็เกรงว่าจะสู้ไม่ไหว ไม่สู้พวกเราตามพวกเขาไป จะได้มีคนคอยช่วยเหลือบ้าง”
“อืม ข้าเห็นด้วย” ชายสีหน้าเย็นชาพูดเสริม ขณะหันไปมองสองคนที่ยืนคุยกันอยู่ทางนั้น
“แต่พวกเขาจะยอมให้พวกเราร่วมทางไปด้วยหรือไม่? อย่างไรเสีย…” หญิงสาวสองคนลังเล ท่าทางดูกังวลเล็กน้อย
“จะยอมหรือไม่ ก็ต้องลองถามดูก่อนจึงจะรู้ หากไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปาก พวกเราจะมีโอกาสร่วมทางไปกับพวกเขาได้อย่างไร? ถ้าพลาดโอกาสไปเพราะไม่กล้าเอ่ยปาก ทำให้พวกเราต้องเอาชีวิตมาทิ้ง ไว้ข้างนอกนี้ จะไม่เป็นเรื่องน่าเสียดายหรือ?”
คนที่เหลือครุ่นคิดเงียบๆ ผ่านไปครู่หนึ่ง พวกเขาก็ลงมติกันอย่างเงียบๆ ชายหนุ่มบางคนสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายในร่างกายเริ่มมั่นคงขึ้นแล้ว จึงประคองกันลุกขึ้น หญิงสาวสองคนรีบเข้า าไปช่วยประคองพวกเขา
“ไปกันเถอะ! พวกเราไปถามกันดู” ชายพวกนั้นเอ่ย ก่อนจะเดินไปข้างหน้าทีละก้าวๆ
เฟิ่งจิ่วกับหวันเหยียนสิบสามกำลังพูดคุยกันอยู่ ก็เห็นพวกเขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพร้อมทั้งมองมา
“อาวุโส พวกข้าอยากร่วมทางไปกับพวกท่าน ได้โปรดพาพวกเราไปด้วยเถอะ!” ชายคนหนึ่งเอ่ยปาก เขาไม่ได้ถาม แต่เป็นการขอร้องโดยตรง
เขารู้ว่าหากเอ่ยออกไปด้วยประโยคคำถาม อีกฝ่ายอาจบอกปัดหรือปฏิเสธได้ แต่หากขอร้อง อย่างน้อยพวกเขาก็จะพิจารณาสักนิด พวกเขาก็จะมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
เฟิ่งจิ่วหันไปมองหวันเหยียนสิบสาม หวันเหยียนสิบสามเห็นนางหันมามอง จึงพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เจ้ามองข้าทำไม? จะพาไปหรือไม่เจ้าก็ตัดสินใจเอง! ไม่เกี่ยวกับข้าเสียหน่อย” เขาว วางท่าเหมือนไม่ใช่เรื่องของตนเอง ยืนกอดอกหันไปมองทางอื่น
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ ละสายตาจากหวันเหยียนสิบสาม หันมามองคนตรงหน้า
………………………………….
ตอนที่ 3038 ถึงเมือง
นางไม่ได้ปฏิเสธ แล้วก็ไม่ได้บ่ายเบี่ยง แต่กลับถามกลับว่า “พวกเจ้าให้ข้าพาพวกเจ้าร่วมทางไปด้วย คิดจะออกเงินคนละเท่าไร?”
ได้ยินอย่างนั้น พวกเขาก็ชะงักงัน เพราะแต่ก่อนไม่เคยพบเจอกับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน
ชายคนที่เป็นคนตั้งคำถามชะงักงันไปเล็กน้อย ก่อนจะถามเฟิ่งจิ่วว่า “อาวุโสคิดว่าเท่าไรจึงจะเหมาะสม?”
“เห็นแก่ที่พวกเจ้าเป็นศิษย์หัวกะทิของสำนักเซียน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน! ก็ไม่มากนัก ให้ข้าคนละหนึ่งหมื่นเหรียญทองก็แล้วกัน!” นางจะได้เอาเหรียญทองเหล่านี้ไปให้กวางวิญญาณทองม่ วงทั้งสองตัวของนางกิน
“หนึ่งหมื่นเหรียญทอง?” กลุ่มชายหนุ่มตกตะลึง นึกไม่ถึงว่าจะเรียกราคาสูงขนาดนี้
“ทำไม? แพงไปหรือ?” เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองพวกเขา ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ “พวกเจ้าต้องเข้าใจนะว่า แค่ผลไม้สองลูกนั้นก็มีค่าไม่น้อยแล้ว นี่แค่คนละหนึ่งหมื่นเหรียญทองก็สา ามารถรักษาชีวิตของพวกเจ้าได้แล้ว ซ้ำยังช่วยพวกเจ้าปกป้องผลไม้นั่นไว้ได้อีก หากไม่ได้เห็นแก่ที่พวกเจ้าเป็นศิษย์ของสำนักเซียน ข้าเองก็ขี้คร้านจะช่วย”
“นี่…”
พวกเขาลังเลเล็กน้อย อีกฝ่ายก็ไม่ได้พูดผิด อย่างอื่นไม่ว่า แค่ผลเพิ่มอายุขัยที่กว่าจะออกดอกออกผลก็ต้องรอถึงห้าร้อยปีนี้ก็ตีราคาไม่ได้แล้ว ยิ่งไปกว่านี้ ยังมีความปลอดภัยข ของพวกเขาทุกคนอีกเล่า?
“พวกเราตกลง”
ชายสีหน้าเย็นชาตอบตกลง “แต่ว่า อาวุโสจะต้องคุ้มกันพวกเราไปส่งถึงสำนักเซียนอย่างปลอดภัย”
“อยู่กับข้า ขอแค่พวกเจ้าไม่รนหาที่เอง ปกติก็ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว” เฟิ่งจิ่วว่า นางหันไปมองหวันเหยียนสิบสาม “แล้วท่านเล่า? ท่านจะกลับตระกูลของท่านหรือจะไปสำนักเซียน?”
หวันเหยียนสิบสามครุ่นคิด ก่อนเอ่ยว่า “ข้าไปสำนักเซียนกับเจ้าดีกว่า! บางทีอาจารย์ของนางอาจเป็นคนที่รู้ข่าวคนแรก ตอนนี้ที่ตระกูลของข้าก็ไม่ได้มีเรื่องใหญ่อะไร ไม่ต้องรีบ บกลับ”
เฟิ่งจิ่วพยักหน้า นางโบกมือหนึ่งที เรือบินเรียบง่ายลำหนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้า นางหันไปมองกลุ่มคนข้างหลัง “ขึ้นไปเถอะ!”
คนที่เหลือเห็นเรือบินสายตาก็ไหวระริกเล็กน้อย ก่อนจะรับคำแล้วประคองกันขึ้นเรือบิน
หวันเหยียนสิบสามจ้องเรือบิน ก่อนจะทำเสียงจิ๊ปาก “ข้ายังไม่มีเรือบินลำใหญ่ขนาดนี้เลย ลำนี้ของเจ้าคงถูกดัดแปลงให้เล็กลงกระมัง? รู้สึกได้ว่าไม่ธรรมดาอย่างที่เห็น”
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ “คนไม่เยอะ เรือบินขนาดเท่านี้ก็พอแล้ว หากใหญ่กว่านี้ ก็มีแต่จะดึงดูดสายตาคนอื่นเท่านั้น”
“มันก็จริง”
หวันเหยียนสิบสามกระโดดขึ้นไป หาที่นั่งข้างในนั้น ก่อนจะพบว่าในเรือบินมีของกินอยู่ไม่น้อย จึงอดไม่ได้ที่จะเดินไปยังจุดที่มีอาหารวางอยู่ ขณะที่ปากก็พึมพำอะไรบางอย่างไม่หย ยุด
“พวกเจ้าสองคนหดตัวให้เล็กลงหน่อยก็แล้วกัน!” เฟิ่งจิ่วหันไปมองเสือร้ายสองตัวนั้น
“เข้าใจแล้ว นายท่าน” พวกมันสะบัดขน หดตัวให้เหลือเท่าแมว รูปร่างไม่สะดุดตา แลดูเหมือนแมวทั่วไปมากทีเดียว มองแวบแรก ดูไม่ออกเลยว่าพวกมันเป็นเสือร้าย อย่างไรเสียแมวกับเ เสือก็เป็นสายพันธุ์เดียวกันอยู่แล้ว
เมื่อทุกคนขึ้นเรือบินจนครบหมดแล้วก็มุ่งหน้าไปยังในเมือง ตลอดเส้นทาง คนบนเรือบินเอาแต่จ้องพิจารณาพวกเขาสองคน พยายามถามหยั่งเชิงเกี่ยวกับตัวตนและฐานะของพวกเขา แต่กลับไม่ได้ อะไรเลยสักอย่าง ตรงกันข้ามกลับถูกพวกเขาซักประวัติครอบครัวของตนเองจนหมดเปลือก
ครั้นมาถึงนอกประตูเมือง เฟิ่งจิ่วหาจุดลงจอดเรือบินที่ไม่สะดุดตา ก่อนจะพูดกับพวกเขาว่า “ไปเถอะ! จะพักผ่อนก็ต้องเข้าไปพักในเมือง”
หวันเหยียนสิบสามที่อยู่หัวเรือ พอเห็นว่าในที่สุดก็มาถึงเมืองแล้ว เขาฉีกยิ้ม “ตลอดเส้นทางนี้ไม่ใช่ต้นไม้ก็เป็นอำเภอเล็กๆ ในที่สุดก็ได้เจอเมืองสักที ข้าต้องผ่อนคลายให้เต็ มที่เสียหน่อยแล้ว”