เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3568 สัญญา / ตอนที่ 3569 ส่งพวกเจ้าเดินทาง
ตอนที่ 3568 สัญญา
ทว่าตอนทั้งสองคนกำลังสนทนากันนั้นเอง เซวียนหยวนโม่เจ๋อกับเฟิ่งจิ่วก็มาถึงที่ปากถ้ำแล้ว ครั้นได้กลิ่นเนื้อที่โชยออกมาจากข้างใน เฟิ่งจิ่วก็สูดลมหายใจเข้าทันที “ข้าหิวแล้วจริงๆ ด้วย ได้กลิ่นเนื้อแล้วรู้สึกว่าหอมนัก”
นางเดินเข้าไปข้างใน เห็นสองคนกำลังพูดคุยกันด้วยสีหน้าคร่ำเคร่ง จึงถามว่า “เกิดอะไรขึ้นหรือ”
เห็นพวกเขากลับมาแล้ว สองคนล้วนอึ้งงันไปเล็กน้อย เยี่ยหลิงยิ้มจาง ส่วนซ่งอีผิงยิ้มพร้อมกล่าวว่า “พวกท่านกลับมาก็ดีแล้ว พวกข้ายังคุยกันอยู่เลยว่าต้องออกไปตามหาพวกท่านหรือไม่”
เฟิ่งจิ่วล้างมือแล้วนั่งลงข้างกองไฟ ยิ้มกล่าวว่า “โชคดีที่เจ้าไม่ได้ออกไป หากออกไปแล้วคาดว่าพวกข้าคงต้องไปตามหาเจ้าอีก”
นางหั่นเนื้อส่งให้เซวียนหยวนโม่เจ๋อที่เพิ่งล้างมือและนั่งลงข้างๆ ชิ้นหนึ่ง ก่อนจะตัดให้ตนเองกินชิ้นหนึ่ง พลางมองเนื้อย่างที่แทบไม่มีใครแตะต้อง “ย่างเสร็จแล้วไม่กิน พวกเจ้าสองคนเป็นคนโง่หรือไม่ รีบหั่นแล้วกินตอนร้อนๆ อย่าให้เยี่ยหลิงกินเนื้อย่างเยอะ กินน้ำแกงงูที่เหลือก็พอ”
“ฮูหลินหลิง นำของสิ่งนั้นกลับมาแล้วใช่หรือไม่” ซ่งอีผิงถาม จากนั้นหั่นเนื้อชิ้นเล็กๆ ให้เยี่ยหลิง
“นำกลับมาแล้ว” เฟิ่งจิ่วเอ่ยเสียงหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไรมาก เมื่อนึกถึงลิงวิญญาณที่ถูกสัตว์ร้ายกินตัวนั้น นางพลันอดถอนใจเสียงเบาไม่ได้ “ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว มา ข้าจะเชิญพวกเจ้าดื่มสุราสักหน่อย! ถือเป็นการบอกลากันในวันพรุ่งนี้เลย”
นางยิ้มแล้วหยิบสุราออกมาจากในห้วงมิติ นำถ้วยออกมาสามใบก่อนจะเทสุราให้คนละถ้วย “มีเนื้อย่างแกล้มสุราพอดี”
“ขอบคุณมาก” ซ่งอีผิงยกถ้วยสุราขึ้นคารวะทั้งสองคน “หวังว่าวันหน้าจะยังได้พบท่านหลิงกับฮูหยินหลิงอีก สองวันนี้ขอบคุณพวกท่านมาก ถ้วยนี้ข้าขอคารวะพวกท่านก่อน”
เขาดื่มสุรารวดเดียวหมด รู้สึกว่าพลังวิญญาณในท้องพลุ่งพล่าน กลิ่นสุราในปากอบอวล อดกล่าวชมไม่ได้ “สุราดี!”
“อืม!” เฟิ่งจิ่วดื่มสุราสองคำ จากนั้นกินเนื้อย่างต่ออีก
เซวียนหยวนโม่เจ๋อที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นแล้วกลับไม่พูดอะไร ปล่อยให้นางดื่มไป เพียงช่วยนางหั่นเนื้อแกล้มสุราอยู่ข้างๆ
เมื่อดื่มสุราแล้วก็พลันคุยจ้อขึ้นมา หลายคนสนทนากันจนกระทั่งดึกสงัด เฟิ่งจิ่วที่เริ่มเมาแล้วนั้นกล่าวขึ้นว่า “ข้าจะบอกเจ้าให้ ความจริงแล้วอยากให้ผมขาวของเยี่ยหลิงกลับเป็นดำใช่ว่าไม่มีหนทาง เพียงแต่ค่อนข้างจัดการยาก อึก!”
ระหว่างพูดคุยกัน นางเรอออกมาเสียงหนึ่ง เซวียนหยวนโม่เจ๋อที่อยู่ข้างๆ เห็นนางพูดแล้วก็ส่ายหน้าเบาๆ แก้มสองข้างของนางเป็นสีแดงระเรื่อแล้ว เขาโอบนางเข้ามาใกล้ ก่อนจะนำเสื้อกันลมมาพาดบนตัวนาง
ซ่งอีผิงที่เมาไม่มากได้ยินเช่นนั้นก็ตาเป็นประกาย “มีหนทางหรือ อะไร หนทางอะไร”
“อืม หาวัตถุดิบสมุนไพรยากนัก เหอโส่วอูพันปี แล้วก็ยังมี…” นางพิงอยู่ในอ้อมแขนของเซวียนหยวนโม่เจ๋อ พลางท่องชื่อสมุนไพรออกมาหลายชนิด ฝ่ายซ่งอีผิงลอบจดจำไว้ในใจ
“วันหน้า…อึก!” นางเรออีกครั้ง จากนั้นกล่าวกับซ่งอีผิง “วันหน้าหากเจ้าหาสมุนไพรเหล่านี้ได้ครบแล้ว ข้าช่วยเจ้าหลอมโอสถได้ ขอเพียงกินโอสถของข้าไปเม็ดหนึ่ง ฮ่าๆ รับรองว่าผมขาวของนางจะเปลี่ยนกลับเป็นดำอย่างแน่นอน!”
ฟังดังนั้นแล้ว ซ่งอีผิงรู้สึกตื้นตันใจ ไม่สนใจดื่มสุราแล้ว ถามต่อว่า “เช่นนั้นวันหน้าข้าจะตามหาท่านพบได้อย่างไร”
“ฮ่าๆ ข้าน่ะหรือ ตามหาตัวข้าไม่ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะตามหาได้ง่ายๆ เช่นกัน” นางหัวเราะ มองซ่งอีผิงด้วยท่าทางคล้ายมึนเมา ทว่าขณะเดียวกันก็คล้ายมีสติแจ่มชัดเช่นเดียวกัน “แต่ข้าไม่บอกเจ้าหรอก เจ้าเพียงรู้ไว้ว่าข้าเป็นผู้ที่เก่งกาจในด้านวิชาแพทย์และหลอมโอสถที่สุดก็พอ”
เซวียนหยวนโม่เจ๋อเห็นนางมีท่าทางของคนเมา จึงบดบังร่างนางที่อยู่ในอ้อมแขน “เอาล่ะ อย่าดื่มสุรามากเกินไปเลย เจ้านอนสักหน่อยเถอะ!” พูดแล้วเขาก็บังนางด้วยเสื้อกันลมอีก ตอนนี้ทั้งร่างของนางเหมือนกับหายไปโดยพลัน
……….
ตอนที่ 3569 ส่งพวกเจ้าเดินทาง
เฟิ่งจิ่วพิงร่างอยู่ในกอดของเขา ผล็อยหลับไปแล้ว
เซวียนหยวนโม่เจ๋อมองนางที่อยู่ในวงแขน แววตาวูบไหวเล็กน้อย ด้วยระดับการดื่มสุราของนางไม่มีทางเมาง่าย ทว่าเพราะวันนี้เห็นภาพลิงวิญญาณตัวนั้นถูกกินทั้งเป็น คาดว่านางคงไม่สบายใจเท่าไรถึงได้ดื่มสุราจนเมาเช่นนี้
ซ่งอีผิงยังอยากถามต่ออีก แต่เห็นท่านหลิงบังฮูหยินหลิงไว้แล้ว เขาขยับปากขมุบขมิบแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ในใจเขาตัดสินใจแล้วว่าในเมื่อมีโอกาสทำให้ผมสีขาวของอาหลิงเปลี่ยนกลับเป็นดำได้ เขาย่อมหาสมุนไพรวิญญาณพวกนั้นให้ครบถ้วนอย่างแน่นอน!
เพราะฤทธิ์สุรา เฟิ่งจิ่วจึงหลับสนิทมาก จนกระทั่งใกล้เที่ยงวันต่อมาถึงค่อยตื่น เมื่อนางตื่นและพบว่าตนเองพิงอยู่ในกอดของเซวียนหยวนโม่เจ๋อ นางจึงชะงักไปเล็กน้อยแล้วถามว่า “เจ้านั่งอยู่เช่นนี้ทั้งคืนเลยหรือ”
เห็นนางตื่นแล้ว เซวียนหยวนโม่เจ๋อตอบ “ข้าก็มีหลับอยู่บ้าง” มือของเขาไม่ขยับ มันชาหนึบเพราะแข็งค้างอยู่ท่าเดิมทั้งคืนนานแล้ว
เฟิ่งจิ่วเห็นดังนั้นก็ถอยออกมา วางมือเขาไว้บนขานาง “ไม่ขยับทั้งคืนเลือดลมไม่เดินแน่นอน ข้าจะช่วยนวดให้เจ้าหน่อย!” พูดจบแล้วนางพลันนวดแขนให้เขาอย่างเบามือ
นางเพียงรู้สึกว่ากล้ามเนื้อบนแขนเขาขมวดเกร็งอยู่บ้าง ครั้นนางนวดให้แล้วก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง “ดีขึ้นบ้างหรือไม่” นางถาม
ในหัวใจของเซวียนหยวนโม่เจ๋อหวานเชื่อมราวกับน้ำผึ้ง บนใบหน้ามีหนวดนั้นมองไม่ออกว่ากำลังยิ้มอยู่หรือไม่ แต่ในดวงตาเขากลับปรากฏเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน “อืม ดีขึ้นมากแล้ว”
“ครั้งหน้าอย่าทำเช่นนี้อีก” นางกำชับ พลางกล่าวอีกว่า “เลือดไม่ไหลเวียนเป็นเวลานานเข้าไม่ใช่เรื่องดี”
“อืม” เขายังคงตอบรับอย่างเงียบง่าย ดวงตาสีดำหยั่งลึกทอดมองนาง ความอ่อนโยนในดวงตาทำให้คนใจอ่อนได้เช่นกัน
ซ่งอีผิงกับเยี่ยหลิงที่ตื่นนอนนานแล้วมองพวกเขา ต่อให้มองอยู่ข้างๆ เช่นนี้ พวกเขาก็รู้สึกได้ถึงความรักลึกซึ้งระหว่างท่านหลิงกับฮูหยินหลิง ระหว่างพวกเขาไม่มีวาจาหวานรื่นหู สิ่งที่มากกว่านั้นคือความเรียบง่ายและสามัญ ราวกับสามีภรรยาที่แต่งงานกันมานานแล้วอย่างไรอย่างนั้น แค่มองตา แค่การกระทำเล็กน้อย ก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่
คนที่มีพลังแกร่งกล้าสองคนกลับรักใคร่เป็นหนึ่งเดียวกันเช่นนี้ จำต้องพูดว่าพวกเขาสองคนทำให้พวกตนแปลกใจมากจริงๆ
หลังจากนำน้ำออกมาจากห้วงมิติแล้วล้างหน้าล้างตาง่ายๆ เซวียนหยวนโม่เจ๋อยืนอยู่ที่ปากถ้ำและมองออกไปข้างนอก ฝ่ายเฟิ่งจิ่วมองซ่งอีผิงและเยี่ยหลิงสองคน
“พวกข้าจะไปแล้ว ต้องให้ข้าไปส่งพวกเจ้าหรือไม่”
ซ่งอีผิงประคองเยี่ยหลิงลุกขึ้น ใช้เสื้อกันลมห่อตัวนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า จากนั้นกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ลำบากท่านหลิงกับฮูหยินหลิงแล้ว ข้าคิดพาอาหลิงไปจากที่นี่ หาสถานที่พักฟื้นร่างกายนางก่อน”
“นั่นเป็นเรื่องง่ายนัก” เฟิ่งจิ่วยิ้ม พาพวกเขาไปที่ยอดเขา
เยี่ยหลิงที่ขี่หลังซ่งอีผิงอยู่มองยอดเขาลูกนี้ รู้สึกเหลือเชื่อ นางที่เดิมทีเกือบถูกเผาตายอยู่ที่นี่ บัดนี้ปรากฏตัวอยู่ที่นี่เสียอย่างนั้น หากคนในตระกูลรู้เข้าคงคิดว่าเหลือเชื่อเช่นกันกระมัง!
“ข้าจะส่งพวกเจ้าไปที่ตระกูลอวี๋แล้วกัน! เจ้ารู้จักผู้นำตระกูลอวี๋ เจ้าพาเยี่ยหลิงไปพักฟื้นร่างกายที่นั่น เจียดยาอะไรย่อมสะดวกกว่า”เฟิ่งจิ่วเอ่ย ขณะกำลังเตรียมใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายส่งพวกเขาไป นางพลันได้ยินเสียงดังมาจากกลางเขารางๆ
นางมองไปทางกลางเขา แผ่จิตรับรู้ออกไป ครั้นสำรวจดูแล้วสีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไปทันที
“ฮูหยินหลิง เป็นอะไรไปหรือ”