เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 101 ด้วยสถานะของซือฝูชิง คุณไม่สามารถล่วงเกินเธอได้เลย
ดวงตาของประธานหลิวยิ่งเบิกกว้าง นัยน์ตาคั่งเลือด
เขามองหน้าจอโทรศัพท์มือถือไม่วางตา สมองมึนตื้อไปหมด ในหูอื้ออึงไปด้วยเสียงวิ๊งๆ เลือดไหลย้อนกลับทั่วร่าง
เสียงรอสายดังขึ้นสองสามครั้ง ก่อนจะถูกรับอย่างรวดเร็ว
“ฮัลโหล?” เสียงทุ้มต่ำดังออกมา “เสี่ยวจิ่ว[1]?”
เฟิ่งซานกลั้นไว้ไม่อยู่จริงๆ “พรืดด…”
อวี้ถังปิดหูแล้วพูดเสียงดังมากว่า “อาเก้า ฉันไม่ได้ยินอะไรเลยค่ะ”
อาเก้าของเธออายุยี่สิบหกปีแล้ว ทำไมลุงใหญ่ของเธอยังเรียกแบบนั้นอยู่อีก จริงๆ เลย
ซือฝูชิงเหลือบมองอวี้ซีเหิงด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย
ให้ตายเถอะ ทำไมเจ้านายของเธอถึงต้องมาแย่งชื่อเธอด้วย
เธอเป็นศิษย์คนที่เก้าของสำนัก ศิษย์พี่ชายและหญิงต่างก็เรียกเธออย่างนี้
ช่างเถอะ เห็นแก่ที่เขาเป็นเจ้านายของเธอ เธอก็จะไม่ถือสาหาความกับเขาละกัน
แต่นักพิณชุดขาวในเกมดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ลงรอยกับเธอคนนั้นจะต้องตายอย่างแน่นอน
เธอติดตามจีสิงจือฝึกไปจนถึงเลเวล 170 แล้ว อีกแค่สิบเลเวลเท่านั้น
พอถึงตอนนั้นเธอจะทำให้เจ้านักพิณชุดขาวนั้นกลับไปอยู่ที่เลเวลหนึ่งให้ได้!
อวี้ซีเหิงไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบรับอะไรเป็นพิเศษ เขาตอบกลับไปอย่างเฉยเมย “พี่ใหญ่”
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่า” อวี้ฉีซานเป็นห่วงเป็นใย “ถังถังยังอยู่กับแกใช่มั้ย หรือว่าหลานดื้อเลยทำให้แกอารมณ์เสียอีกแล้ว ฉันบอกแกตั้งนานแล้วว่าให้ส่งหลานกลับมา ฉันจะดัดนิสัยหลานให้เอง
เด็กคนนั้นโตแล้ว ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว แต่กลับทำให้คนอื่นหงุดหงิดได้ทุกวัน เห้อ ช่างน่าปวดหัวจริงๆ”
“ฉัน?” อวี้ถังชี้ที่ตัวเองแล้วอ้าปากพูด “ลุงใหญ่ ลุงก็เว่อร์เกินไปค่ะ ฉันออกจากเรียบร้อยว่าง่าย”
“ฮ่าๆๆๆ!” อวี้ฉีซานหัวเราะออกมาอย่างเต็มที่ “เธออยู่ด้วยงั้นเหรอ ถ้าเธอเป็นเด็กเรียบร้อยว่าง่าย ในตระกูลอวี้ก็คงไม่มีใครไม่เรียบร้อยแล้ว ไม่รู้ว่าใครกันที่กระโดดลงไปในแอ่งโคลนตอนเด็กๆ ฉันนี่แหละที่ไปเอาตัวเธอขึ้นมาระหว่างทางกลับบ้านหลังเลิกงาน”
อวี้ถัง “…”
เธอจับเสื้อซือฝูชิงไว้ด้วยน้ำตาคลอเบ้า “ชิงชิง เชื่อฉันสิ ฉันไม่ได้โง่ขนาดนั้นนะ”
ชิงชิงลูบศีรษะเธอ “โอเคๆๆ ฉันเชื่อ”
เฟิ่งซานพูดขึ้นมา “คุณอวี้ซานครับ พวกเราพบประธานแซ่หลิวคนหนึ่งในเมืองหลิน เขาบอกว่ารู้จักคุณ ก็เลยขอให้พวกเราช่วยติดต่อคุณให้หน่อยครับ”
ประธานหลิวได้ยินเช่นนั้นก็ลนลาน ร้อนตัวขึ้นมาทันที “ไม่ ฉัน…”
เฟิ่งซานกดตัวเขาลงไปอีก
“หลิวเหรอ?” อวี้ฉีซานนิ่วหน้า “ฉันไม่รู้จักคนแซ่หลิวในเมืองหลินนะ นายก็รู้นี่ว่าโครงการของพวกเราที่เมืองหลินนั้น นายเองก็เป็นคนยกเลิกไปไม่ใช่เหรอ”
ประธานหลิวตกใจมาก
เขาย่อมรู้ว่าโครงการของตระกูลอวี้ในเมืองหลินคือโครงการไหนอยู่แล้ว
โครงการที่อยู่ในมือของตระกูลเฉิน
แต่ก่อนหน้านี้ไม่นานมันกลับถูกยกเลิกโดยไม่ทราบสาเหตุ
ตระกูลเฉินได้รับความเสียหายมากเพราะเรื่องนี้ พวกเขาใช้เส้นสายมากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถเรียกความเมตตาจากตระกูลอวี้ได้
ที่แท้โครงการนี้ถูกยกเลิกไปก็เพราะ…
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี” อวี้ซีเหิงเอ่ยช้าๆ “ผมคิดว่าเขารู้จักกับพี่ใหญ่ ก็เลยถามพี่ใหญ่ดูก่อนว่าจะลดหย่อนผ่อนโทษให้ได้หรือไม่”
คำว่าลดหย่อนผ่อนโทษอดทำให้คนฟังรู้สึกราวกับเป็นรับสั่งของฮ่องเต้ในยามประชุมราชสำนักที่ทำให้บรรดาข้าราชการพลเรือนและทหารต่างต้องก้มศีรษะลงไม่ได้
น้ำเสียงของอวี้ฉีซานค่อยๆ จริงจังขึ้นมา “เกิดอะไรขึ้น”
อวี้ซีเหิงช้อนสายตาขึ้นแล้วส่งสัญญาณให้เฟิ่งซานส่งโทรศัพท์มือถือให้อวี้ถัง
เฟิ่งซานแค่นเสียงออกมาหนึ่งที ก่อนจะโยนประธานหลิวลงบนเตียงจากนั้นก็ยื่นโทรศัพท์ส่งให้อวี้ถัง
อวี้ถังออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอก “ลุงใหญ่ ฉันจะบอกให้นะคะ ถ้าไม่ใช่เพราะชิงชิงบุกเข้ามาช่วยฉันทันเวลาเมื่อวานนี้ ฉันคงถูกฆ่าตายไปแล้ว!”
ซือฝูชิงหรี่ตาแล้วยิ้มออกมา
มองในแง่ดี ชีวิตนี้ก็มีความสุขเหมือนกันนะ
“คุณ…คุณเป็น…” ประธานหลิวหวาดกลัวสุดขีด “คุณเป็นใครกันแน่!”
อวี้ซีเหิงยังคงนั่งอยู่บนรถเข็น เฟิงซานยื่นถุงมือคู่หนึ่งให้เขาจากด้านข้าง
“ยินดีที่ได้พบ” เขาค่อยๆ สวมถุงมือสีขาวแล้วกดไหล่ของประธานหลิวช้าๆ ก่อนจะพูดอย่างหนักแน่นว่า “อวี้ซีเหิง”
น้ำเสียงของเขามักจะแผ่วเบา แม้จะต้องเผชิญหน้ากับคนที่ไม่สำคัญ เขาก็ยังสุภาพ
แต่บารมีในตัวเองของเขากลับทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความกดดันอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
“อวี้ อวี้ อวี้…” รูม่านตาของประธานหลิวเบิกกว้างอย่างกะทันหัน เสียงของเขาขาดช่วง แล้วจู่ๆ เขาก็กรีดร้องออกมาอีกครั้ง “อ๊ากกก!!!”
กระดูกหัวไหล่ของเขาแตกเป็นเสี่ยงๆ
ซือฝูชิงหรี่ตา
เธอเห็นว่าอวี้ซีเหิงออกแรงที่มืออย่างชัดเจน แต่มือของเขาไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
เขาบดขยี้กระดูกสะบักของคนคนหนึ่งให้แตกละเอียด ไม่ใช่แค่หักเท่านั้น
จะทำอย่างนี้ได้จะต้องมีการควบคุมแรงที่ดีมาก
และต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างร่างกายของมนุษย์
สีหน้าของอวี้ซีเหิงสงบและเสียงของเขาก็เบาจนแทบไม่ได้ยิน “คงใช้มือข้างนี้ด้วย”
กร๊อบ กร๊อบ…
กระดูกหัวไหล่อีกข้างถูกบีบจนแตกเป็นเสี่ยงๆ เช่นกัน
ประธานหลิวไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะกรีดร้อง เขาตาเหลือก ร่างกายกระตุกไม่หยุดราวกับอวัยวะภายในของเขาเจ็บปวดจนเหมือนมันมากองรวมกัน
อวี้ซีเหิงถอดถุงมือออก “เก็บกวาดด้วย”
เฟิ่งซานรับคำ
สีหน้าของซือฝูชิงแสดงอารมณ์ซับซ้อนเล็กน้อย “ที่แท้มือของคุณก็ไม่ได้ไร้เรี่ยวแรงฆ่าไก่จริงๆ
รถเข็นหยุดลงทันที
อวี้ซีเหิงเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มบาง “ภาพลวงตาแบบใดกันที่ทำให้เธอคิดว่าฉันไม่มีแรง”
“อืม…” ซือฝูชิงลูบคาง “บางทีอาจจะเป็นเพราะทุกครั้งที่ฉันดูอาการให้คุณ คุณก็มักที่จะเอนหลังพิงโซฟา ฉันเลยคิดว่าคุณอ่อนแอ?”
“อืม” อวี้ซีเหิงขึ้นเสียงสูงเล็กน้อย “ดูท่าเธอจะลืมไปแล้วว่าตอนที่เธอล้มลงบนถนน ใครเป็นคนพยุงเธอขึ้นมา”
เมื่อซือฝูชิงนึกขึ้นได้ สีหน้าของเธอก็ชะงักไปทันที
เธอประกบสองมือทำท่าไหว้ด้วยท่าทีขึงขัง “ฉันผิดไปแล้ว เจ้านายคุณมีแรงมากจริงๆ!”
อวี้ซีเหิงเก็บสายตากลับมา “ไม่มีคราวหน้าอีก”
รถเข็นออกไปจากห้องผู้ป่วย
ซือฝูชิงเดินตามหลัง เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วเริ่มบันทึกกันลืม
[เจ้านายไม่ชอบให้คนอื่นพูดว่าเขาอ่อนแอและต้องชมว่าเขาแข็งแกร่งทรงพลัง (นี่อาจเป็นช่องทางหนึ่งในการขึ้นเงินเดือนในอนาคต)]
เธอเป็นพนักงานที่ทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างแท้จริง
แถมยังเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่ดีคนหนึ่งด้วย
เธอต้องคอยคิดว่าจะหาอาหารให้ปี่เซียะโง่ๆ ของเธอได้อย่างไรอยู่ทุกวัน
อวี้ถังยังคงฟ้องอวี้ฉีซานอยู่ ในขณะที่ซือฝูชิงรับสายเรียกเข้าสายหนึ่ง
เป็นสายจากเซี่ยอวี้
“เมนเทอร์ซือ” เขาถาม “วันนี้ไม่มาเหรอครับ เกิดเรื่องอะไรหรือเปล่า”
“มีเรื่องนิดหน่อย ฉันขอลางานแล้ว ตอนนี้ฉันคงกลับไปไม่ได้สักช่วงหนึ่ง” ซือฝูชิงครุ่นคิดเล็กน้อย “พวกนายเก็บแผนการซ้อมไว้ให้ดีและซ้อมตามที่ฉันวางแผนไว้ให้ วันเสาร์หน้าจะเป็นการแสดงครั้งที่สองของพวกนาย ทำให้เต็มที่ ฉันอยากเห็นเพอร์ฟอแมนซ์ที่ดีกว่าครั้งแรก”
หลังจากการแสดงครั้งที่สอง การแข่งขันเพื่อคัดคนออกก็จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
ในบรรดาเด็กฝึกหัดห้าสิบห้าคนที่ได้ไปต่อจะมีอีกสิบเก้าคนที่ถูกคัดออก
เป็นการแข่งขันที่โหดร้ายมาก
“ตกลง” เซี่ยอวี้หัวเราะเบาๆ แต่น้ำเสียงของเขาจริงจังมาก “จะไม่ทำให้เมนเทอร์ซือผิดหวังครับ”
**
ในขณะเดียวกันที่บ้านตระกูลเฉิน
ผู้นำตระกูลเฉินเพิ่งจะลงจากเครื่องบิน เขาก็ถูกพวกบอดี้การ์ดที่รออยู่แล้วด้านนอกเข้าควบคุมตัวทันทีโดยที่ยังไม่ทันได้หายใจหายคอ
เขาถูกคุมตัวไปยังบ้านตระกูลเฉิน
ระหว่างทางเขาคิดที่จะโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือหรือกระโดดหนีออกจากรถ แต่เขาก็ขยับไม่ได้แม้แต่น้อยเนื่องจากถูกควบคุมไว้อย่างแน่นหนา
กว่าเขาจะกลับมาถึงบ้านตระกูลเฉินได้ไม่ง่ายเลย เมื่อเห็นว่าสามารถหลบหนีได้ผู้นำตระกูลเฉินก็เห็นว่าประตูเหล็กด้านหน้าถูกปิดตาย
ทั้งสองข้างเต็มไปด้วยบอดี้การ์ดชุดดำ
“พวกแกกำลังทำอะไร!” ผู้นำตระกูลเฉินพยายามดิ้นรน “พวกแกบุกรุกบ้านประชาชนแบบนี้ ไม่อยากมีชิวตอยู่แล้วใช่มั้ย!”
เกิดอะไรขึ้นกันแน่!
“เข้าไป!” บอดี้การ์ดผลักเขา “หยุดพูดไร้สาระ!”
ผู้นำตระกูลเฉินโซเซล้มลงกับพื้น
เขาหายใจเข้าลึกๆ สองสามสามครั้งกว่าจะเรียกเรี่ยวแรงกลับมาได้บ้าง
ทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นคุณนายเฉินและคนอื่นๆ ในครอบครัวเบียดเสียดกันอยู่บนโซฟา
ท้องไส้เขาบิดมวนปั่นป่วนไปหมด เขาอดที่จะขย้อนออกมาสองสามทีไม่ได้
คุณนายเฉินเห็นท่าทางของผู้นำตระกูลเฉินเป็นเช่นนั้นแล้วก็อดลนลานไม่ได้ เธอเอ่ยด้วยเสียงสั่นเทา “ที่รัก นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เมื่อวานตอนที่ฉันเพิ่งกลับมาถึงบ้าน ประตูใหญ่ก็ถูกล็อก แม้แต่คนใช้ของพวกเราก็ถูกจับตาดู ฉันไม่ได้นอนเลยทั้งคืน”
เธอเพิ่งจะขอโทษประธานหลิวแล้วกลับมาบ้าน กำลังจะสั่งให้บอดี้การ์ดจำนวนหนึ่งออกไปจับซือฝูชิง จากนั้นบ้านตระกูลเฉินก็ถูกปิดตาย
คุณนายเฉินไม่รู้เลยว่าบอดี้การ์ดชุดดำพวกนั้นโผล่มาจากไหนและมีความเป็นมาอย่างไร
พวกบอดี้การ์ดเหล่านั้นไม่ได้ทำร้ายเธอ แต่ก็ไม่ยอมปล่อยเธอไป
หลังจากที่คุณนายเฉินต้องทรมานมาทั้งคืน ใบหน้าของเธอก็ซีดเซียวจนดูไม่เหมือนคนอีกต่อไป มีแต่ความหวาดกลัวเท่านั้น
“ผู้หญิงอย่างเธอ!” ผู้นำตระกูลเฉินเกลียดความไม่เอาไหนของเธอ “เธอไปทำอะไรมาอีกกันแน่ ห๊ะ?!”
คุณนายเฉินรู้สึกเสียขวัญจนทำอะไรไม่ถูก “ฉะ…ฉันๆๆๆ ไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น ที่รัก เรื่องนี้จะเกี่ยวกับฉันได้ยังไง ถ้าฉันไม่ไปช้อปปิ้งก็อยู่บ้าน ฉันจะไปทำอะไรได้”
“ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ พวกเขาจะมาปิดและตรวจสอบตระกูลเฉินได้ยังไง!” ผู้นำตระกูลเฉินตะโกน “บอกมาเร็วๆ ว่าเธอไปทำให้ใครโกรธมากันแน่!”
คุณนายเฉินพยายามใช้ความคิด ก่อนจะพูดตะกุกตะกัก “คง…คงไม่ใช่นังเด็กชั้นต่ำที่ตระกูลจั่วเลี้ยงดูมานั่นหรอกมั้ง…เธอจะมีความสามารถถึงขนาดนี้ได้ยังไง”
น้ำเสียงผู้นำตระกูลเฉินทุ้มต่ำ “คนที่เป็นดาราไอดอลอะไรนั่นน่ะเหรอ”
“ใช่ ใช่ค่ะ” คุณนายเฉินพูด “อายัดและตรวจสอบตระกูลเฉิน ตระกูลจั่วทำไม่ได้อยู่แล้ว จะต้องเป็นพวกคนจากเมืองซื่อจิ่วแน่ นังเด็กชั้นต่ำนั่นจะไป…”
แปะๆๆ
คำพูดของคุณนายเฉินทำให้เกิดเสียงปรบมือดังขึ้น
เธอเงยหน้าขึ้นทันทีด้วยความตื่นตกใจ
ซือฝูชิงเดินเข้ามาอย่างช้าๆ
ดวงตาของเธอมีรอยยิ้ม เธอปรบมือพร้อมพูดเสียงเรียบ “ยังมีสมองอยู่บ้าง ไม่ถือว่าโง่”
“เธอเข้ามาได้ยังไง!” คุณนายเฉินยืนขึ้นทันทีด้วยความโมโห “ใครอนุญาตให้เธอเข้ามา ออกไป! แค่จับประธานหลิวได้ เธอก็คิดว่าตัวเองพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินได้แล้วงั้นเหรอ!”
“ดูท่าแล้วคุณจะยังไม่รู้ความจริง” ซือฝูชิงมองลงพลางหัวเราะเบาๆ “คุณคิดว่าตระกูลเฉินยังสามารถปกป้องตัวเองได้อีกเหรอ”
คุณนายเฉินยังคงสาปแช่ง “นังชั้นต่ำ แกพูดอะไร!”
ผู้นำตระกูลเฉินขมวดคิ้ว จู่ๆ เขาก็ตกใจ “คุณเองเหรอ?!”
เดิมทีเรื่องที่ตระกูลเฉินสูญเสียคำสั่งซื้อจากตระกูลอวี้ก็ทำให้พวกเขาได้รับความเสียหายมากอยู่แล้ว แต่มันไม่ได้ทำลายรากเหง้าของพวกเขา
สิ่งที่ทำให้ผู้นำตระกูลเฉินยุ่งจนหัวหมุนก็คือ ธุรกิจพื้นฐานของบริษัทของตระกูลเฉินถูกก่อกวน
ไม่ว่าจะเป็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันหรือการที่ข้อมูลหายไป
สรุปแล้วก็คือมีแต่เรื่องแปลกๆ เกิดขึ้น
ไม่ใช่ว่าผู้นำตระกูลเฉินจะไม่ได้ขอให้โปรแกรมเมอร์ตรวจสอบ แต่เขาก็ไม่พบปัญหาใดๆ
โปรแกรมเมอร์สันนิษฐานว่า ถ้าไม่ใช่เพราะมีคอมพิวเตอร์เกิดความผิดปกติ พวกเขาก็อาจถูกเจาะข้อมูลโดยแฮ็กเกอร์ที่มีความเชี่ยวชาญมากกระทั่งเรียกได้ว่าเป็นแฮ็กเกอร์ระดับยอดฝีมือ
ผู้นำตระกูลเฉินคิดไม่ออกมาตลอดว่าใครกันแน่ที่กำลังพุ่งเป้าเล่นงานตระกูลเฉิน
แฮ็กเกอร์ที่ว่านี้อาจจะเป็นลูกไม่มีพ่อมีแม่ที่ตระกูลจั่วรับเลี้ยงดูอย่างนั้นเหรอ!
นี่มันเรื่องล้อเล่นอะไรกันเนี่ย
“แค่อยากเล่นกับพวกคุณน่ะ” ซือฝูชิงเอ่ยเบาๆ เธอคว้าคอเสื้อคุณนายเฉินด้วยมือข้างหนึ่งแล้วยิ้มเล็กน้อย “ฉันน่ะยังไงก็ได้ แต่คุณไม่ควรไปยุ่งกับคนอื่น”
ขาของคุณนายเฉินเริ่มสั่นและลำคอของเธอก็แห้งผาก “ที่รัก…ที่รักช่วยฉันด้วย!”
ผู้นำตระกูลเฉินยังคงตกตะลึง
และในเวลานั้นเองก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นอย่างคนที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
บอดี้การ์ดกลุ่มหนึ่งย้ายจากประตูเหล็กเข้ามาข้างใน
ซือฝูชิงเหลือบตามอง สายตาจับจ้องไปยังจุดจุดหนึ่ง
บอดี้การ์ดกลุ่มนี้สวมใส่เสื้อผ้าลำลองทั่วไป แต่บนตัวพวกเขามีสัญลักษณ์หนึ่งที่สามารถเห็นได้ชัดเจนตรงข้อมือเสื้อด้านขวา
มันคือตัวอักษร ‘พัน’
พันธมิตรพันกองทัพ
ภายใต้อาณัติของจักรพรรดิอิ้นในอดีต พวกเขาเป็นผู้นำของพันธมิตรทั้งสี่!
พันธมิตรพันกองทัพเป็นกองกำลังเปิดเผยของต้าซย่า และจงรักภักดีต่อราชาผู้ทรงธรรมของราชวงศ์ต้าซย่าทุกสมัย
แต่แค่ราชาผู้ทรงธรรมเท่านั้น
หากพบทรราช ผู้นำพันธมิตรพันกองทัพที่มีกระบี่หลงเชวี่ย[2]ที่ได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิ์อิ้นสามารถสังหารทรราชและแต่งตั้งราชาคนใหม่ได้ทันที!
ตอนนี้พันธมิตรพันกองทัพยังคงมีอยู่ เพียงแต่ความเคลื่อนไหวของพวกเขาไม่แน่นอน และยังไม่มีที่อยู่ที่แน่นอนของฝ่ายบริหารทั่วไป ดังนั้นคนทั่วไปจึงไม่สามารถหาตัวพวกเขาพบ
ทำไมจู่ๆ พวกเขาถึงมาที่นี่ได้
ดวงตาของซือฝูชิงหรี่ลงเล็กน้อย สองมือกำหมัด
เธอไม่เคยต่อสู้กับคนจากพันธมิตรพันกองทัพมาก่อน และไม่รู้เบื้องหลังที่แท้จริงของมันเช่นกัน
แต่การที่พวกเขาจะเป็นผู้นำของสี่พันธมิตรใหญ่ได้ พันธมิตรพันกองทัพจะต้องน่ากลัวกว่าพันธมิตรหมอเทวดาอย่างแน่นอน
ศิษย์พี่รองของเธอยังเคยพูดถึงมันเพิ่มเติมอีกหน่อย
ทั้งสามตระกูลและพันธมิตรทั้งสี่ได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับต้าซย่า ทำให้ต้าซย่ายืนหยัดอยู่ในโลกใบนี้โดยไม่ล้มลง
ในหมู่พวกเขา พันธมิตรพันกองทัพเป็นตัวแทนของอำนาจที่เด็ดขาด
คุณนายเฉินกลับตาเป็นประกาย เธอพยายามดิ้นรนเล็กน้อยพร้อมโบกมืออย่างแรง “เสี่ยวเจียง ตรงนี้ๆ! เอาตัวคนพวกนี้ออกไปเร็ว!”
แม้ว่ามู่ชิงเมิ่งจะไม่มีความผูกพันกับเธอ แต่ถึงอย่างไรพวกเธอก็ยังเป็นพี่น้องกัน มู่ชิงเมิ่งยังคงให้ความช่วยเหลือเธอในช่วงเวลาที่คับขัน
ต่อไปเธอจะไม่ถือสาหาความวางแผนอะไรอีกแล้ว
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเสียง เขากวาดตามองไปที่กลุ่มคนก่อนจะพบเป้าหมายของตนเองอย่างแม่นยำ
เขาก้าวไปข้างหน้าสองก้าวมาหยุดอยู่ตรงหน้าซือฝูชิงก่อนจะโค้งคำนับเล็กน้อยด้วยรอยยิ้ม “สวัสดีครับคุณซือ ผมเจียงสุ่ยหันครับ”
[1] เสี่ยวจิ่ว คำเรียกภาษาจีนแปลได้ประมาณว่า เจ้าเก้าตัวน้อย
[2] หลงเชวี่ย สัตว์ในตำนาน เป็นหงส์ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายนกเมื่อยังเล็ก แต่เมื่อโตขึ้นจะสยายปีกสีดำปกคลุมท้องฟ้า มีลักษณะดุร้าย