เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3258 สะสาง / ตอนที่ 3259 ประหลาดใจ
ตอนที่ 3258 สะสาง
“ทำได้ไม่เลว” เฟิ่งจิ่วยิ้มมุมปาก มองสองคนที่ตายไป จากนั้นกวาดสายตามองศิษย์สำนักสัตยุทธ์ที่ขาอ่อนคุกเข่าอยู่บนพื้นเหล่านั้น
“นายท่าน กำจัดพวกเขาให้หมดไปเลยใช่หรือไม่” สัตว์ตัวเมียเลียกรงเล็บพลางถามเฟิ่งจิ่ว ดวงตากระหายเลือดจับจ้องไปที่พวกเขา
ศิษย์เหล่านั้นฟังแล้วก็รีบโขกศีรษะร้องขอชีวิต
แววตาของเฟิ่งจิ่ววูบไหว กล่าวว่า “ไม่ฆ่าพวกเจ้าก็ได้ แต่พวกเจ้าต้องทำลายพลังบำเพ็ญของตนเอง!”
“ทำลายพลังบำเพ็ญ? เอ่อ นี่…”
“ทำไม ไม่อยากรักษาชีวิตไว้หรือ เช่นนั้น…” นางยังพูดไม่ทันจบก็ได้ยินคนเหล่านั้นเอ่ยขึ้นอย่างรวดเร็ว “ไม่ๆ พวกข้าอยากรักษาชีวิตไว้ อยากรักษาชีวิตไว้!”
เทียบกับพลังบำเพ็ญแล้ว พวกเขาหวังว่าจะมีชีวิตต่อไปได้มากกว่า หากทำลายพลังบำเพ็ญแล้ว ยังสามารถฝึกบำเพ็ญใหม่ได้อีกครั้ง อย่างน้อยก็ยังมีโอกาสแม้จะเพียงน้อยนิด
ดังนั้นศิษย์สำนักยี่สิบสามสิบคนจึงทำลายพลังบำเพ็ญของตนเองทีละคน เห็นเพียงปราณพลังเร้นลับภายในกายพวกเขาซ่ายสลายไป เหมือนกับปล่อยลมออกจากลูกหนังก็ไม่ปาน แต่ละคนพลันมีสีหน้าซีดขาวขึ้นมาทันที
เฟิ่งจิ่วเหลือบมองพวกเขา กล่าวอย่างเย็นชาว่า “โอกาสมีชีวิตต่อไปมีเพียงครั้งนี้เท่านั้น ไสหัวไปเสีย!”
ได้ยินเช่นนั้นแล้ว มีคนเอ่ยปากเสียงสั่นเครือ “เจ้าสำนักคนอื่นของพวกข้า…”
“ฮ่าๆ เจ้าคิดว่าพวกเขายังรอดอยู่ได้หรือ” เฟิ่งจิ่วหัวเราะเสียงเย็น
ครั้นฟังจบ พวกเขาจึงล้มเลิกความคิด พากันประคองกันและกันลุกขึ้น ก่อนจะจากไปอย่างว่องไว
สัตว์ตัวเมียเห็นพวกเขาจากไปแล้ว มันอดเกาศีรษะไม่ได้ “นายท่าน จะปล่อยพวกเขาไปเช่นนี้หรือ ฆ่าให้สิ้นซากไม่ง่ายกว่าหรือ” ไม่เข้าใจความคิดของมนุษย์เลยจริงๆ หากเป็นมัน มันจะฆ่ามนุษย์เหล่านั้นให้สิ้นซาก
เฟิ่งจิ่วยิ้มพลางมองมัน “เจ้าติดตามอยู่ข้างกายข้ามาพักหนึ่งแล้ว แต่ข้ายังไม่ได้ตั้งชื่อให้เจ้าเลย ข้าตั้งชื่อเจ้าว่าส่านเตี้ยนก็แล้วกัน!” สัตว์กลืนเมฆาเป็นสัตว์ที่มีนิสัยดุร้าย เคลื่อนไหวรวดเร็วยิ่ง ใช้สายฟ้ามาตั้งชื่อเหมาะสมยิ่งนัก
สัตว์ตัวเมียตัวนั้นฟังแล้วชะงักไปเล็กน้อย คิดไม่ถึงเลยว่านางจะตั้งชื่อให้มันตอนนี้ ทว่าฟังชื่อนี้แล้วกลับเบิกบานใจอย่างยิ่งยวด มันกล่าวทันใด “ส่านเตี้ยนขอบคุณนายท่านที่ตั้งชื่อให้”
เฟิ่งจิ่วยกมือ เก็บมันและเหล่าไป๋เข้าไปในห้วงมิติพร้อมกัน จากนั้นก็พากลืนเมฆากลับเข้าไปในเรือน ถอนค่ายกลข้างใน สุดท้ายค่อยให้กลืนเมฆาเรียกพวกผู้อาวุโสตระกูลฉินออกมา
เมื่อคนตระกูลฉินเหล่านั้นมาถึงสวนดอกไม้กลางจวน มองเห็นเจ้าสำนักสัตยุทธ์หลายคนที่ถูกฆ่าตาย ไปจนถึงศิษย์สำนักสัตยุทธ์ที่หมดสติไปกองนั้น พวกเขาต่างก็ตกตะลึงไป
“ภูตหมอ นี่…”
“ข้ามอบคนเหล่านี้ให้พวกเจ้าจัดการก็แล้วกัน! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ไม่ต้องกังวลว่าสำนักสัตยุทธ์จะมารังควานพวกเจ้าอีกแล้ว แม้จะยังมีบางคนที่มีชีวิตอยู่ แต่ก็ไม่มีทางมีใครกล้ามารบกวนตระกูลฉินแล้ว” เฟิ่งจิ่วว่า มองคนเหล่านั้นที่อยู่บนพื้นอย่างเย็นชา จากนั้นมองคนตระกูลฉิน “ข้าอยู่ที่นี่มาพักหนึ่งแล้ว เดิมคิดว่าอยู่ที่นี่รักษาคนให้ครบร้อยคนก่อนค่อยจากไป แต่วันนี้กลับอยากจากไปก่อนกำหนดแล้ว”
“ภูตหมอจะไปแล้วหรือ” พวกเขาอึ้งงัน จ้องมองนางอย่างอดไม่อยู่
“อืม” นางพยักหน้า “ผู้ป่วยที่ข้ารักษาจนถึงตอนนี้ไม่ได้ป่วยหนักแล้ว อีกทั้งอยู่ที่นี่มาระยะหนึ่งแล้ว วันนี้ช่วยพวกเจ้าสะสางปัญหาจบสิ้น ข้าก็ควรจากไปแล้วเช่นกัน”
คุณชายรองฉินเดินออกมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ มองและถามนางว่า “ภูตหมอไปแล้วจะกลับมาอีกหรือไม่”
เฟิ่งจิ่วยิ้มจางๆ แล้วมองเขา “ไม่กลับมาแล้ว”
……….
ตอนที่ 3259 ประหลาดใจ
คุณชายรองฟังดังนั้นแล้วมองนางครั้งหนึ่ง “เช่นนั้นก็รักษาตัวด้วย” เขาหวังว่าวันหน้าจะยังมีโอกาสได้พบนางอีก
นางพยักหน้าเล็กน้อย “ข้าจะจากไปพรุ่งนี้ จัดการลานนี้เรียบร้อยแล้วก็ไปพักผ่อนกันเถอะ!” เมื่อพูดจบนางก็กลับเรือนไปก่อน
เดิมทีอยากอยู่ที่นี่ จนกระทั่งรักษาคนครบหนึ่งร้อยแล้วค่อยจากไป แต่คืนนี้พลันคิดได้ว่าไปชมดูสถานที่อื่นบ้างดีกว่า จึงตัดสินใจจากไป
เมื่อนางจากไปแล้ว เหล่าคนตระกูลฉินมองคนที่หมดสติพวกนั้น อดไม่ได้ที่จะมองหน้ากัน…
เช้าวันต่อมา เฟิ่งจิ่วตื่นนอนตอนเที่ยงวัน หลังจากนางกินข้าวเสร็จแล้วก็ไปเยี่ยมผู้นำตระกูลฉิน พร้อมกับบอกลาพวกเขาด้วย คนตระกูลฉินส่งนางออกนอกเมือง มองนางจากไปแล้วค่อยกลับจวน และเพราะเหตุนี้ คนมากมายในเมืองจึงรู้ว่าภูตหมอจากไปแล้ว
เฟิ่งจิ่วที่ออกจากเมืองมากำลังนั่งขนนกเคลือบหลากสีเหาะอยู่บนฟ้า รับลมสดชื่นที่พัดมาอย่างเพลิดเพลินใจ ขณะเดียวกันก็นำสุราออกมาดื่ม อยู่ที่นี่ช่างไร้จุดมุ่งหมาย ไม่รู้จะไปที่ไหน โชคดีที่เหลือผู้ป่วยอีกไม่มาก ไม่เช่นนั้นนางก็ไม่รู้จริงๆ แล้วว่าจะไปหาผู้ป่วยจากที่ไหน
ระหว่างเหาะอยู่บนฟ้า นางผ่านเมืองใกล้เคียงแล้วเหาะต่อไป พอตกกลางคืนค่อยหาสถานที่พักผ่อนง่ายๆ เมื่อฟ้าสว่างก็ค่อยเหาะเหินเดินทางต่อ เป็นแบบนี้เรื่อยไปจนกระทั่งช่วงย่ำค่ำของวันที่สอง นางเห็นว่าท้องฟ้าใกล้มืดแล้ว ทอดสายตาไปมองเห็นหมู่บ้านอยู่ไกลๆ นางจึงมุ่งหน้าไปทางนั้น คิดค้างแรมสักคืน
ทว่าตอนนางเข้าใกล้หมู่บ้านนั้น นางกลับต้องชะงักฝีเท้าลง มองหมู่บ้านตรงหน้าด้วยแววตาวูบไหว
ตรงหน้าคือหมู่บ้านขนาดเล็กราวยี่สิบถึงสามสิบครัวเรือน ดูแล้วคล้ายกับหมู่บ้านธรรมดา แต่เมื่อนางเข้าไปใกล้ กลับต้องประหลาดใจกับปราณเยือกเย็นที่ลอยอบอวลอยู่โดยรอบ
นางมุ่นคิ้ว ชักฝีเท้าที่เดิมทีหยุดค้างไว้กลับมา ไม่ได้เดินหน้าต่อไป กลับหมุนกายไปจากที่นี่ ด้วยลางสังหรณ์ของนางแล้ว หมู่บ้านนั้นไม่ปกติ หากนางเข้าไปแล้ว เกรงว่าอาจจะสร้างปัญหาใหญ่อยู่ที่นี่ได้
หลังจากลังเลเล็กน้อย นางก็เลือกที่จะหลบเลี่ยง
สถานที่เย็นยะเยือกพรรค์นี้ คนธรรมดาอยู่ไม่ได้หรอก ต่อให้มีก็คงเป็นเพียงสิ่งที่มองแสงสว่างไม่ได้แล้ว
หลังจากนางถอยออกจากสถานที่แห่งนั้น นางไม่ได้เดินหน้าต่อไปอีก ทว่าถอยออกไปยังสถานที่ซึ่งห่างออกมาประมาณห้าร้อยหมี่แทน จุดไฟพักผ่อนอยู่ที่นั่น จนกระทั่งฟ้ามืดสนิท ท่ามกลางค่ำคืนที่มืดมิดนี้มีเสียงนกร้องดังมาอย่างเลือนราง..
นางพิงเนินเขาพักผ่อนในตอนกลางคืน ตรงหน้าเป็นกองไฟที่มอบความอบอุ่นและลมปราณให้ แม้คืนนี้นางจะหลับตาอยู่ก็ยังรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างคิดเข้าใกล้ข้างกายนางอยู่หลายครั้ง ทว่าสุดท้ายก็ลังเลก่อนจะจากไป
แต่ตอนกลางดึกนั้นเอง นางเรียกกลืนเมฆาและส่านเตี้ยนออกมา ให้พวกมันคอยคุ้มครองนางทั้งซ้ายและขวา แรงกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากตัวพวกมัน สิ่งสกปรกเหล่านั้นไม่กล้าเข้าใกล้นางแม้สักคืบ ยิ่งไปกว่านั้นบนกายนางยังแขวนน้ำตาที่หวันเหยียนเชียนหวา พี่สาวของนางมอบไว้ให้อีกด้วย!
เวลาหนึ่งคืนผ่านพ้นไป เมื่อถึงเช้าวันใหม่มาถึง กองไฟตรงหน้าเฟิ่งจิ่วก็ดับมอดลงแล้วเช่นกัน เหลือเพียงควันเจือจางลอยขึ้นข้างบน
หลังจากตื่นนอน เฟิ่งจิ่วก็ใช้น้ำในห้วงมิติมาล้างหน้าบ้วนปากอย่างง่ายๆ กินผลไม้สองสามผล จากนั้นก็พากลืนเมฆากับส่านเตี้ยนเดินทางต่อ ตอนผ่านหมู่บ้านขนาดเล็กแห่งนั้น นางกลับเห็นว่าหมู่บ้านที่เห็นเมื่อตอนย่ำค่ำนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย สิ่งที่ปรากฏอยู่มีเพียงสุสานที่มีหญ้ารกชัฏขึ้นอยู่เต็มไปหมด…
……….