เทพกระบี่มรณะ (Chaotic sword god) - ตอนที่ 3132 : ชาหยั่งรู้ขั้นเทพ
ตอนที่ 3132 : ชาหยั่งรู้ขั้นเทพ
เจี้ยนเฉินหมดความสนใจในแก่นของสัตว์อสูรหยานหวงไป หลังจากนั้นทั้งสองก็พากันเดินหน้ากันต่อ พวกเขาได้เข้าไปในส่วนที่สัตว์อสูรหยานหวงขอบเขตตั้งต้นอยู่อย่างรวดเร็ว
มันถือได้ว่าอยู่ส่วนลึกของโลกจิ๋วหยานหวงแล้ว สัตว์อสูรหยานหวงที่นี่ล้วนแต่ถึงขอบเขตตั้งต้นกันแล้ว สัตว์อสูรหยานหวงขั้นราชาเทพนั้นแทบไม่มี
เจี้ยนเฉินและซ่างกวนมู่เอ๋อพากันบินไม่สูงนัก แม้ว่าจะมีความเร็วไม่ถึง 1 ในหมื่นของโมเทียนหยุน แต่ก็ยังถือว่ารวดเร็วอย่างมากอยู่ดี
ไม่นานพวกเขาก็เดินทางกันมาได้กว่าหมื่นกิโลเมตรและหยุดพักบนภูเขาสูง
ต้นไม้แก่ดูแข็งแรงตั้งอยู่ซอกหินบนยอดเขา มันแผ่แสงดูศักดิ์สิทธิ์ออกมา
ต้นไม้เก่าแก่นี้คือต้นชาหยั่งรู้ !
“ต้นชาหยั่งรู้ขั้นเทพระดับ 3 ! ” เจี้ยนเฉินจับจ้องไปยังต้นไม้บนยอดเขา เขาได้เผยรอยยิ้มออกมา แม้แต่ผู้บ่มเพาะขอบเขตตั้งต้นก็ยังได้ประโยชน์จากชาหยั่งรู้ขั้นเทพ
มันคือของศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยในการทำความเข้าใจของผู้คน สมบัติสวรรค์ที่มีความสามารถเช่นนี้มีค่าไม่อาจจะประเมินได้ มันมีค่ามากกว่าสิ่งใด ๆ ในระดับเดียวกัน
ต่อมาเจี้ยนเฉินก็ได้พุ่งเข้าไปเปลี่ยนเป็นภาพพร่ามัวก่อนจะปรากฏตัวตรงหน้าต้นชาหยั่งรู้ในทันที
ตอนนั้นเองก็มีงูตัวสีเหลืองพุ่งออกมาจากใบไม้เพื่อกัดเจี้ยนเฉิน ฟันคม ๆ ของมันสะท้อนแสงอันเย็นชาออกมา
เจี้ยนเฉินไม่ได้ป้องกันรึหลบ เขาปล่อยให้งูนั่นกัดเข้าที่อกเขา
ฟันของงูกลับแตกออกราวกับว่ากัดเข้ากับแผ่นเหล็ก
ในขณะเดียวกันเจี้ยนเฉินก็ลงมือ พลังบรรพกาลได้ปะทุผ่านมือก่อนที่เขาจะฟาดข้าใส่ที่หัวของงูอย่างแรง
ปัง !
เสียงดังก้องขึ้นพร้อมกับหัวของงูที่ถูกฟาดแตกออกเป็นชิ้น ๆ
ความแข็งแกร่งของงูนี้อยู่ที่ขั้นอสงไขยชั้นสวรรค์ที่ 3 เจี้ยนเฉินฆ่ามันได้ด้วยการลงมือเพียงครั้งเดียว
“ผู้อาวุโสโมเทียนหยุนฆ่าอัครสูงสุดชั้นสวรรค์ที่ 1 ได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว ส่วนข้าฆ่าได้แค่ขั้นอสงไขยช่วงต้น” เจี้ยนเฉินมองไปที่ศพงูแล้วอดไม่ได้ที่จะนึกถึงพลังอันน่ากลัวที่โมเทียนหยุนได้แสดงออกมาตอนที่ฆ่าสัตว์อสูรหยานหวงขั้นอัครสูงสุด เขาคาดหวังว่าสักวันจะมีความแข็งแกร่งเช่นนั้น
ซ่างกวนมู่เอ๋อเปลี่ยนเป็นเงาสีม่วงก่อนจะมาถึงตรงหน้าเจี้ยนเฉิน จากนั้นนางก็พุ่งไปที่ต้นชาหยั่งรู้และกำลังจะเก็บใบชา
“ช้าก่อน มู่เอ๋อ ชาหยั่งรู้ต้องเก็บด้วยวิธีพิเศษ ไม่เช่นนั้นแล้วพลังด้านในจะรั่วไหลออกมา ประสิทธิภาพของมันจะลดลงไปอย่างมาก” เจี้ยนเฉินหยุดซ่างกวนมู่เอ๋อเอาไว้ หลังจากนั้นเขาก็ได้ทำการเก็บไม้ที่มีปราณหยานหวงใกล้ ๆ แล้วทำเป็นกล่อง จากนั้นเขาถึงทำการเก็บชาหยั่งรู้
มันมีข้อกำหนดสำหรับการเด็ดและเก็บชา หากผิดพลาดไปแค่เล็กน้อยก็จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพและพลังของมัน
แต่เจี้ยนเฉินมีประสบการณ์มาตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว ดังนั้นเขาจึงเก่งกับการเก็บใบชาเหล่านี้
ไม่นานเขาก็เด็ดใบชาจนหมดต้น เขาเก็บมันอย่างระมัดระวัง
ตอนนั้นเอง เจี้ยนเฉินก็กางมือออก มีดอกไม้สูงแค่ 3 นิ้วงอกออกมาจากมือเขา
ดอกไม้นี้เหมือนจะไม่ได้ดูพิเศษอะไรแต่กลับแผ่พลังแห่งการมีอยู่ออกมา
ดอกไม้นี้คือกล้วยไม้กลืนกินอมตะที่เจี้ยนเฉินใส่ใจดูแลมันมาอย่างดี
เมื่อมายังโลกเบื้องล่างในครั้งนี้ เขาก็ได้นำกล้วยไม้กลืนกินอมตะมากับตัวด้วย !
“กล้วยไม้กลืนกินอมตะ เจ้าเดินทางได้ตามที่เจ้าต้องการ ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้าตอนนี้แล้ว เจ้าจะไม่เจอกับอันตรายใด ๆ ตราบใดที่ไม่เดินทางเข้าไปลึกเกินไป” เจี้ยนเฉินบอกกับกล้วยไม้กลืนกินอมตะ
กล้วยไม้กลืนกินอมตะไม่อาจจะสร้างร่างมนุษย์ขึ้นมาได้และต้องอยู่ในร่างต้นไม้ แต่มันค่อนข้างฉลาด มันมีความคิดของตัวเองมานานแล้ว
กล้วยไม้กลืนกินอมตะหดขนาดลงไปเหลือ 3 นิ้วแล้วถูกับฝ่ามือของเจี้ยนเฉิน มันเหมือนกับบ่งบอกอารมณ์ว่าไม่อยากจะไป
เจี้ยนเฉินยิ้มออกมา “เจ้าโตแล้ว มันต้องมีสักวันที่เจ้าต้องเผชิญหน้ากับอันตรายและการท้าทายเพียงลำพัง ไปซะ เจ้าจะได้รู้ถึงความลำบากที่เจ้าจะต้องเผชิญในการบ่มเพาะของเจ้า”
“ยิ่งกว่านั้นโลกจิ๋วหยานหวงก็น่าจะเป็นดินแดนแห่งโชคลาภสำหรับเจ้า”
สุดท้าย เจี้ยนเฉินก็ได้ทิ้งกล้วยไม้กลืนกินอมตะเอาไว้และเดินทางไปยังเขตต่อไปพร้อมกับซ่างกวนมู่เอ๋อ
ระหว่างทางเขาได้จำจำตำแหน่งต่าง ๆ ที่มีสมบัติสวรรค์อันล้ำค่า ในหมู่พวกนั้นมี 3 เขตที่มีต้นชาหยั่งรู้อยู่, ต้นท้อเมฆม่วง 2 แห่งและเขตอื่น ๆ มีสมบัติสวรรค์อื่น ๆ
เขามองพื้นที่เหล่านั้นจากไกล ๆ แต่เจี้ยนเฉินยังบอกได้ว่าสมบัติสวรรค์เหล่านั้นอยู่ขั้นเทพ
ตำแหน่งของเขาตอนนี้ถือว่าอยู่ส่วนลึกของโลกจิ๋วหยานหวง ที่ซึ่งสัตว์อสูรหยานหวงขอบเขตตั้งต้นอยู่ แต่ไม่ใช่สมบัติสวรรค์ทุกอันที่นี่จะสามารถขึ้นไปถึงขั้นเทพได้ ส่วนมากแล้วยังไม่ถึงขั้นเทพด้วยซ้ำ
ยังไงซะสมบัติสวรรค์ก็ไม่ได้อยู่ขั้นเทพตั้งแต่ที่งอกออกมา สมบัติสวรรค์ขั้นเทพทุกอันต้องเติบโตและใช้เวลากว่าจะมาถึงสภาพนี้ได้
ไม่นาน ซ่างกวนมู่เอ๋อและเจี้ยนเฉินก็มาถึงที่หมายที่สอง ตรงหน้าพวกเขาคือต้นชาหยั่งรู้ที่อยู่ขั้นเทพระดับ 4
“เราควรจะรวบรวมชาหยั่งรู้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ตราบใดที่เรามีชาหยั่งรู้ เจ้าก็สามารถทะลวงผ่านขึ้นเป็นขั้นอสงไขยได้อย่างรวดเร็ว มู่เอ๋อ”
“ข้าไม่เคยใช้ชาหยั่งรู้มาก่อน แต่ข้ารู้ว่าพลังของชาหยั่งรู้นั้นเหนือกว่าแท่นหยกชะตา เหตุผลว่าทำไมชาหยั่งรู้ถึงไม่ได้มีค่าเท่ากับแท่นหยกชะตาก็เพราะผลของชาหยั่งรู้นั้นหายไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งคุณภาพก็ยังจำกัดอีกด้วย”
“ชาหยั่งรู้ขั้นต้นนั้นส่งผลแค่กับผู้บ่มเพาะระดับต่ำ มีแค่ชาหยั่งรู้ขั้นเทพเท่าที่ผู้บ่มเพาะขอบเขตตั้งต้นจะใช้ได้ ในอีกด้านแท่นหยกชะตานั้นไม่ได้มีข้อจำกัดเหล่านี้เลย”
“ไม่ว่าจะเป็นผู้บ่มเพาะระดับต่ำรึผู้บ่มเพาะขอบเขตตั้งต้น แท่นหยกชะตานั้นก็ให้ผลที่วิเศษเช่นกัน ในเวลาเดียวกันการทำความเข้าใจโดยใช้แท่นหยกชะตาก็ไม่ได้ถูกจำกัดเวลาเหมือนกับชาหยั่งรู้ เจ้าทำความเข้าใจได้เท่าที่เจ้าต้องการ”
ในตอนที่เจี้ยนเฉินพูดนั้น เขาก็ได้พุ่งออกไปราวกับลูกธนู ฟันสัตว์อสูรหยานหวงขอบเขตตั้งต้นที่ดูแลที่นั่น
ไม่นานใบทั้งหมดของต้นชาหยั่งรู้ต้นที่สองก็อยู่ในมือเจี้ยนเฉินทั้งหมด
หลังจากนั้นเจี้ยนเฉินก็เดินทางต่อโดยไม่หยุดพัก เขาเดินทางไปยังตำแหน่งที่สามและสี่ต่อ ไม่นานเขาก็ไปทุกที่ที่เขาจำได้ ต้นชาหยั่งรู้สามต้นและต้นท้อเมฆม่วงทั้งสองล้วนแต่ถูกเขาเก็บหมด
นอกจากนี้แล้วเขาก็ยังได้สมบัติสวรรค์อื่น ๆ มาด้วย พวกมันต่างก็ถึงขั้นเทพ แต่หากเทียบกับลูกท้อเมฆม่วงและชาหยั่งรู้แล้ว พวกมันมีค่าน้อยกว่ามาก
แต่โชคดีที่สัตว์อสูรหยานหวงที่ดูแลสมบัติสวรรค์เหล่านั้นไม่ได้แข็งแกร่งนัก ส่วนมากเป็นแค่ขั้นอสงไขย ดังนั้นเจี้ยนเฉินจึงฆ่ามันได้ไม่ยากนัก
แต่คุณภาพของสมบัติสวรรค์ที่มีสัตว์อสูรหยานหวงขั้นอสงไขยคอยเฝ้าก็ไม่ได้สูงเช่นกัน
ขั้นเทพระดับ 5 ก็ถือว่ามีคุณภาพสูงสุดที่เจี้ยนเฉินพบมาแล้ว