เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3488 เกิดเรื่องขึ้นแล้ว / ตอนที่ 3489 ฝันร้าย
ตอนที่ 3488 เกิดเรื่องขึ้นแล้ว
อวิ๋นเสวี่ยซินเพียงรู้สึกว่าในห้วงสมองคล้ายกับมีอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้น จากนั้นรู้สึกร้อนลวกที่หว่างคิ้ว นางยังไม่ทันตั้งสติให้ดี นายท่านของนางก็ชักมือกลับไปแล้ว
“จับตาดูความเคลื่อนไหวของเฟิ่งจิ่วให้ดี อย่าทำอะไรโดยพลการหากไม่มีคำสั่งของข้า”
“แต่นายท่าน ตอนนี้ผู้ฝึกบำเพ็ญที่โลกเบื้องบนหากอยากไปที่โลกเบื้องล่างจำต้องผ่านเส้นทางเซียนที่เฟิ่งจิ่วให้คนเฝ้าไว้ กลัวก็แต่พวกเราจะผ่านไปไม่ได้” ผู้ฝึกบำเพ็ญคนหนึ่งกล่าว
ประมุขบัวดำฟังแล้วกวาดสายตามองอีกฝ่ายคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเคร่งขรึม “ข้าจะถ่ายทอดวิชาให้อวิ๋นเสวี่ยซิน นางมีวิธีพาพวกเจ้าไปแน่”
เมื่อเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญฟังจบ ทุกคนประหลาดใจเล็กน้อย อดมองอวิ๋นเสวี่ยซินที่ยืนชะงักค้างอยู่ไม่ได้ พอมองดูให้ชัดเจนก็ตกใจทันที
หยินแท้ของนางหายไปแล้ว!
ก่อนหน้านี้ยังมีอยู่เลย เพราะอะไรกัน…
ทันใดนั้นผู้ฝึกบำเพ็ญทุกคนต่างก็ใช้ความคิด นึกได้ว่านายท่านเรียกนางเข้าไป จนกระทั่งเมื่อครู่นี้ถึงได้ออกมา และนางที่ออกมาจากในถ้ำไม่ได้สวมชุดกระโปรงสีขาวเหมือนปกติ กลับสวมชุดคลุมสีดำตัวโคร่ง อีกทั้งสวมหมวกใบใหญ่อีกต่างหาก กลิ่นอายของนางเปลี่ยนไปทั้งหมด นอกจากนี้นายท่านจะถ่ายทอดวิชาให้นางอีก เห็นทีนางคงกลายเป็นสตรีของนายท่านแล้ว
ประมุขบัวดำออกคำสั่งกับทุกคนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเรียกผู้ฝึกบำเพ็ญสองคนมายืนข้างกาย ก่อนจะให้อวิ๋นเสวี่ยซินอยู่ที่นี่เพื่อคุมคนเหล่านี้จัดการงาน สุดท้ายจึงค่อยไปจากที่นี่พร้อมกับประมุขเทียมฟ้า
หลังจากประมุขบัวดำและประมุขเทียมฟ้าไปแล้ว หวันเหยียนสือซานลอบถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้ ขณะนี้เขาแฝงตัวอยู่ในกลุ่มคน กังวลเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีใครพบเข้า แต่โชคยังดีที่สองคนที่เขาหวาดระแวงจากไปแล้ว เขาเองก็ต้องหาโอกาสจากไปเช่นกัน เพื่อกลับไปบอกข่าวกับพวกเฟิ่งจิ่ว
แต่น่าเสียดายที่ไม่อาจรู้ได้ว่าพวกเขามีแผนการอะไรกันแน่
อวิ๋นเสวี่ยซินที่อยู่ข้างหน้าสั่งงานเสร็จก็หมุนกายกลับเข้าไปในถ้ำ หวันเหยียนสือซานเห็นดังนั้นก็ถือโอกาสขณะที่ไม่มีคนสังเกตเห็นถอยไปเงียบๆ ทว่าหมุนกายเดินออกไปได้หลายหมี่แล้ว พลันได้ยินเสียงเรียกให้หยุดจากข้างหลัง
“เจ้าจะไปไหน” ผู้ฝึกบำเพ็ญคนหนึ่งเห็นว่ามีคนเดินไปข้างหลังต้นไม้ จึงเอ่ยเรียก
หวันเหยียนสือซานใช้มือหนึ่งกุมหน้าท้อง ก้มหน้าลงกึ่งหนึ่งพลางกล่าวว่า “ข้าจะไปปลดทุกข์หน่อย อีกเดี๋ยวก็กลับมา”
คนคนนั้นมองเขาแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรมากอีก เพียงหมุนกายไปคุยกับคนอื่นต่อ ไม่ได้พบพิรุธอะไรทั้งสิ้น
ใช่แล้ว เขาลดระดับความรู้สึกของการมีอยู่ของตนเองลง กอปรกับใบหน้าของหน้ากากนี้ธรรมดาไม่เตะตาเป็นอย่างยิ่ง จึงไม่มีใครสนใจเขาโดยสิ้นเชิง
ตอนที่พวกเขาไม่ทันสังเกต ตนก็เดินเข้าไปในป่า จนกระทั่งอยู่ห่างออกไปค่อนข้างไกลแล้ว จึงค่อยถอดชุดคลุมสีดำและหน้ากากออก เก็บเข้าไปในห้วงมิติ แล้วไปจากอย่างรวดเร็วด้วยวิชาเคลื่อนย้าย
หลังจากนั้นหลายวัน กลางดึกสงัด เรือนด้านหลังของจวนตระกูลเฟิ่งราชวงศ์เฟิ่งหวง
สีหน้าของเฟิ่งจิ่วที่อยู่ระหว่างหลับสนิทพลันเปลี่ยนเป็นซีดขาว หน้าผากมีเหงื่อผุดออกมา หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น ร่างกายคล้ายกับถูกตรึงไว้ขยับเขยื้อนไม่ได้ นางพยายามลืมตา แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ลืมตาไม่ขึ้น
ปราณพลังวิญญาณมหาศาลเอ่อท้นขึ้นจากกายนาง พุ่งออกจากห้องโดยพลันราวกับเสียการควบคุม ตลบอบอวลไปทั่วทั้งจวนตระกูลเฟิ่ง
ตอนปราณพลังวิญญาณและแรงกดดันน่ากลัวแผ่ขยาย แทบทุกคนในจวนตระกูลเฟิ่งต่างก็ตื่นตกใจ หลายคนที่หลับอยู่ต่างก็กระโจนออกจากห้องอย่างรวดเร็ว
“เกิดอะไรขึ้น!”
พวกเขาถามขึ้นมาทันที คิดไปว่าศัตรูบุกเข้ามา ทว่าจวนตระกูลเฟิ่งอันยิ่งใหญ่นี้ นอกจากคนของพวกเขาแล้ว ไม่มีใครอื่นโดยสิ้นเชิง
……….
ตอนที่ 3489 ฝันร้าย
ในห้องรับแขก โม่เฉินสวมเสื้อผ้าแล้วเดินออกมา รับรู้ถึงกลิ่นอายที่ตลบอบอวลอยู่ในอากาศ ทันใดนั้นสองมือทำมุทราสร้างเขตอาคมครอบคลุมจวนตระกูลเฟิ่งเอาไว้ ป้องกันไม่ให้กลิ่นอายเหล่านั้นหลุดลอดออกไปสร้างความวุ่นวาย
เขาเดินออกไปข้างนอก มุ่งหน้าไปยังเรือนของเฟิ่งจิ่วโดยตรง เมื่อพบคนอื่นในจวน เขายังไม่ทันเอ่ยปากก็ได้ยินเฟิ่งเซียวถามว่า “โม่เฉิน เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
“น่าจะเกิดเรื่องที่เรือนของเฟิ่งจิ่ว กลิ่นอายนี้คือกลิ่นอายของนาง” โม่เฉินกล่าว พลางเดินไปทางเรือนของเฟิ่งจิ่ว ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
พวกเฟิ่งเซียวและเฟิ่งซานหยวนอยากเข้าใกล้ กลับพบว่าแรงกดดันนั้นมีมากเกินไป พวกเขาเข้าไปในเรือนไม่ได้โดยสิ้นเชิง
“พวกท่านรออยู่ข้างนอกเถอะ! กลิ่นอายและแรงกดดันแผ่มาจากกายนาง พวกท่านเข้าไปแล้วต้องบาดเจ็บแน่” โม่เฉินหยุดฝีเท้าเพื่อกล่าวกับทุกคนข้างหลัง ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าไปข้างใน
ทุกคนเห็นเพียงแสงสว่างชั้นหนึ่งปกคลุมร่างเขา กีดขวางแรงกดดันและกระแสปราณโดยรอบ จากนั้นเปิดประตูเรือนก้าวอาดๆ เข้าไป
“เหลิ่งซวง เกิดอะไรขึ้น เสี่ยวจิ่วอยู่ข้างในใช่หรือไม่ นางเป็นอะไร เจ้าเฝ้าอยู่ในเรือนไม่ใช่หรือ” เฟิ่งซานหยวนที่กำลังร้อนใจเอ่ยถามเหลิ่งซวงที่อยู่ข้างๆ
สีหน้าของเหลิ่งซวงในตอนนี้ซีดเผือดอยู่บ้าง มุมปากมีเลือดไหลออกมาเล็กน้อย นางสูดลมหายใจเข้าก่อนกล่าวกับเฟิ่งซานหยวน “เดิมทีข้าอยู่ในเรือน ทว่าทันใดนั้นแรงกดดันและกระแสปราณมหาศาลก็ผุดออกมาจากในเรือน ข้าอยากเข้าไปดู ทว่ากลับถูกดีดออกมานอกเรือน เกิดอะไรขึ้นข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัด แต่ระหว่างนี้ไม่มีใครอื่นเข้าไปข้างใน”
ฟังดังนั้นแล้ว หัวคิ้วของทุกคนพลันขมวดเข้าหากัน ไม่มีคนนอกเข้าไปแล้วจู่ๆ จะเกิดเรื่องขึ้นได้อย่างไร? แท้จริงเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
ด้วยอารามร้อนใจจึงคิดอยากเข้าไปดู ทว่ากลับไม่อาจเข้าใกล้ได้เพราะพลังมหาศาลนั้น ทำได้เพียงคอยอยู่ข้างนอก
เมื่อโม่เฉินเข้ามาในเรือนก็ต้องตกตะลึงเพราะกลิ่นอายและแรงกดดันที่ตลบอบอวลไปทั่ว ตอนเขามาถึงข้างในและเห็นเฟิ่งจิ่วที่อยู่บนเตียง หัวคิ้วพลันขมวดเป็นปม เร่งฝีเท้าก้าวไปข้างหน้า
“อาจิ่ว! อาจิ่วตื่น!”
เขาเรียกพลางเขย่าร่างนางอย่างเบามือ ทว่านางกลับไม่รู้สึกตัว เห็นเพียงสีหน้าที่ซีดขาวแลดูเจ็บปวด ราวกับว่ากำลังเผชิญหน้ากับเรื่องที่น่าเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง
“อาจิ่ว! ตื่น!”
เขารียกต่อไป แต่ยังคงไม่ได้ผลเลยสักนิด เดิมทีคิดว่านางกำลังฝึกวิชาอะไรสักอย่าง ทว่าดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้วเหมือนกำลังฝันร้ายมากกว่า ฝันร้ายแบบไหนกันที่กักขังนางเอาไว้ อีกทั้งยังทำให้นางเจ็บปวดได้ขนาดนี้
เห็นสองมือนางกำเป็นหมัดแน่น สีหน้าดิ้นรนและเจ็บปวด เขายิ่งกังวลว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป นางต้องถูกธาตุไฟเข้าแทรกจิตมารรบกวนจนต้องตายเป็นแน่ เขารับประคองนางลุกขึ้นทันที ก่อนนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างหลังนาง สองมือควบแน่นกลิ่นอายในร่างกาย
แสงสีทองกลุ่มหนึ่งปะทุขึ้นกลางฝ่ามือเขา ปราณพลังวิญญาณสีทองนี้แผ่จากฝ่ามือเขาก่อนส่งเข้าไปในร่างกายของนาง พยายามสงบปราณโสมมน่ากลัวบนกายนาง
“อาจิ่ว ตื่น! อาจิ่ว!”
เฟิ่งจิ่วเพียงรู้สึกว่ามีเสียงเป็นห่วงร้อนใจเรียกนางอยู่ที่ข้างหู เสียงนั้นกลบเสียงในห้วงสมองของนาง ในร่างกายรู้สึกถึงปราณพิสุทธิ์สายหนึ่งกำลังไหลเวียน ปราณโสมมบนกายนางค่อยๆ หดหายไป เสียงข้างหูค่อยชัดเจนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้นางสงบใจได้โดยพลัน
“อาจิ่ว ข้าเอง โม่เฉิน อาจิ่ว เจ้าตื่นเถอะ….”
เมื่อได้ยินเสียงนั้น นางพลันลืมตาขึ้น กระแสปราณบนร่างกายไหลเวียน ก่อนจะถูกดีดออกไปโดยสัญชาตญาณ
“พรวด!”
……….