เทพกระบี่มรณะ (Chaotic sword god) - ตอนที่ 3090 : ความตายคือโชค (1)
ตอนที่ 3090 : ความตายคือโชค (1)
จิตวิญญาณวัตถุของพระราชวังสวรรค์แห่งบิเชิงได้มองไปที่ เจี้ยนเฉิน “เจี้ยนเฉิน เจ้าควรคิดให้ดี ๆ เมื่อเจ้าก้าวขึ้นไปบนสะพานชีวิตแล้ว เจ้าจะต้องเผชิญหน้ากับการทดสอบแห่งชีวิตและความตาย ภายใต้การทดสอบของกฎแห่งไฟและกฎแห่งการทำลายล้าง เจ้าจะเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดและการทรมานที่ไม่อาจจะคาดถึง เจ้าจะไม่อาจจะเปลี่ยนใจได้ หากเจ้าล้มเหลว เจ้าจะโดนลบไปอย่างสมบูรณ์”
“ข้าคิดมาถี่ถ้วนแล้ว เมื่อสะพานชีวิตนั้นเป็นแค่ทางเดียวที่จะได้เข้าพบกับจอมปราชญ์สูงสุดได้ งั้นแม้ว่าจะมีโอกาสเพียงน้อยนิดที่จะรอด แม้ว่าข้าจะเผชิญกับควายากลำบากที่สุดในโลก แต่ข้าก็ต้องข้ามสะพานไปให้ได้” เจี้ยนเฉินป้องมือและพูดขึ้น เขาแน่วแน่อย่างมาก เขาไม่ได้หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย เขาโค้งให้กับจิตวิญญาณวัตถุและพูดขึ้น “รบกวนเปิดสะพานชีวิตให้กับข้าด้วย ! ”
บางทีเพราะเขาบอกได้ว่าเจี้ยนเฉินนั้นแน่วแน่กับการที่จะเดินข้ามสะพานชีวิต จิตวิญญาณวัตถุก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เขาได้ยกมือขึ้นและชี้ออกไปยังพระราชวังสวรรค์แห่งบิเชิง
พระราชวังสวรรค์แห่งบิเชิงมีพลังงานปะทุออกมา พลังของกฎได้แผ่ออกมา กฎแห่งไฟและกฎแห่งการทำลายล้างได้ก่อตัวขึ้นมาในอากาศพร้อมกับแสงที่เปล่งออกมา
ภายในแสงนั้นครึ่งหนึ่งเป็นแสงสีแดงที่แทนถึงกฎไฟ ส่วนอีกครั้งนั้นเป็นสีดำราวกับหมึกที่แทนกฎแห่งการทำลายล้าง
สะพานนี้คือสะพานแห่งชีวิตที่จิตวิญญาณวัตถุพูดถึง สะพานนี้ก่อตัวขึ้นมาจากำลังงานบริสุทธิ์และพลังของกฎทั้งสอง
หากมองจากไกล ๆ แล้วสะพานชีวิตนี้เหมือนกับขั้นบันได ที่สุดทางนั้นเชื่อมต่อกับพื้น ส่วนอีกด้านนั้นเชื่อมต่อกับชั้นบนสุดของพระราชวังสวรรค์แห่งบิเชิง
นั่นคือที่ที่จอมปราชญ์สูงสุดอนัตตาบ่มเพาะอยู่ หากเจี้ยนเฉินผ่านการทดสอบสะพานชีวิต งั้นเขาก็จะขึ้นไปยังชั้นบนสุดของพระราชวังสวรรค์แห่งบิเชิงได้ เขาจะมีสิทธิ์ได้พบกับจอมปราชญ์สูงสุดอนัตตา
“สะพานชีวิตนี้มี 100 ขั้น ยิ่งเดินไปไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งยากเท่านั้น แต่ละขั้นจะมาพร้อมกับชีวิตและความตาย แต่ละขั้นนั้นมีความลำบากอย่างมาก เมื่อเจ้าเดินครบ 100 ขั้น เจ้าก็จะผ่านการทดสอบและขั้นไปถึงชั้นบนสุดของพระราชวังสวรรค์แห่งบิเชิงได้”
“เมื่อเจ้าขึ้นสะพานไป เจ้าจะพบว่าความตายคือพร เจี้ยนเฉิน หากเจ้าเปลี่ยนใจในตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป” จิตวิญญาณวัตถุแนะนำเป็นครั้งสุดท้าย
แต่เจี้ยนเฉินก้าวเท้าขึ้นไปบนสะพานชีวิตโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
พลังงานได้ปะทุไหลออกมาตามสะพาน แสงจากกฎแห่งไฟและกฎแห่งการทำลายล้างได้ส่องประกายขึ้นไปบนฟ้า
ทันทีที่เจี้ยนเฉินเข้าไปบนสะพาน ร่างของเขาก็หายไปเพราะโดนกลืนกินจากแสงกฎทั้งสอง
แต่จิตวิญญาณวัตถุนั้นไม่ได้รับผลกระทบไปด้วย สายตาของเขามองทะลุสิ่งบดบังทุกอย่างได้ ทำให้เขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบนสะพานชีวิต
บนสะพานชีวิตนั้น เจี้ยนเฉินรู้สึกราวกับโดนโยนลงไปในนรกทั้งเป็น จากด้านนอกแล้วสะพานนี้เป็นแค่ขั้นบันไดที่อัดแน่นขึ้นมาจากพลังงานและกฎ แต่เมื่อก้าวเท้าขึ้นมาด้านในแล้วเขาก็พบว่ามันน่ากลัวกว่าที่เขาเห็น
ในสายตาของเจี้ยนเฉิน โลกนี้และมิตินี้เต็มไปด้วยกฎแห่งไฟและกฎแห่งการทำลายล้าง สองกฎนี้เป็นโลกที่แยกจากกันจับจองพื้นที่ของตัวเอง
กฎแห่งไฟเปลี่ยนเป็นไฟกระจายไปทั่วมิติราวกับจะเผาไหม้ทุกอย่างในโลก
กฎแห่งการทำลายล้างนั้นเปลี่ยนเป็นใบมีดแผ่พลังทำลายล้างออกมาราวกับจะทำลายทุกอย่างรอบตัวด้วยพลังอันน่ากลัวของมัน
ตอนที่เจี้ยนเฉินก้าวขึ้นไปบนสะพานชีวิต ร่างกายของเขาก็ต้องรับการโจมตีจากกฎแห่งไฟและกฎแห่งการทำลายล้างเอาไว้ ภายใต้กฎแห่งไฟ ร่างกายครึ่งหนึ่งของเขากลับแดงก่ำขึ้นมาราวกับเหล็ก ไม่นานร่างกายที่แข็งแกร่งของเขาก็เหมือนจะหมดความชื้นในตัวและแห้งไปด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า
ร่างกายอีกครึ่งนั้นต้องรับการโจมตีจากกฎแห่งการทำลายล้าง
ในด้านความเสียหายแล้ว กฎแห่งการทำลายล้างนั้นน่ากลัวกว่ากฎแห่งไฟ ในเสี้ยววินาทีร่างกายที่รับการโจมตีจากกฎแห่งการทำลายล้างกลับบาดเจ็บสาหัส ใบมีดที่อัดแน่นจากกฎแห่งการทำลายล้างโดนตัดเป็นชิ้น ๆ ผ่านการป้องกันของร่างบรรพกาลจนทำให้เกิดแผลขึ้นมา
ในพริบตาเลือดบรรพกาลก็ย้อมตัวเขากว่าครึ่งซีกเป็นสีแดงก่ำ !
หากเขาอยากจะผ่านสะพานนี้ไป เขาต้องเดินไปให้ครบ 100 ก้าว ยิ่งเขาเดินไปไกลเท่าไหร่ มันก็ยิ่งอันตรายเท่านั้น เจี้ยนเฉินเพิ่งจะก้าวขึ้นมาบนสะพานและก็ได้รับบาดเจ็บถึงขนาดนี้ ระดับอันตรายที่สะพานมีนี้เกินกว่าที่เขาคาดเอาไว้
ร่างกายของเขาต้องทนการทำลายและทรมานจากพลังทั้งสอง แต่สีหน้าของเจี้ยนเฉินกลับไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย เขายังเยือกเย็นดังเดิมราวกับไม่ได้เจ็บเลยสักนิด
ด้านในร่างเขานั้น จุดบรรพกาลได้หมุนวนอย่างรวดเร็วพร้อมกับพลังบรรพกาลที่ปะทุออกมาอย่างบ้าคลั่ง ไม่ใช่แค่เพิ่มการป้องกันของร่างบรรพกาลจนถึงขีดสุดเมื่อโคจรไปทั่วร่างกาย แต่ยังฟื้นฟูบาดแผลของเขาอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นเจี้ยนเฉินก็เริ่มเดินหน้าต่อและรับการทดสอบของกฎแห่งไฟและกฎแห่งการทำลายล้าง
เขาไม่ได้เดินเร็วนัก แต่ว่าแต่ละก้าวนั้นหนักหน่วงราวกับใช้พลังทั้งหมดที่เขามี ทุกก้าวนั้นเป็นภาระต่อเขาอย่างมาก
1, 2, 3,4 , 5…..10 …..
ในตอนที่เดินหน้า กฎแห่งไฟและกฎแห่งการทำลายล้างบนสะพานก็เข้มข้นและน่ากลัวขึ้นไปอีก แม้ว่าจะมีร่างบรรพกาล เจี้ยนเฉินก็ต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดและทรมานที่ทำให้เขารู้สึกว่าการตายคือโชคดี
ความยากของสะพานชีวิตนี้ปรับไปตามความแข็งแกร่ง, ระดับการบ่มเพาะ และความสามารถในการต่อสู้ของเขา แม้ว่าเจี้ยนเฉินจะเป็นขั้นอสงไขยชั้นสวรรค์ที่ 9 และมีพรสวรรค์อย่างมากจนท้าทายคนที่แกร่งกว่าเขาได้ ผลก็คือการทดสอบที่เขาต้องรับจากสะพานชีวิตจึงเหนือกว่าขั้นอสงไขยทั่วไป มันถึงขั้นบรรพกาลด้วยซ้ำ
ด้วยความยากที่เพิ่มขึ้นมานี้ ความได้เปรียบที่เจี้ยนเฉินมีกับการเผชิญหน้ากับคนที่ระดับการบ่มเพาะสูงกว่าจึงแทบไม่มีผล
แม้แต่ข้อดีของร่างบรรพกาลก็หายไปกับการเดินหน้าของเขา
สายตาของเจี้ยนเฉินยังมุ่งมั่นดังเดิม ทุกก้าวนั้นหนักหน่วงแต่ทรงพลัง เขาอดทนเดินไปได้ถึง 50 ก้าวในอึดใจเดียว เขามาได้ครึ่งทางแล้ว
แต่การเดินทางมาได้ครึ่งทางนี้แลกมาด้วยราคาที่เกินกวาจะคาดถึง ร่างครึ่งหนึ่งของเขาโดนเผาเป็นตอตะโกด้วยกฎแห่งไฟ ความชื้นทั้งหมดและเลือดได้ระเหยปไป เขาราวกับฟืนแห้ง ๆ ที่มีรอยแตกตามผิวหนัง
ร่างกายอีกครึ่งอาบไปด้วยเลือดจากความเสียหายของกฎแห่งการทำลายล้าง เนื้อก้อนโตหายไปจากตัวเผยให้เห็นกระดูกด้านใน
แต่เขายังต้องเดินทางอีกครึ่งทาง !