เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3338 เฝ้าคอย / ตอนที่ 3339 พาเจ้าเที่ยว
ตอนที่ 3338 เฝ้าคอย
เฟิ่งจิ่วเหลือบมองเซวียนหยวนโม่เจ๋อ รู้สึกว่าเขาเข้มงวดกับห้าวเอ๋อร์เกินไปแล้ว ยังเด็กอยู่ขนาดนี้จะเป็นอะไรไป
“เช่นนั้นห้าวเอ๋อร์นั่งตรงนี้ อีกเดี๋ยวแม่จะช่วยเจ้าคีบอาหาร”
ห้าวเอ๋อร์ฟังแล้วยิ้มดีใจ “อือๆ ห้าวเอ๋อร์จะช่วยท่านแม่คีบอาหารเช่นกัน”
“ห้าวเอ๋อร์เป็นเด็กดีจริงๆ” เฟิ่งจิ่วลูบใบหน้าเล็กของเขา กล่าวชมคำหนึ่ง
ไม่ไกลออกไป ผู้อาวุโสเหมยที่ช่วยยกอาหารเห็นภาพนี้แล้วรู้สึกขมขื่นเล็กๆ คุณชายน้อยเติบใหญ่ข้างกายภูตหมอและเจ้าตำหนัก สนิทสนมกับเขาราวกับครอบครัวเดียวกัน ไม่รู้เหมือนกันว่าต่อไปพบบิดามารดาที่แท้จริงของเขาแล้ว เขาจะยอมใกล้ชิดอีกหรือไม่
เขาส่งข่าวไปถึงผู้นำตระกูลแล้ว ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมาเมื่อไร
คิดถึงตรงนี้แล้วเขาก็เลิกกังวลใจ เดินไปข้างหน้าพร้อมรอยยิ้ม “อาหารมาแล้วๆ เพิ่งทำเสร็จร้อนๆ เลย” เขาวางอาหารที่ยกมาลงบนโต๊ะ ข้ารับใช้ยกอาหารเข้ามาเช่นกัน ไม่นานนักโต๊ะกลางลานก็เต็มไปด้วยสุราและอาหาร ทุกคนนั่งลงอยู่ด้วยกัน
“จอกนี้มอบให้ทุกท่าน” เฟิ่งจิ่วยกจอกสุราพลางมองทุกคน จากนั้นดื่มรวดเดียวจนหมด
ทุกคนลุกขึ้นเช่นกัน ยกสุราในมือดื่มตอบแทนนาง เมื่อเริ่มดื่มแล้ว ทุกคนพลันสนทนากันขึ้นมา ต่างคนต่างก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในห้าปีนี้…
โต๊ะของพวกเฟิ่งจิ่วมีคนนั่งค่อนข้างน้อย ตอนนี้ห้าวเอ๋อร์กำลังคีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ถ้วยของเฟิ่งจิ่ว “ท่านแม่ กินสิ”
“ห้าวเอ๋อร์เด็กดี” เฟิ่งจิ่วยิ้มพลางลูบศีรษะเขา จากนั้นคีบเนื้อชิ้นหนึ่งให้เขาเช่นกัน “ห้าวเอ๋อร์กินเยอะๆ จะได้ตัวสูงๆ”
“อือๆ” ห้าวเอ๋อร์ตอบรับ พุ้ยข้าวเข้าปากไปสองคำ ดวงตาของเขามองเซวียนหยวนโม่เจ๋อกับกวนสีหลิ่นสองคน ก่อนจะคีบอาหารให้พวกเขาบ้าง
“ท่านพ่อ กินสิ”
“ท่านน้า นี่เนื้อ”
เซวียนหยวนโม่เจ๋อเห็นเขายื่นมือและโน้มตัวมา จึงยกถ้วยไปรับอาหารจากเขา แล้วค่อยกล่าวว่า “อืม นั่งลงกินเถอะ!”
“เสี่ยวห้าวเอ๋อร์ เจ้าเป็นเด็กดีกว่าเด็กในบ้านของน้าเสียอีก” กวนสีหลิ่นยิ้มกล่าว ยกถ้วยรับอาหารที่เขาคีบให้เช่นกัน ขณะเดียวกันก็คีบน่องไก่ให้น่องหนึ่ง
ฟังแล้วห้าวเอ๋อร์ก็กะพริบตา “บ้านท่านน้ามีเด็กไม่ดีหรือ”
เฟิ่งจิ่วมองเขา ยิ้มถามว่า “ท่านพี่ ข้ายังไม่ได้ถามท่านเลย ตอนนี้มีลูกกี่คนแล้ว” เขากับเยี่ยจิงแต่งงานกันมาหลายปีแล้ว หากหนึ่งปีมีลูกหนึ่งคน…
ดูจากสีหน้าของเฟิ่งจิ่ว กวนสีหลิ่นก็รู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ เขากระแอมเสียงเบาทันที พูดพร้อมรอยยิ้ม “ดูเจ้าถามเข้าสิ อะไรเรียกว่าตอนนี้มีลูกกี่คนแล้ว ข้ากับพี่สะใภ้เจ้ามีลูกคนเดียว ตอนนี้อายุสี่ขวบ วันๆ เอาแต่เล่นซน”
ได้ยินแล้วเฟิ่งจิ่วหัวเราะขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “คนเดียวเองหรือ ข้าคิดว่าไม่ว่าอย่างไรท่านก็ต้องมีลูกสักสองสามคนแล้ว!”
“พวกข้าอยากรอลูกโตก่อนค่อยมีอีก มีแค่คนเดียวก็ดูแลไม่ไหวแล้ว” กวนสีหลิ่นแย้มยิ้ม นึกถึงภรรยาและบุตรชายที่บ้าน รอยยิ้มสุขใจบนใบหน้าชัดเจนขึ้นมาโดยปริยาย
เซวียนหยวนโม่เจ๋อที่อยู่ข้างๆ มีแววตาเป็นประกาย โดยเฉพาะตอนเฟิ่งจิ่วบอกว่าคิดว่ากวนสีหลิ่นจะมีลูกสองสามคนแล้ว เขาอดคิดไม่ได้ว่าต่อไปเขาแต่งกับอาจิ่วแล้ว สามปีอุ้มท้องสองคนจะเป็นอย่างไร หรือสี่ปีอุ้มท้องสามคนดีกว่า ไม่เช่นนั้นคลอดคนหนึ่งแล้วรอโตสักหน่อยค่อยมีอีกสักคนดีหรือไม่
เขาคิดพลางมองเฟิ่งจิ่วที่กำลังยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ แค่คิดว่าพวกเขาใกล้ได้แต่งงานกันแล้ว ในดวงตาเขาก็มีรอยยิ้มอ่อนโยนผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
……….
ตอนที่ 3339 พาเจ้าเที่ยว
เฟิ่งจิ่วกับกวนสีหลิ่นกำลังคุยกัน ไม่รู้เหมือนกันว่านึกอะไรขึ้นมาได้ ถึงได้มองไปยังเซวียนหยวนโม่เจ๋อ “พวกเจ้าจะแต่งงานกันที่นี่ หรือว่าจะกลับไปแต่งที่นู่น”
เซวียนหยวนโม่เจ๋อฟังแล้วยิ้มที่มุมปาก “เจ้าอยากกลับไปหรืออยู่ที่นี่”
“ทีแรกเจ้าคิดไว้ว่าอย่างไร” เฟิ่งจิ่วมองเขาพลางถาม
“เดิมทีข้าอยากจัดงานแต่งใหญ่ที่นี่ รับท่านพ่อท่านแม่และคนสนิทมา แต่กลับไปที่ราชวงศ์เฟิ่งหวง เจ้าแต่งออกจากบ้านก็ได้เหมือนกัน แล้วแต่เจ้าพอใจ”
เซวียนหยวนโม่เจ๋อกล่าว ในใจคิดว่าถึงเวลาแล้วยังมีอะไรมากมายต้องเตรียมในงานแต่งงาน แม้ถึงตอนนั้นการต่อสู้กับประมุขเทียมฟ้าจะจบลงแล้ว แต่ก็ไม่น่าจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยได้ในเวลาอันสั้น
โดยเฉพาะเขาต้องการเตรียมของหมั้นให้นางด้วยตนเอง อยากให้งานแต่งงานครั้งนี้ยิ่งใหญ่ ดังนั้นสิ่งที่ต้องเตรียมการยิ่งไม่น้อย ส่วนจะแต่งงานที่ไหน เขาคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือความคิดเห็นของนาง
เฟิ่งจิ่วฟังแล้วอบอุ่นหัวใจ นางยิ้มจนตาหยี บนใบหน้ามีแต่รอยยิ้มของความสุข “รับพวกเขาเดินทางมาออกจะไกลไปหน่อย อีกทั้งพวกเขาเคยชินกับชีวิตสงบเงียบ แทนที่จะต้องเดินทางไกล มิสู้พวกเรากลับไปแต่งงาน ข้าแต่งออกจากบ้านดีกว่า”
อย่างไรเสียทางนั้นก็เป็นสถานที่ที่นางเติบโต แต่งออกจากจวนตระกูลเฟิ่งแห่งราชวงศ์เฟิ่งหวงเหมาะสมยิ่งนัก
เมื่อฟังจบ เซวียนหยวนโม่เจ๋อพยักหน้า “ตกลง ว่าตามเจ้า หลังจากการต่อสู้บนยอดเขาจบลงแล้ว ค่อยให้คนเลือกวันฤกษ์ดีสักวัน”
“อืม” นางตอบรับด้วยรอยยิ้ม
“มาๆๆ กินข้าวๆ” กวนสีหลิ่นหัวเราะเสียงดัง แค่คิดว่าในที่สุดพวกเขาจะเลือกวันแต่งงานแล้ว เขาก็มีความสุขเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากดื่มจนพอและกินจนอิ่ม ข้ารับใช้ที่ในจวนเก็บกวาดข้าวของ นอกจากพวกตู้ฝานแล้ว พวกเฟิ่งจิ่วล้วนไปพักผ่อนก่อน...
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ในจวนตระกูลเฟิ่ง
ห้าวเอ๋อร์กะพริบตา มองชุดขอทานเก่าขาดบนตัว เอียงคออย่างสงสัย ก่อนจะมองมารดาของเขาแล้วถามว่า “ท่านแม่ พวกเราจะออกไปเที่ยวกัน เหตุใดต้องแต่งกายเช่นนี้ด้วย”
เพราะเมื่อวานมารดาเขารับปากว่าวันนี้จะพาเขาออกไปเที่ยว เขาจึงตื่นเช้ามาก เลือกชุดที่ตนเองชอบที่สุด ทว่าพอมาพบมารดาแล้ว นางกลับจับเขาถอดเสื้อผ้าสะอาดบนตัวออก เปลี่ยนไปใส่ชุดขอทานขาดๆ ที่ซักจนขาวซีดแทน
เขาที่เพิ่งอายุห้าหกขวบอดสงสัยไม่ได้ หรือว่าออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกต้องแต่งกายเช่นนี้?
เฟิ่งจิ่วช่วยเขาสวมเสื้อผ้าจนเรียบร้อย อีกทั้งทำให้ผมที่มัดไว้เรียบร้อยยุ่งเหยิง สุดท้ายประทินโฉมให้กับใบหน้าขาวหมดจดของเขาด้วย ผิวขาวน่ามองกลายเป็นดำมะเมี่ยม การปลอมตัวที่เรียบง่ายทำให้ใบหน้าเดิมของเขาหายไปแล้ว
“อืม เช่นนี้ใช้ได้แล้ว” เฟิ่งจิ่วพยักหน้าอย่างพอใจ
“ท่านแม่ แบบนี้จะไปเที่ยวเล่นได้อย่างไร” ห้าวเอ๋อร์กะพริบตามองนางด้วยความไม่เข้าใจ
เฟิ่งจิ่วกระตุกยิ้ม “แม่พาเจ้าออกไปเที่ยว แต่ไม่ได้นั่งรถลากกวางวิญญาณ พร้อมสวมเสื้อผ้าสวยงาม” นางยื่นมือไปดีดหน้าผากเขาเบาๆ “เจ้าเผชิญโลกครั้งแรก แม่จะสอนให้เจ้ามองคน”
ห้าวเอ๋อร์ไม่เข้าใจ รู้เพียงว่ามารดาไม่ได้หลอกเขาก็พอแล้ว ด้วยเหตุนี้เขาจึงฟังคำนางแล้วจึงปฏิบัติตาม
“พรวด!”
กวนสีหลิ่นที่เดินมาจากข้างนอกคิดจะไปเที่ยวเล่นกับพวกเขา ใครเล่าจะรู้ว่าจะเห็นเฟิ่งจิ่วจับห้าวเอ๋อร์แต่งกายเป็นขอทานตัวน้อย ทำเอาเขาอดหัวเราะออกมาไม่ได้
……….