เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3660 ล้อมจู่โจม / ตอนที่ 3661 ลอบทำร้าย
ตอนที่ 3660 ล้อมจู่โจม
ชายวัยกลางคนผู้นั้นฟังแล้วหลุบตาลง ปิดบังความขุ่นเคืองในดวงตา
ควบคุมเอาไว้ให้ดี? เฮอะ!
“ภารกิจของพวกเราในครั้งนี้ลุล่วงแล้ว คนหกถึงเจ็ดสิบคนในตอนแรก บัดนี้เหลือเพียงสี่สิบกว่าคน พวกเราสูญเสียและได้รับบาดเจ็บหนัก วันนี้บาดเจ็บหนักเพิ่มอีกสองคน ระหว่างทางกลับไปต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น” ผู้นำตระกูลมู่พูดกับทุกคนด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ผู้นำตระกูล สิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นใช้คือเรือเหาะ หรือว่าพวกเราใช้เรือเหาะบ้างไม่ได้ หากใช้เรือเหาะล่ะก็ พวกเราน่าจะออกจากป่านี้ได้เร็วขึ้น”
ฟังผู้ใต้บังคับบัญชาพูดเสียงเบา ผู้นำตระกูลมู่มองไปที่คนคนนั้นก่อนกวาดตามองทุกคนที่เหลือ เห็นความคาดหวังในดวงตาของพวกเขา เขาถอนหายใจเสียงเบา “ป่าผืนนี้ถูกเรียกว่าแดนเถื่อนรกร้าง ไม่เพียงเพราะในป่าผืนนี้มีสัตว์ร้ายระดับสัตว์เทวะที่ร้ายกาจเป็นอย่างยิ่ง ยังเป็นเพราะน้อยคนนักที่จะกล้าเหาะเหินบนท้องฟ้าเหนือป่าผืนนี้ แม้จะใช้เรือเหาะก็เช่นเดียวกัน”
เขาเอามือไพล่หลัง เดินอย่างช้าๆ แล้วกล่าวต่อ “สัตว์เทวะจำพวกนกบนท้องฟ้าไม่มีทางน้อยไปกว่าในป่า ในป่ายังมีต้นไม้บดบัง ทว่าหากไปอยู่บนท้องฟ้าแล้ว นั่นเท่ากับเปิดเผยตนเองให้ตกเป็นเป้าโดยตรง ใครเล่าจะรับประกันความปลอดภัยในสถานการณ์เช่นนั้นได้”
เมื่อฟังจบแล้ว ทุกคนต่างก็มองหน้ากัน มีคนถามขึ้นว่า “ผู้นำตระกูล หมายความว่าคนพวกนั้นที่กินอาหารอยู่บนเรือเหาะที่พวกเราเจอก่อนหน้านี้ มีระดับพลังกล้าแกร่ง ร้ายกาจมากใช่หรือไม่”
“พวกเขาเหมือนจะมีกันเพียงสิบกว่าคน ท่าทางอายุยังน้อยอยู่เลย”
“ในบรรดาพวกเขามีสตรีอยู่สี่คน”
ผู้นำตระกูลมู่มองพวกเขา พยักหน้า “ถูกต้อง ถึงไม่รู้ว่าระดับพลังของพวกเขาเป็นอย่างไร แต่สบายอกสบายใจอยู่ในสถานที่อันตรายเช่นนี้ได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน พวกเจ้าจำไว้ว่าอยู่ในสถานที่อันตรายเช่นนี้ นอกจากต้องระวังสัตว์ร้ายแล้ว ผู้ฝึกบำเพ็ญที่ร้ายกาจก็เป็นบุคคลที่พวกเราไม่ควรหาเรื่องด้วยเช่นกัน”
“ขอรับ ผู้นำตระกูล พวกเราล้วนจำไว้แล้ว” ทุกคนตอบรับ จำคำพูดของเขาไว้ในใจ เพราะมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่านี่จะกลายเป็นประสบการณ์ยามรอดชีวิตในวันหน้าของพวกเขา
ตึง!
“โฮก! โฮก!”
ทันใดนั้นค่ายกลส่งเสียงดังสนั่นเพราะถูกสัมผัส ก่อนที่จะมีเสียงสัตว์ร้ายคำรามดังขึ้นมาหลายเสียง เมื่อได้ยินเสียงนั้น ทุกคนต่างก็ตื่นตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“สัตว์ร้าย!”
“แย่แล้ว! ผู้นำตระกูล มีสัตว์เทวะตัวหนึ่งชนค่ายกลของพวกเรา!”
“ผู้นำตระกูล เขตอาคมที่พวกเรากางไว้ถูกสัตว์เทวะตัวหนึ่งชนเข้า!”
“ผู้นำตระกูล สัตว์ร้ายรอบๆ ไม่ได้มีแค่สองตัว แต่มีอยู่ถึงสิบกว่าตัว แถมมีสัตว์ร้ายระดับสัตว์เทวะอยู่สองสามตัวด้วย!”
ความโกลาหลเกิดขึ้นทันใด พอได้ยินว่าไม่ได้มีสัตว์ร้ายแค่สองตัว แต่มีมากถึงสิบกว่าตัว อีกทั้งยังมีสัตว์ร้ายระดับสัตว์เทวะอยู่ด้วย สีหน้าของแต่ละคนพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
ตลอดทางมานี้ พวกเขารอดชีวิตมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พวกเขาก็ระแวดระวังมาตลอด แม้จะเจอสัตว์ร้ายจู่โจม ทว่าส่วนใหญ่แล้วก็มีสัตว์ร้ายแค่ไม่เกินสองตัว แต่สถานการณ์ในตอนนี้…
เสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังขึ้นรอบๆ ทุกคนฟังแล้วพลันหนักใจ รู้สึกว่าครั้งนี้คงจะรอดยากแล้ว
ผู้ที่นับว่าสงบนิ่งและใจเย็นได้ในเวลานี้มีเพียงผู้นำตระกูลมู่ เขามองทุกคนครั้งหนึ่ง ก่อนจะได้ยินเสียงสัตว์ร้ายรอบๆ คำรามอีกครั้ง เขารู้ว่าแม้สัตว์ร้ายจะมีมาก แต่ค่ายกลที่พวกเขาตั้งไว้โดยรอบไม่ได้มีแค่อันเดียว ทันใดนั้นเขาพลันเอ่ยออกมาว่า “ฟังข้า! เก็บงำกลิ่นอายและห้ามส่งเสียง! หันหลังชนกันและห้ามขยับเขยื้อน! ข้ามีวิธีหลบเลี่ยงหายนะครั้งนี้!”
………. (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ตอนที่ 3661 ลอบทำร้าย
ทุกคนฟังเสียงของผู้นำตระกูลพวกเขา แต่ละคนใจเย็นลงแล้ว จากนั้นจึงทำตามที่เขาบอก ขณะเดียวกันก็เห็นผู้นำตระกูลกางค่ายกลสามอันล้อมรอบพวกเขาไว้ เมื่อตั้งค่ายกลเสร็จแล้ว ควันขมุกขมัวกลุ่มหนึ่งก็แผ่ขยายออกไป ซ่อนเงาร่างของพวกเขาไว้ในค่ายกลทั้งหมด
พวกเขาเพียงรู้สึกว่าควันเริ่มหนาขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่คนที่กำลังยืนพิงหลังกันอยู่ตอนนี้ก็มองไม่เห็น ทว่าก็ไม่มีใครขยับเขยื้อน ต่างเก็บกลิ่นอาย ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
กลางอากาศคล้ายกับถูกผู้นำตระกูลของพวกเขาสาดสมุนไพรบางอย่าง ฉุนจมูกมาก กลบกลิ่นคาวเลือดไว้ได้ทั้งหมด
สัตว์ร้ายเหล่านั้นล้อมเข้ามา เห็นเพียงแสงไฟเจิดจ้าจากกองไฟมอดดับลงแล้ว มีเพียงหมอกควันตลบอบอวล กลิ่นในอากาศนั้นก็ฉุนเป็นอย่างยิ่ง พวกมันได้กลิ่นแล้วได้แต่ครางเสียงต่ำออกมา
บริเวณนี้ไม่มีเงาคน และไม่มีกลิ่นอายใดแม้แต่เสี้ยวเดียว พวกมันบุกเข้ามาจากทั้งสี่ทิศแล้วแต่กลับไม่พบเจอใคร เห็นดังนั้นแล้วสัตว์ร้ายพวกนั้นพลันหมดความสนใจ คิดว่าคนพวกนี้ถือโอกาสตอนที่พวกมันจะบุกเข้ามาหนีไปแล้ว
กลับไม่รู้เลยว่าผู้นำตระกูลมู่ตั้งค่ายกลลวงเก้าบทเพลงเอาไว้โดยรอบ ไม่ว่าสัตว์ร้ายพวกนั้นจะบุกเข้ามาอย่างไร หรือแม้แต่จะวนเวียนอยู่รอบนอก ก็ไม่มีทางบุกเข้ามาถึงใจกลางที่พวกเขายืนอยู่ได้โดยสิ้นเชิง
กอปรกับควันลวงตลบอบอวลบดบังทัศนวิสัย ทั้งทุกคนยังเก็บกลิ่นอายไปจนหมดสิ้น แล้วสัตว์ร้ายพวกนี้จะหาพวกเขาพบได้อย่างไร
เพราะได้ยินเสียงสัตว์ร้ายพวกนั้นคำรามอยู่รอบๆ แต่กลับไม่มีตัวไหนเข้าใกล้พวกเขาได้ ทุกคนจึงค่อยๆ วางใจและรู้สึกว่าน่าจะรอดพ้นหายนะครั้งนี้ไปได้แล้ว
ไม่เพียงคนของตระกูลมู่ที่คิดเช่นนั้น ผู้นำตระกูลมู่เองก็รู้สึกไม่ต่างกัน ท่าทางพวกเขาจะรอดจากหายนะครั้งนี้ไปได้แล้ว เพียงแต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คาดไม่ถึงว่าจะมีดวงตาคู่หนึ่งจ้องมองเขายามตั้งค่ายกลอยู่ตลอด แม้มองไม่เห็นตัวเขาที่อยู่ท่ามกลางควันหนา เพราะควันปกคลุมตำแหน่งที่เขายืนอยู่โดยสมบูรณ์ ทว่าดวงตาคู่นั้นที่จับจ้องอยู่ตลอดกลับรู้
เจ้าของดวงตาคู่นั้นยื่นมือออกมาอย่างเงียบเชียบ ถือโอกาสตอนที่ควันหนาแผ่ขยายออกแรงผลักคนหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าออกไป
“อ้าก!”
เสียงร้องด้วยความตกใจดังขึ้น ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มีเพียงคนที่ถูกผลักเท่านั้นที่รู้ว่ามีมือคู่หนึ่งผลักเขาจากข้างหลัง ทำให้เขาถลาไปข้างหน้า ก่อนจะเข้าสู่กลางค่ายกลลวงเก้าบทเพลงนั้น
“ปังเอ๋อร์!”
แม้มองไม่เห็นว่าคนที่ออกไปคือใคร แต่ผู้นำตระกูลมู่กลับฟังออกว่านั่นเป็นเสียงของบุตรชายเขา ตอนนี้เขาไม่สนใจอย่างอื่นแล้ว คิดออกไปช่วยคนกลับมา ทว่ากลับมีมือคู่หนึ่งผลักเขาออกไปด้วยเช่นกัน
“ใคร!”
ผู้นำตระกูลมู่ที่กำลังโกรธเกรี้ยวพลิกมือจับมือของคนผู้นั้น ด้วยแรงมหาศาล มือเขาข่วนคนผู้นั้นจนเกิดรอยเลือด แต่อีกฝ่ายกลับยกเท้าถีบเขาออกไปทันที
แควก!
เสียงที่เหมือนกับเสื้อผ้าฉีกขาดดังขึ้นข้างหูของทุกคน ผู้นำตระกูลมู่เข้าไปในค่ายกลลวงเก้าบทเพลงแล้ว และเพราะได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว พวกสัตว์ร้ายที่เดิมทีคิดจะจากไปพลันแยกเขี้ยวคำรามเสียงต่ำแล้วพุ่งไปยังทิศทางที่เสียงดังมาทันที
“ผู้นำตระกูล!”
“ผู้นำตระกูล!”
ทุกคนเรียกด้วยความตกใจ แม้มองไม่เห็นก็รู้ว่าผู้นำตระกูลของพวกเขากับคุณชายใหญ่ถูกลอบทำร้าย ตอนนี้ตกอยู่ในอันตราย ขณะเตรียมจะก้าวเข้าไปช่วยเหลือ กลับได้ยินเสียงเกรี้ยวกราดของผู้นำตระกูลตวาดขึ้น
……….