เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3382 หวั่นไหว / ตอนที่ 3383 รับไหวหรือ
ตอนที่ 3382 หวั่นไหว
นางมองเขาแล้วกล่าวว่า “เจ้าคิดว่าพี่สาวเป็นสตรีที่สนใจสายตาคนอื่นหรือ แต่ไหนแต่ไรมานางล้วนทำตามใจตนเอง ไม่ใจสนใจสายตาใครๆ อีกอย่างนิสัยของนางนั้นไม่อาจเทียบได้กับสตรีทั่วไป”
“ในเมื่อนางรักคนคนหนึ่งมาก ชีวิตนี้ไม่อาจหวั่นไหวเพราะบุรุษคนอื่นอีก หากเปลี่ยนเป็นสตรีคนอื่นอาจทนรับผลลัพธ์เช่นนี้ไม่ได้ แต่นางรับได้อย่างแน่นอน”
นางยิ้มออกมา “นอกจากนี้ตอนนี้ในใจนางมีโทสะ ที่จวินเจวี๋ยซางทำร้ายจิตใจนางในปีนั้น ตอนนี้หากข้าบอกความคิดนี้กับนาง ด้วยนิสัยของนางที่ข้ารู้ นางจะต้องเห็นด้วยอย่างแน่นอน”
เฟิ่งจิ่วเม้มปากยิ้ม “ข้าไม่เชื่อว่าหลังจากหนึ่งคืนไปแล้ว จวินเจวี๋ยซางจะยังคงรักษาเกียรติของมือกระบี่เริงรมย์ไว้ได้อีก เมื่อผ่านค่ำคืนอันแสนหวานไปแล้ว เจ้าคอยดูเถอะ! ถึงตอนนั้นจะเปลี่ยนเป็นเขาไล่ตาม พี่สาวหนีแทนแล้ว”
ฟังนางกล่าวจนจบ เซวียนหยวนโม่เจ๋อพลันเกิดความรู้สึกแปลกใจ “เจ้าใคร่ครวญถึงเรื่องพวกนี้ด้วยหรือนี่”
“แน่นอน” นางพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ข้าคือภูตหมอเฟิ่งจิ่ว จะใคร่ครวญเรื่องนี้พลาดไปได้อย่างไร”
เห็นท่าทางภูมิใจในตนเองของนางแล้ว เขาหวนนึกถึงภาพยามรู้จักกับนางเป็นครั้งแรกในปีนั้น จึงอดหัวเราะออกมาเสียงเบาไม่ได้ “เช่นนั้นก่อนหน้านี้หากข้าไม่ได้ไล่ตามเจ้า แต่เป็นเจ้าหวั่นไหวกับข้าก่อน เจ้าจะเข้าควบคุมข้าเช่นกันหรือไม่”
ครั้นฟังคำถามนั้น ดวงตาสุกใสของเฟิ่งจิ่วก็มีแต่รอยยิ้ม มองเขาแล้วถามหยอกล้อ “เจ้าเหมือนจะสนใจการเข้าควบคุมนี่เสียเหลือเกิน หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าก็ได้”
“อืม เมื่อพวกเราตกล่องปล่องชิ้นกันแล้ว ข้าจะปล่อยให้เจ้าทำตามใจต้องการ” เซวียนหยวนโม่เจ๋อหัวเราะเบาๆ พลางกล่าว
ครั้นได้ฟังดังนั้น เฟิ่งจิ่วก็เม้มปากยิ้ม “ดี ถึงตอนนั้นเจ้าจะต้องประหลาดใจแน่” นางหัวเราะออกมา “ข้าจะไปเตรียมโอสถสักหน่อย พี่ชายข้าอยู่ที่สวนดอกไม้ทางนั้นกับห้าวเอ๋อร์และพวกประมุขเสวียนอู่ หากเจ้าไม่อยากไป จะไปหาโม่เฉินแล้วร่ำสุราก็ได้!”
“เจ้าไปเถอะ!”
เซวียนหยวนโม่เจ๋อกล่าว ให้นางไปทำธุระก่อน ตอนเห็นนางออกจากเรือนและมุ่งหน้าไปยังเรือนหลอมโอสถแล้ว เขาจึงค่อยเรียกคนเตรียมอาหารและสุราส่งไปยังเรือนของโม่เฉิน จากนั้นตนเองก็เดินเอามือไหล่หลัง มุ่งหน้าไปยังเรือนของโม่เฉินเพื่อร่ำสุรากับอีกฝ่าย
หลังจากนั้นสองวัน ในป่าสัตว์ร้าย หวันเหยียนเชียนหวากำลังนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ ชุดสีแดงบนกายนางถูกกิ่งไม้ข่วนจนขาด เปื้อนฝุ่นดินจำนวนหนึ่ง ระยะเวลาสองวันนี้นางสังหารสัตว์ร้ายไปไม่น้อย กระนั้นก็ไม่มีบาดแผลบนกายเลยแม้แต่นิดเดียว
ใช่แล้ว ด้วยระดับพลังของนาง สัตว์ร้ายในป่าสัตว์ร้ายแห่งนี้ไม่อาจทำร้ายนางได้ หลังจากระบายโทสะออกไปแล้ว นางจึงค่อยๆ ใจเย็นลง ขณะนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ก็เงยหน้าขึ้น มองใบไม้ที่อยู่ข้างบน ไปจนถึงท้องฟ้าสีฟ้าที่ปรากฏให้เห็นผ่านใบไม้ทั้งหลายอยู่อย่างเลือนราง
อาจเป็นเพราะนางพลันรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง ความคิดโลดแล่นขึ้นมาทันที ก่อนจะหยิบป้ายหยกที่กำลังส่องแสงออกมาจากในห้วงมิติ ขณะนั้นเองเสียงจากในป้ายหยกสื่อสารก็ดังเข้าหูนาง แววตาของนางวูบไหวอย่างอดไม่ได้ ท่าทางไร้เรี่ยวแรงแต่เดิมค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพปกติ
“เข้าควบคุม?” นางพูดพึมพำ สีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย แววตาในดวงตาคู่สวยยังคงวูบไหว ในใจเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมารางๆ
หากนางบังคับจวินเจวี๋ยซาง เช่นนั้นผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร หากนางตั้งครรภ์ได้ในหนึ่งคืนจริง สิ่งที่นางต้องเผชิญคืออะไร นางใคร่ครวญอยู่ในใจ
สายตาของคนอื่น นางหวันเหยียนเชียนหวาไม่เคยสนใจ ขอเพียงนางรู้ว่าตนเองต้องการอะไรก็พอแล้ว
ลูกของนางกับจวินเจวี๋ยซาง? จำต้องพูดว่านางหวั่นไหวแล้วจริงๆ
……….
ตอนที่ 3383 รับไหวหรือ
ทันใดนั้นนางพลันดีดตัวขึ้นมาจากบนพื้น กระตุ้นปราณมุ่งหน้าไปยังเมืองสี่ทิศ…
วันรุ่งขึ้น หวันเหยียนเชียนหวามาถึงจวนตระกูลเฟิ่ง หลังเข้าไปในจวนแล้ว นางก็ตรงไปยังเรือนหลังทันที ในเรือนหลักมีใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยอยู่จำนวนหนึ่ง ทว่ามองอยู่ครั้งหนึ่งแล้วก็นึกถึงสิ่งที่เฟิ่งจิ่วพูดกับนางเมื่อหลายวันก่อน เห็นทีสองคนนั้นน่าจะเป็นประมุขเสวียนอู่และภรรยาของเขากระมัง
“ท่านพี่ ท่านมาแล้ว!” เฟิ่งจิ่วมองเห็นนางแล้วกล่าวขอโทษกับหลายคนในเรือน ก่อนจะเดินไปหาหวันเหยียนเชียนหวา ยื่นมือไปจูงมือนางเดินออกไปข้างนอก
“นั่นคือบิดามารดาผู้ให้กำเนิดห้าวเอ๋อร์หรือ” หวันเหยียนเชียนหวาถาม มองนางครั้งหนึ่ง “เจ้าให้พวกเขามาอยู่ที่นี่เช่นนี้ ไม่กลัวว่าห้าวเอ๋อร์จะตามพวกเขาไปเมื่อถึงเวลาหรือ”
เฟิ่งจิ่วยิ้ม “ในเมื่อพวกเขาเป็นบิดามารดาผู้ให้กำเนิดห้าวเอ๋อร์ อีกทั้งเดินทางมาไกลมาก ข้าจะไม่ให้พวกเขาอยู่ที่นี่สักพักหนึ่งได้อย่างไร อีกอย่าง ด้วยระดับพลังของพวกเขาและความสัมพันธ์ทางสายเลือดของห้าวเอ๋อร์ ข้ารู้สึกว่ามีคนที่ห่วงใยห้าวเอ๋อร์เพิ่มขึ้นอีกสองสามคนก็ไม่เลวเหมือนกัน”
“เจ้าใจกว้างนัก เลี้ยงลูกมาตั้งหลายปี กลับไม่กลัวถูกแย่งไป” หวันเหยียนเชียนหวากล่าว สองคนเดินไปถึงศาลาในสวนแล้วนั่งลง กล่าวว่า “ข้าได้รับข้อความจากเจ้าแล้วก็มาทันที เจ้ามียาพรรค์นั้นจริงหรือ”
เฟิ่งจิ่วเม้มปากยิ้ม “ท่านพี่ ข้าเป็นถึงภูตหมอ ไม่ว่ายาใดข้าก็ปรุงได้ทั้งนั้น ยิ่งไปกว่านั้นโอสถที่ทำให้ตั้งครรภ์ในคืนเดียวนั้นไม่ได้หลอมยาก ท่านต่างหาก ตัดสินใจแล้วจริงๆ ใช่หรือไม่”
หวันเหยียนเชียนหวาชำเลืองมองนางคราหนึ่ง “หากไม่ตัดสินใจ เจ้าคิดว่าข้าจะมาหรือ”
ครั้นได้ยินดังนั้น เฟิ่งจิ่วก็เผยยิ้มหยอกเย้าออกมาอยู่หลายส่วน “ท่านพี่ ท่านกล้าบังคับเขาจริงหรือ ท่านน่ะหรือ” นางพูดพลางหยิบตำราเล่มหนึ่งออกจากห้วงมิติแล้วยื่นออกไป ยิ้มกริ่มกล่าวว่า “เอ้า นี่เป็นสิ่งที่ข้าเตรียมให้ท่าน ท่านนำกลับไปอ่านดูหน่อยเถอะ”
หวันเหยียนเชียนหวามองอีกฝ่าย รับตำราเล่มนั้นมาพลิกดู ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ เอ่ยอย่างรำคาญใจว่า “ข้าไม่ใช่สาวน้อยที่ไม่รู้ประสาอะไรสักหน่อย ข้าจะได้ใช้ตำราเล่มนี้ได้อย่างไรกัน” นางพูดพลางดันหนังสือกลับไป “เจ้านี่นะ อีกไม่นานก็จะแต่งงานแล้ว เจ้าต่างหากที่ควรจะได้อ่านดูสักหน่อย”
เห็นดังนั้นแล้วเฟิ่งจิ่วก็หัวเราะเสียงเบา ก่อนหยิบโอสถสองเม็ดออกจากห้วงมิติ นางเปิดขวดที่ใส่โอสถทั้งสองเม็ดแยกกันเอาไว้ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะ “ท่านพี่ ท่านดูสิ ในนี้มีโอสถอยู่สองเม็ด เม็ดหนึ่งสีเขียวและเม็ดหนึ่งสีแดง เม็ดสีเขียวท่านให้จวินเจวี๋ยซางกินเมื่อถึงเวลา ส่วนเม็ดสีแดงให้ท่านกิน อืม กินก่อนทำอะไรนะ เข้าใจหรือไม่”
“ทว่า…”
หวันเหยียนเชียนหวาลังเล บนใบหน้างดงามเจือสีแดงจางๆ และปรากฏความสับสน “ตอนนี้เขาหมดสติไม่ฟื้น ไม่มีสติสัมปชัญญะ ข้าเข้าควบคุมคนที่ไม่ได้สติเช่นนั้นแล้วทำเรื่องอย่างว่าไม่ได้กระมัง”
เมื่อฟังจบ เฟิ่งจิ่วก็หัวเราะเสียงเบา “เรื่องนี้ไม่ยาก ทำให้เขาตื่นก็ใช้ได้แล้ว”
“แต่ตอนนี้เขาอยู่ในสภาวะไม่ได้สติไม่ใช่หรือ” แววตาของหวันเหยียนเชียนหวาวูบไหวเล็กน้อย “เจ้าไม่เห็น เขานอนอยู่ตรงนั้นด้วยลมหายใจอ่อนแรง สีหน้าซีดขาวดุจกระดาษ สภาพของเขาในตอนนี้ หากข้าทำเรื่องอะไรกับเขาขึ้นมา เขาจะรับไหวหรือ”
เฟิ่งจิ่วหัวเราะออกมาเสียงดังทันที เย้าอีกฝ่ายว่า “ท่านพี่ ท่านอย่ากังวลใจไปเลย ตราบใดที่เขาเป็นบุรุษที่ยังไม่หมดลมหายใจ จะรับไม่ไหวได้อย่างไร อีกอย่าง อาการของเขาคือโรคจากหัวใจ ไม่มีทางตายจริงๆ วางใจเถอะ! ไม่เป็นไร ท่านไม่ต้องเป็นห่วง เขาต้องรับไหวแน่ ท่านต่างหาก ข้าห่วงว่าท่านจะรับความดุเดือดในคืนนั้นไม่ไหว!”
……….