เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3658 เสียงสั่งให้ถอย / ตอนที่ 3659 สมควรจะเป็นเช่นนั้น
- Home
- เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า
- ตอนที่ 3658 เสียงสั่งให้ถอย / ตอนที่ 3659 สมควรจะเป็นเช่นนั้น
ตอนที่ 3658 เสียงสั่งให้ถอย
ท่ามกลางยามค่ำคืนที่มืดสนิท แม้ห่างออกไปค่อนข้างไกล แต่ตอนนี้นางก็ยังคงมองเห็นบุรุษสองคนที่เลือดโชกเพราะสัตว์ร้ายกำลังร้องโหยหวนอย่างชัดเจน
คนทั้งสองตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง ท่าทางอายุยังน้อย ตอนนี้ร่างกายเปื้อนเลือด ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย คนแปลกหน้าแอบเข้ามาที่นี่และลอบสังเกตพวกเขาโดยไม่คิดถึงผลที่ตามมา ตามปกติแล้วนางไม่อยากจะสนใจ แต่อาจเป็นเพราะเสียงหายใจรวยรินของบุรุษคนหนึ่งในนั้น ‘ท่านแม่ ข้าเจ็บเหลือเกิน’ เสียงนี้กระทบหัวใจของนาง ทำให้นางเกิดความรู้สึกสงสารขึ้นมา
สัตว์ร้ายรอบข้างแยกเขี้ยวล้อมเข้ามา ส่วนสัตว์ร้ายที่กัดบุรุษคนนั้นกำลังออกแรงดึง ตอนกำลังจะกัดขาเขาให้ขาด เสียงที่เปี่ยมไปด้วยแรงกดดันพลันดังขึ้นพร้อมด้วยความเยือกเย็น มุ่งตรงไปที่กลุ่มสัตว์ร้ายกลุ่มนั้นทันที
“ถอย!”
พยางค์เดียวนั้นช่างเย็นชาและน่าเกรงขาม แรงกดดันมหาศาลที่เห็นได้ด้วยตาเปล่ากลายเป็นตัวอักษรถอยท่ามกลางสัตว์ร้ายกลุ่มนั้น ทำเอาพวกมันตกใจครางเสียงเบา อ้าปากและถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าหยุดรอแม้แต่ครึ่งก้าว
ส่วนสัตว์ร้ายที่ซุ่มซ่อนอยู่ทั้งคืนพวกนั้น ก่อนหน้าต่างก็จ้องพวกเขาอยู่ตลอดเวลา คล้ายกับกำลังรอโอกาสอยู่ ทว่าตอนนี้ต่างก็ก้าวเท้าหนีไปเพราะตัวอักษรถอยที่เปี่ยมไปด้วยแรงกดดันโบราณมหาศาล หายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
สัตว์ร้ายพวกนั้นหนีไปแล้ว คนทั้งสองบนพื้นก็นอนแน่นิ่งไม่ขยับ หากไม่ใช่เพราะหน้าอกยังคงกระเพื่อมขึ้นลงอยู่ ใครเห็นเข้าคงคิดว่าพวกเขาตายไปแล้ว
“เฉิงจวิ้น! เฉิงหลิน! พวกเจ้าอยู่ที่ไหน”
เสียงเรียกดังมาจากไม่ไกล เสียงฝีเท้าสับสนวุ่นวายมากเช่นเดียวกัน คนที่มาน่าจะมีไม่น้อยเลย
เฟิ่งจิ่วถอนสายตากลับมาเรียบๆ คีบเนื้อกินพลางกินน้ำแกง นางอยากอาหารอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่พวกนางกำลังกินอาหาร คนพวกนั้นก็ตามมาถึงแล้ว ย่อมพบสองคนที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นเช่นกัน
“เฉิงจวิ้น! เฉิงหลิน!”
เห็นพวกเขามีสภาพเช่นนี้ทุกคนต่างก็สูดลมหายใจเย็นๆ เข้าปอดเฮือกหนึ่ง ก่อนจะรีบประคองพวกเขาขึ้น นำโอสถออกมาก่อนป้อนให้อีกฝ่ายกินอย่างรวดเร็ว
“เหตุใดบาดเจ็บหนักขนาดนี้ เจอสัตว์ร้ายเข้าหรือ”
“ซี้ด! แผลนี้…”
เห็นเนื้อหนังถูกสัตว์ร้ายกัดขาดจนเลือดโชก ต่อให้เป็นบุรุษที่โตเต็มตัวแล้วเห็นเข้าก็อดที่จะหวาดกลัวไม่ได้
ทุกคนล้อมรอบสองคนนั้นพลางสอบถาม บุรุษวัยกลางคนคนหนึ่งมองไปรอบๆ ทันที ครั้นเห็นเรือเหาะแล้วก็มุ่นคิ้วเล็กน้อย
คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีคนอยู่ที่นี่จริงๆ แถมยังอยู่บนเรือเหาะด้วย ใช้เรือเหาะเดินทางในสถานที่เช่นนี้ได้ นอกจากนี้ยังทำอาหารอีก ระดับพลังของพวกเขาต้องกล้าแกร่งมากเป็นแน่
เพียงแต่คนที่ครอบครองระดับพลังนี้ก็ถือเป็นคนเลือดเย็นไร้เมตตาเช่นกัน เห็นสองคนถูกสัตว์ร้ายกัดแล้วก็ยังไม่ยอมออกมือช่วยเหลือ
ตอนนี้เขาไม่ทันได้คิดจริงๆ ว่าหากไม่ใช่เพราะพวกเขาออกมือช่วย สัตว์ร้ายพวกนั้นจะถอยหนีไปได้อย่างไร หากไม่ใช่พวกเขา สองคนนั้นจะอดทนจนพวกเขามาถึงได้อย่างไร?
เทียบกับความคิดสุดโต่งของชายวัยกลางคนผู้นี้ ชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งที่ช่วยพวกเขาตรวจดูบาดแผลกลับลอบถอนหายใจ จากนั้นสั่งคนที่อยู่ข้างๆ ว่า “ช่วยห้ามเลือดพันแผลให้พวกเขาก่อน”
“ขอรับ ผู้นำตระกูล” ทุกคนตอบรับ จากนั้นช่วยสองคนนั้นห้ามเลือดและพันแผล (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าผู้นำตระกูลหมุนกายมองไปยังพวกเฟิ่งจิ่วบนเรือเหาะ จากนั้นประสานมือให้พวกนางเล็กน้อย
……….
ตอนที่ 3659 สมควรจะเป็นเช่นนั้น
“ขอบคุณทุกท่านมากที่ช่วยเหลือ ข้าคนแซ่มู่ซาบซึ้งอย่างถึงที่สุด” เสียงที่เปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณดังออกจากปากเขา เข้าหูพวกเฟิ่งจิ่วอย่างชัดเจน
ได้ยินเสียงขอบคุณนี้แล้ว อีกทั้งเห็นคนคนนั้นประสานมือคารวะเล็กน้อย เฟิ่งจิ่วแย้มยิ้มออกมา ทว่าก็ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน รู้จักกล่าวขอบคุณก็ดีแล้ว เพราะมีใครหลายคนที่ได้รับความช่วยเหลือแล้วกลับไม่รู้จักกล่าวขอบคุณ
“ผู้นำตระกูล ท่านขอบคุณพวกเขาทำไม หากพวกเขาอยากช่วยคนจริง คนไม่ปล่อยให้เฉิงจวิ้นสองคนถูกกัดขนาดนี้แล้วถึงลงมือ!” ชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆ พูดด้วยโทสะ ไม่รู้สึกว่าคนกลุ่มนั้นลงมือช่วยเหลือโดยสิ้นเชิง
“หุบปาก!” ผู้นำตระกูลมู่มุ่นคิ้ว ตวาดเสียงขรึม สายตาดุดันกวาดมองชายวัยกลางคนคนนั้น “ถอยไป!”
ชายวัยกลางคนคนนั้นถูกตวาดต่อหน้าทุกคนก็พลันรักษากิริยาไม่อยู่ไปเล็กน้อย เห็นอีกฝ่ายเตือนเช่นนี้ แถมความเย็นชาที่วาบผ่านดวงตานั่นอีก เขาย่อมต้องกดกลั้นโทสะในใจพร้อมทั้งแค่นหัวเราะเสียงเย็น ก่อนจะถอยไปอยู่ข้างๆ ไม่พูดต่ออีก ทว่าสายตาเกรี้ยวกราดกลับยังคงจ้องมองพวกเฟิ่งจิ่วดังเดิม
“ทุกท่าน ข้าคนแซ่มู่ไม่เข้มงวดเอง ขอทุกท่านอย่าได้กล่าวโทษ พวกข้าขอตัวก่อนแล้ว” เขาคารวะพวกเฟิ่งจิ่วแล้วถึงจะนำทุกคนจากไป
เห็นพวกเขาไปแล้ว ตู้ฝานชำเลืองมองครั้งหนึ่ง “ผู้นำตระกูลแซ่มู่คนนี้ไม่ได้ไม่เข้มงวด ทว่ามองคนกับสถานการณ์ไม่ขาด พาคนเข้าป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายตั้งมากมายขนาดนี้ คาดว่าไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดเรื่อง”
“เกิดเรื่องก็ถือว่าเป็นเรื่องของคนอื่น เกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วย”
เว่ยเฟิงแค่นหัวเราะ พวกเขาล้วนไม่ใช่คนใจบุญอะไร มายังสถานที่เช่นนี้ก็ต้องเตรียมรับผลที่จะตามมา เจอสถานการณ์อันตรายแล้วมาขอให้คนอื่นช่วยเหลือมันใช้ได้ที่ไหน ต้องรู้ไว้ว่าพึ่งคนอื่นมิสู้พึ่งตนเอง
“มาๆ พวกเราดื่มกันต่อ” ตู้ฝานกล่าว พลางยกถ้วยสุราในมือชนกับเว่ยเฟิง ยิ้มว่า “อยู่ข้างนอกดื่มมากไม่ได้ ดื่มสุรากานี้หมดก็พอได้แล้ว”
เฟิ่งจิ่วเห็นท่าทางผ่อนคลายของทุกคนแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ นางกินน้ำแกงไปครึ่งชาม จากนั้นพูดกับทุกคนว่า “ข้ากินอิ่มแล้ว พวกเจ้ากินกันต่อเถอะ!”
นางลุกขึ้นแล้วก็นอนลงบนตั่งนุ่มข้างๆ พลางมองท้องฟ้า ดวงดาวระยิบระยับ ดูเงียบสงบนัก แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าในคืนที่เงียบสงบเช่นนี้มีอันตรายแฝงอยู่มากมายเพียงใด
คนเหล่านั้นอีกด้านหนึ่ง หลังจากหามคนส่งกลับไปแล้ว พวกเขาเพิ่มการเฝ้าระวังโดยรอบมากขึ้น ตั้งเขตอาคมไปจนถึงค่ายกล ป้องกันอันตรายยามค่ำคืน
ตอนนี้เอง ชายวัยกลางคนมองที่ผู้นำตระกูล แล้วเอ่ยด้วยความอัดอั้น “ผู้นำตระกูล คนพวกนั้นไม่ได้ลงมือช่วยแท้ๆ เหตุใดต้องกล่าวขอบคุณพวกเขาด้วย พวกเขามองเฉิงจวิ้นสองคนถูกสัตว์ร้ายกัดจนมีสภาพเช่นนี้ คนพรรค์นั้นใช่คนดีที่ไหนกัน!”
ผู้นำตระกูลมู่กวาดสายตามองเขาครั้งหนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสียงขรึม “หากไม่ใช่พวกเขาออกมือช่วยเหลือ เจ้าคิดว่าพวกเขาสองคนจะรอดมาได้หรือ? พวกเขาออกมือช่วยเหลือนั้นเป็นเรื่องจริง พวกเราควรกล่าวขอบคุณ ต้องรู้ไว้ว่าการช่วยชีวิตถือเป็นความเมตตาของพวกเขา ทั้งที่จะไม่ช่วยก็ย่อมได้ อย่างไรเสียพวกเราต่างก็ไม่ใช่คนรู้จักกัน ไม่ได้ติดหนี้บุญคุณอะไรกันอีกด้วย”
ฟังดังนั้นแล้ว ชายวัยกลางคนคนนั้นพูดไม่ออกอยู่นาน กลับรู้สึกว่าเพลิงโทสะยังคงอยู่เช่นเดิม เมตตาและสมควรแล้วอะไรกัน ในเมื่อต้องการช่วยเหลือ ไยไม่ช่วยให้เร็วกว่านี้หน่อย ในเมื่อจะไม่ช่วย ไยไม่นิ่งเฉยมองดูเพียงอย่างเดียวเล่า?
ผู้นำตระกูลมู่มองเขา ขมวดคิ้วเล็กน้อย “เหล่าซาน เจ้าระงับโทสะหน่อยเถอะ จำไว้ว่าต้องควบคุมความรู้สึกเอาไว้ให้ดี”
……….