เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 102 บารมีฮ่องเต้อิ้นกดข่ม! ตระกูลจั่วตายฉับพลัน
คุณนายเฉินหูอื้อไปหมดแล้ว สีหน้าของเธอแข็งค้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
ทำไมบอดี้การ์ดของมู่ชิงเมิ่งถึงได้เรียกซือฝูชิงอย่างเคารพนอบน้อมทันทีที่เจอกันล่ะ!
นอกจากครั้งนั้นที่ทั้งสองคนพบกันที่โรงพยาบาลแล้วยังมีอะไรอีกเหรอ
ซือฝูชิงหันหน้าไป นิ้วมือของเธอผ่อนคลายลงเล็กน้อย ในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งยังคงจับคอเสื้อของคุณนายเฉินเอาไว้แน่น
เธอพยักหน้าน้อยๆ “สวัสดีค่ะ คุณคือ?”
เธอจำไม่ได้ว่าเคยรู้จักกับคนในพันธมิตรพันกองทัพมาก่อน
“หลังจากที่คุณนายทราบเรื่องที่ตระกูลเฉินทำลงไปแล้วก็รีบสั่งให้ผมมาจากเมืองซื่อจิ่วทันทีครับ” สีหน้าของเจียงสุ่ยหันเจือแววขอโทษ “มาช้าไปหน่อย ต้องขออภัยคุณซือด้วยครับ”
ดวงตาจิ้งจอกของซือฝูชิงหรี่ลง “ไม่ทราบว่าเป็นคุณน้ามู่เหรอคะ”
คราวนี้เจียงสุ่ยหันประหลาดใจจริงๆ “คุณนายไม่เคยพูดเรื่องนี้กับคุณซือมาก่อนเหรอครับ”
บอดี้การ์ดที่ติดตามมู่ชิงเมิ่งเองต่างก็รู้เรื่องที่มู่ชิงเมิ่งมีอาการโรคหัวใจกำเริบตอนที่อยู่ในเมืองหลินและได้รับการช่วยเหลือจากหญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่ง
มู่ชิงเมิ่งหมดสติอยู่ข้างถนน เรื่องนี้ถือเป็นการละทิ้งหน้าที่อย่างร้ายแรงของพวกเขา
อันที่จริงแล้วพันธมิตรพันกองทัพของพวกเขามีคนรักษาการณ์อยู่ทั่วทั้งห้าเขตในต้าซย่า ในเมืองหลินนี้ก็มีเช่นกัน เพียงแต่มีจำนวนไม่มาก
เจียงสุ่ยหันรับผิดชอบการปกป้องคุ้มครองข้างกายมู่ชิงเมิ่งมาตลอด
ที่มู่ชิงเมิ่งเดินทางมาที่เมืองหลินครั้งก่อนก็เพราะคำเชิญของคุณนายเฉิน
หลายครั้งก่อนหน้านี้คุณนายเฉินกระตือรือร้นให้การต้อนรับมู่ชิงเมิ่งเป็นอย่างดี ทุกๆ ครั้งจะมีการพูดคุยเรื่องทั่วไปเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง
เนื่องจากทั้งพ่อและแม่เสียชีวิตไปแล้ว มู่ชิงเมิ่งจึงเหลือคุณนายเฉินเป็นญาติเพียงคนเดียวเท่านั้น กำแพงป้องกันในใจของเธอจึงลดลงมาก
แต่ไม่มีใครคิดว่าน้องสาวของเธอจะมีความคิดชั่วร้ายต่อพี่สาวตัวเอง
คุณนายเฉินคิดว่าตัวเองปกปิดเรื่องนั้นเอาไว้ได้อย่างมิดชิดและยังไม่รู้ว่ามู่ชิงเมิ่งรู้เรื่องแล้ว
บอดี้การ์ดหลายคนคิดมาตลอดว่าซือฝูชิงรู้สถานะที่แท้จริงของมู่ชิงเมิ่งเลยสนิทสนมใจดีกับเธอแบบนั้น
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าซือฝูชิงจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมู่ชิงเมิ่งเลย
มันเป็นไปได้ยังไง…
บอดี้การ์ดที่อยู่ด้านหลังเจียงสุ่ยหันต่างสบตากันไปมา
“อืม ทำไมเหรอ” ซือฝูชิงเลิกคิ้ว “คุณน้าไม่เคยพูดถึงเลย ฉันเองก็ไม่เคยถาม มีเหตุผลอะไรที่ฉันจะต้องรู้ด้วย”
แต่ตอนนี้เธอไม่ต้องถามก็พอจะรู้อะไรบ้างแล้ว
คนที่จะสั่งให้พันธมิตรพันกองทัพเคลื่อนไหวได้ถ้าไม่ใช่ระดับผู้นำและรองผู้นำแล้ว สถานะของเธอก็คงต้องสูงมาก
แต่สถานะของมู่ชิงเมิ่งจะเป็นอย่างไรก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเธอมากนัก เธอก็เลยไม่ได้สนใจ
“ผมถามโดยไม่คิด ย่อมไม่มีเหตุผลอยู่แล้วครับ” เจียงสุ่ยหันขอโทษอีกครั้ง “ผู้หญิงคนนี้ลงมือกับคุณนายอย่างโหดเหี้ยม คุณนายเองก็กลับไปที่เมืองซื่อจิ่วแล้ว และจะไม่ติดต่อกับเธออีก แต่ครั้งนี้เธอลงมือกับคุณซือ คุณนายจึงทนไม่ได้แล้วครับ”
ซือฝูชิงแย้มยิ้ม “งั้นก็ขอบคุณคุณน้าแทนฉันด้วย”
“แน่นอนครับ” เจียงสุ่ยหันเองก็ยิ้มให้เธอเช่นกัน “ผมมีเรื่องจะขอ ไม่ทราบว่าคุณซือจะมอบผู้หญิงคนนี้ให้พันธมิตรพันกองทัพได้มั้ยครับ”
เขาลดเสียงลงช่วงท้ายให้ได้ยินกันแค่สองคน
นั่นก็เท่ากับเป็นการเปิดเผยตัวตนแล้ว
“ตกลง” ซือฝูชิงเลิกคิ้ว “ถ้าอย่างนั้นฉันก็ขอมอบผู้หญิงคนนี้ให้คุณแล้ว”
พันธมิตรพันกองทัพกล้าแม้แต่จะตัดหัวของฮ่องเต้ วิธีการลงโทษของพันธมิตรเองก็มีไม่น้อยซึ่งช่วยประหยัดแรงเธอไปได้พอดี
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับความจริงที่ว่าคุณนายเฉินเกือบจะฆ่ามู่ชิงเมิ่งแล้วนั้น เรื่องของเธอย่อมถือว่าเล็กกว่ามาก
แต่มู่ชิงเมิ่งเลือกเคลื่อนไหวพันธมิตรพันกองทัพเพราะเธอ
พอซือฝูชิงปล่อยมือออก หลังจากเสียงดัง ตึง! คุณนายเฉินก็ล้มลงทันที
“ขอบคุณครับคุณซือ” เจียงสุ่นหันโบกมือ “พวกนาย พาเธอออกไป กลับเมืองซื่อจิ่วทันที”
ความตื่นเต้นยินดีของคุณนายเฉินเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกทันที
เธอวิ่งหนี แต่เธอจะวิ่งได้เร็วกว่าพวกบอดี้การ์ดของมู่ชิงเมิ่งที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเป็นระบบได้อย่างไร เธอถูกบอดี้การ์ดสองคนรวบตัวไว้ทันที
“นี่เป็นช่องทางการติดต่อของผมนะครับ” เจียงสุ่ยหันยื่นนามบัตรแผ่นหนึ่งให้ “คุณนายเกิดเรื่องที่เมืองหลินคราวนั้นทำให้ยังออกไปไหนไม่ได้ในช่วงสั้นๆ นี้”
“ถ้าคุณซือมีอะไรก็ติดต่อผมได้โดยตรง”
“ยินดีที่ได้พบค่ะ” ซือฝูชิงรับมันมา “ถ้าคุณน้ามู่มีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกมาได้เลย”
เจียงสุ่ยหัน “ไม่ทราบว่าคุณซือเชี่ยวชาญด้านไหนบ้างเหรอครับ”
“อืม ฉันพอรู้วิชาแพทย์นิดหน่อย วาดยันต์เป็นนิดหน่อย” ซือฝูชิงลูบคาง “เล่นคอมได้ ทำการแสดงได้ ก็หลายอย่างอยู่นะ”
พอเธอพูดเช่นนั้นออกมาก็มีบอดี้การ์ดคนหนึ่งลอบมองเธอพลางส่ายศีรษะ
อะไรก็ทำได้นิดหน่อยทั้งนั้น เรียนมั่วอย่างนี้ แล้วมันจะต่างอะไรกับทำไม่เป็น?
คุยโม้เก่งอย่างเดียวจริงๆ
เจียงสุ่ยหันยังคงยิ้มให้เธออยู่ ไม่มีร่องรอยของการดูถูกเลยแม้แต่น้อย
เขาพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม คุณซือน่าทึ่งจริงๆ ตกลงครับ ถ้ามีเรื่องอะไรพวกเราจะต้องติดต่อคุณซือแน่นอน”
“ตกลงค่ะ” ซือฝูชิงท่าทางเกียจคร้าน “ฉันเองก็มีธุระ ขอตัวก่อน”
เธอเดินออกไปทันทีโดยไม่สนใจจะมองผู้นำตระกูลเฉินที่นอนพิการอยู่บนพื้นด้วยซ้ำ
เจียงสุ่ยหันมองแผ่นหลังของซือฝูชิงก่อนจะตกอยู่ในห้วงความคิด
พวกเขาเตรียมที่จะปิดตายและตรวจสอบตระกูลเฉิน แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาจะช้าไปก้าวหนึ่งจริงๆ
เขาได้แต่ต้องนำทีมกลับ
“หัวหน้า ผมว่าคนพวกนั้นที่อยู่ที่บ้านตระกูลเฉินหน้าคุ้นๆ นะครับ” สมาชิกในทีมคนหนึ่งข้างหลังเขาลดเสียงลง “ผมรู้สึกได้ว่าพวกเขาเป็นพวกฝึกศิลปะการต่อสู้มาเหมือนกัน”
“อืม ดูออก” เจียงสุยหันครุ่นคิด “ถ้าฉันเดาไม่ผิด น่าจะเป็นคนตระกูลมั่ว”
สมาชิกในทีมอุทานออกมาด้วยความตกใจ “ตระกูลมั่ว?!”
ตระกูลมั่วไม่ได้พบเจอได้ง่ายไปกว่าพันธมิตรพันกองทัพเลย
ทั้งสามตระกูลและสี่พันธมิตรไม่มีการติดต่อกันมาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อนแล้ว
ผู้นำพันธมิตรพันกองทัพหลายรุ่นเองก็ไม่เคยพบหน้าค่าตาผู้นำตระกูลมั่วเลย
แต่ตอนนี้ตระกูลมั่วปรากฏตัวออกมาเพราะตระกูลเล็กๆ ที่ไม่ได้ติดอันดับอะไรอย่างตระกูลเฉินเนี่ยนะ?
“มีความเป็นไปได้สูงมาก” เจียงสุ่ยหันถอนใจเบาๆ “คุณซือผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย”
เขามองออกได้ในทันทีว่าทักษะของซือฝูชิงไม่ได้เป็นของสำนักไหนแน่
แม้ว่าจะเป็นสำนักที่ก่อตั้งขึ้นเอง แต่ก็ยอดเยี่ยมมาก
เขากระทั่งไม่มั่นใจว่าจะผ่านสามกระบวนท่าของเธอไปได้
“กลับไปหัวหน้าต้องรายงานผู้นำเรื่องนี้ด้วย!” สมาชิกในทีมเริ่มประหม่า “ตระกูลมั่วลงจากเขาแบบนี้ ต้าซย่าทั้งห้ารัฐจะสงบสุขเหรอ”
“ไม่จำเป็นต้องตื่นตกใจขนาดนั้น” เจียงสุ่ยหันพูดเบาๆ “นายต้องรู้สิว่า ไม่ว่าจะเป็นตระกูลมั่วหรือพันธมิตรพันกองทัพของเรา พวกเราต่างก็ปกป้องต้าซย่าและรับใช้ฮ่องเต้อิ้นด้วยกันทั้งนั้น”
แม้ว่าทั้งสามตระกูลและสี่พันธมิตรจะขาดการติดต่อ แต่ถ้ามีเรื่องฉุกเฉินขึ้นมาเมื่อใด พวกเขาก็พร้อมจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
“หัวหน้า คุณพูดอย่างนี้ก็ยิ่งทำให้พวกเราตื่นตระหนกมากขึ้นน่ะสิ” สมาชิกในทีมลูบแขนตนเอง “นี่มันปี 2025 แล้วนะ ฮ่องเต้อิ้นมีชีวิตอยู่ในช่วงปี 600 พระองค์จากไปตั้งนานแค่ไหนแล้ว”
“ไม่ว่าฝ่าบาทจะอยู่หรือไม่ พระองค์ก็ยังเป็นเจ้านายเพียงคนเดียวของเรา” เจียงสุ่ยหันเหลือบมองเขาด้วยแววตาล้ำลึก “คุณนายและผู้นำต่างก็นับถือพระองค์เหมือนกัน ไม่งั้นคงไม่ไปกราบไหว้บูชาทุกวันหรอก”
พันธมิตรพันกองทัพมีกระบี่หลงเชวี่ยประดิษฐานอยู่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทุกคนเคารพฮ่องเต้อิ้น
เพราะฮ่องเต้อิ้นยังมีอีกชื่อหนึ่ง…
หลงเชวี่ยแห่งต้าซย่า
หลงเชวี่ยแห่งต้าซย่าเดิมทีเป็นเพียงชื่อดาบโบราณที่มีชื่อเสียงเล่มหนึ่งที่ฮ่องเต้องค์ก่อนสั่งให้คนตีขึ้นและพระราชทานให้ฮ่องเต้อิ้น
แต่ความหมายของดาบเล่มนี้ไม่ดีนัก
ในตำนานของต้าซย่ากล่าวว่า หลงเชวี่ยเป็นหงส์ชนิดหนึ่ง
แต่มันไม่งดงามเหมือนหงส์ แต่เหมือนกับนกน้ำทั่วไปเมื่อยังเล็ก และมันตายในเงื้อมมือของศัตรูตามธรรมชาติได้ง่าย
ตอนที่ฮ่องเต้อิ้นถือกำเนิดนั้นถือว่าไม่เป็นมงคลนัก ฮ่องเต้องค์ก่อนจึงมอบดาบเล่มนี้ให้เขาอย่างไม่อยากให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป
ถึงอย่างไรก็ตาม มีบันทึกไว้ในตำนานเช่นกันว่าหากวันหนึ่งนกอย่างหลงเชวี่ยได้บินขึ้นฟ้าเมื่อใดแล้ว มันจะไม่มีวันตกลงมาอีก
ดวงอาทิตย์ พระจันทร์ ดวงดาว ภูเขาและแม่น้ำเป็นระยะทางหลายหมื่นลี้จะถูกปีกของมันปกคลุม
ฮ่องเต้องค์ก่อนต้องการให้ฮ่องเต้อิ้นตายตั้งแต่ยังเด็ก แต่พระองค์กลับคิดไม่ถึงว่าไม่เพียงแต่เขาจะไม่ตายก่อนวัยอันควรเท่านั้น แต่หลังจากนั้นเขายังได้นำทหารของกองทัพทั้งหกบุกโจมตีไปยังทวีปตะวันตกด้วย
ชื่อของหลงเชวี่ยแห่งต้าซย่าทำให้แต่ละประเทศต่างก็ตกใจกลัว
ความแข็งแกร่งนั้นเพียงพอที่จะทำให้ใครก็ตามหุบปาก
หลงเชวี่ยยังได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งราชวงศ์ต้าซย่าอีกด้วย
ทั่วทั้งอาณาจักรต้าซย่าไม่มีใครที่ไม่รู้ถึงบารมีของฮ่องเต้อิ้น
“นำตัวผู้หญิงคนนี้ส่งไปให้ถึงมือคุณนายก่อน ให้ฝ่ายราชทัณฑ์อบรมเธอหน่อย” เจียงสุ่ยหันสั่งการ “ฉันยังต้องสะสางเรื่องตระกูลเฉินทางนี้ก่อนคงยังกลับไปไม่ได้ตอนนี้”
บอดี้การ์ดทั้งหลายพยักหน้า “ครับ หัวหน้า!”
**
ทางฝั่งซือฝูชิงที่ออกจากบ้านตระกูลเฉิน
ตอนนั้นเพิ่งจะเป็นเวลาเที่ยงพอดี เธอจึงหาร้านกาแฟร้านหนึ่งนั่งแล้วสั่งอาหารเบาๆ รองท้อง จากนั้นก็เปิดคอมพิวเตอร์
หลังจากพิมพ์คำสั่งง่ายๆ ไม่กี่คำสั่งให้บริษัททั้งหมดของตระกูลเฉินหยุดดำเนินการโดยสิ้นเชิง ก็ล็อกอินเข้าเกมอีกครั้ง
จีสิงจือที่เล่นเป็นนักฆ่ากำลังนั่งอยู่กับพื้น
เขาเห็นเธอออนไลน์ก็พ่นหญ้าที่อยู่ในปากออกมาทันที
จี : [ดูท่าพรุ่งนี้เธอน่าจะถึงเลเวลสูงสุดได้แล้ว ดีมากๆ ดันเจี้ยนจะเปิดเร็วๆ นี้แล้ว มีเทพ NINE แบกอย่างนี้ ฉันยังต้องกลัวว่าจะทำ First Kill (ฆ่าเป็นคนแรก) ไม่ได้อีกงั้นเหรอ!]
NINE : [มันแน่อยู่แล้ว มีฉันอยู่จะไม่ได้ First Kill ได้ยังไง ฉันคือใคร ฉันคือนักดาบอันดับหนึ่งไร้เทียมทานที่สังหารมาหมดแล้วทั้งใต้หล้า!]
จีสิงจือ : […]
เขาลืมไปว่าห้ามชมเธอเด็ดขาด ถ้าชมเมื่อไร เธอก็จะยอตัวเองมากขึ้นไปอีก
NINE : [เฮ้อ ฉันปวดใจจริงๆ วันนี้ฉันบอกคนอื่นว่าฉันพอรู้วิชาแพทย์นิดหน่อย วาดยันต์เป็นนิดหน่อย เล่นคอมเป็นนิดหน่อย แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่เชื่อฉัน]
จีสิงจือที่กำลังมองคำว่า ‘นิดหน่อย’ “…”
จี : [ฮ่าๆ ฉันจะอธิบายให้เธอฟังเอง]
จี : [วาดยันต์เป็นนิดหน่อย (นักพรตที่มีพลังต่อสู้อันดับหนึ่ง) เธอวาดยันต์เป็นนิดหน่อยไม่ใช่เหรอ เธอก็พุ่งเข้าไปสู้ตรงๆ เลยสิ! เธอมีความสามารถ อย่าบอกว่าเธอวาดยันต์ได้นิดหน่อย บอกไปเลยสิว่าเธอเป็นนักพรต!]
ซือฝูชิง “…”
ดูเหมือนว่าจะต้องตีความแบบนี้?
NINE : [นายชนะแล้ว]
จี : [ไอ๊หยา ไม่ใช่สิ ฉันเพิ่งจะนึกออกว่าเธอพูดว่าเธอพอรู้วิชาแพทย์นิดหน่อยด้วย เธอไม่ได้สวมรอยเป็นหมอเทวดาคนนั้นด้วยหรอกใช่มั้ย]
NINE : [ไม่นะ ฉันพอรู้นิดหน่อยจริงๆ]
จี : [ช่างเถอะ ฉันถามยังไงเธอก็คงไม่บอกหรอก จริงสิๆ ฉันมีข่าวดีมาบอกเรื่องหนึ่ง โชคชะตาของเธอน่าจะค่อยๆ กลับมาแล้วใช่มั้ย ฉันรู้สึกได้ว่าชุดแรกกำลังจะกลับมาครบหมดแล้ว!]
จี : [เดี๋ยวเจอกันเธอค่อยพูดเรื่องผลกระทบจากการที่ถูกแย่งชิงโชคะชะตาให้ฉันฟังนะ ฉันจะบันทึกไว้หน่อย แล้วค่อยส่งให้พ่อฉันศึกษาดูซะหน่อยว่ามีวิธีไหนที่จะเรียกมันคืนกลับมาเร็วๆ ได้บ้าง พวกเราจะได้ไม่ต้องปวดหัวขนาดนี้แล้ว!]
ซือฝูชิงหรี่ตาพร้อมตอบกลับไปว่า “ตกลง”
ถ้าอย่างนั้นเธอไปดูที่โรงพยาบาลหน่อยดีกว่า
**
ที่โรงพยาบาล ณ เวลานั้น
“อ๊าก...!!!”
เสียงกรีดร้องทำให้คนที่อยู่บนชั้นเดียวกันตกใจ
พยาบาลสี่คนกดคุณชายสี่ตระกูลจั่วที่กำลังดิ้นไม่หยุด “คุณคะ ใจเย็นๆ! ใจเย็นๆ ก่อนค่ะ! ยาระงับประสาท เร็วๆ ไปเอายาระงับประสาทมา”
หลังจากฉีดยาระงับประสาทไปเข็มหนึ่งแล้ว คุณชายสี่ตระกูลจั่วก็ค่อยๆ สงบลง
แต่ดวงตาของเขายังคงจ้องมองไปที่เพดาน ร่างกายของเขากระตุกอย่างต่อเนื่องราวกับว่าเขากำลังเป็นลมบ้าหมู
เมื่อมีคนเข้าใกล้ เขาก็จะร้องด้วยความหวาดกลัว
“ติดต่อแผนกจิตเวช” แพทย์ผู้ดูแลรีบออกไป “เราจะทำการตรวจสมองของผู้ป่วยอย่างละเอียด แจ้งให้ครอบครัวของผู้ป่วยเตรียมตัวให้พร้อม”
จั่วเทียนเฟิงที่ได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องวางมือจากงานและรีบรุดมา “เกิดอะไรขึ้น! แกไม่สบายตรงไหน”
“พี่ใหญ่!” ในที่สุดคุณชายสี่ตระกูลจั่วก็มีสติกลับมา เขาคว้ามือของจั่วเทียนเฟิงทันทีด้วยท่าทางตื่นตระหนก “เมื่อวานผมฝัน ในฝันมีคนพูดว่าผมแย่งอะไรบางอย่างของใครสักคนไป ตอนนี้จะต้องคืนให้เขาเก็บไว้ไม่ได้อีก มันจะทำให้ผมตาย ทำยังไงดีพี่ใหญ่!”
“ความฝันแบบนี้มีที่ไหนกัน มันก็แค่เรื่องไร้สาระ!” จั่วเทียนเฟิงหัวเราะอย่างโกรธเกรี้ยว “แกขโมยของใครไปล่ะ ห๊ะ? แกหลอนอะไรตอนกลางวันแสกๆ หรือเปล่า”
“มันเรื่องจริงนะพี่ใหญ่!” คุณชายสี่ตระกูลจั่วร้อนใจ “ความฝันเหมือนจริงมาก แล้วผมยังฝันว่าร่างกายของผมดีขึ้นด้วย เพราะผมไปแย่งของของคนอื่นมา พอคืนให้เขาไปแล้ว ร่างกายของผมก็จะไม่ต้องรับภาระหนักอีก”
เขาพูดพลางร้องไห้ออกมา “พี่ใหญ่ ถ้าผมรู้แต่แรก ผมจะไม่หลงระเริงกับเซ็กส์เลย ตอนนี้ผมเสียใจจริงๆ!”
สีหน้าของจั่วเทียนเฟิงเปลี่ยนไปทันที
เขาย่อมไม่เชื่อเรื่องที่คุณชายจั่วตระกูลสี่ฝัน แต่สิ่งที่เขาพูดนั้นมีเหตุผลมาก
จู่ๆ ร่างกายของคุณชายสี่ตระกูลจั่วก็แข็งแรงขึ้น ตอนนี้กลับทรุดลงไปอีก
อีกอย่างคุณชายสี่ตระกูลจั่วเองก็เล่นสนุกมามากในช่วงหลายปีมานี้ ร่างกายของเขาเลยย่ำแย่กว่าแต่ก่อน
“แกใจเย็นๆ ก่อน ไม่ต้องคิดเรื่องฝันอะไรนั่นแล้ว” จั่วเทียนเฟิงได้แต่เอ่ยปลอบ “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ฉันจะไปขอยันต์คุ้มครองให้ปลอดภัยจากที่วัดมาให้แก แกสบายใจได้ หมอเพิ่งบอกเมื่อวานว่าแกดีขึ้นแล้ว แกจะไปเชื่อความฝันทำไม”
คุณชายสี่ตระกูลจั่วได้ยินอย่างนั้นแล้วก็สงบลงในที่สุด
เขาพยักหน้าและเตรียมตัวที่จะพักผ่อน ทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็บิดเบี้ยว “พี่ใหญ่! พี่…”
ราวกับว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดของเขาเหือดแห้งไปในชั่วพริบตา คำพูดที่เหลือทั้งหมดของคุณชายสี่ตระกูลจั่วติดขัดอยู่ในลำคอ
มือของเขาตกห้อยลงมาอย่างอ่อนแรง ดวงตาของเขาเบิกกว้าง เขาตายตาไม่หลับ
“หมอ! หมอ!” จั่วเทียนเฟิงเองก็ตื่นตระหนกลนลาน “เร็วเข้า หมอ!”
แพทย์ผู้ดูแลรีบเข้ามาทันที
แต่คราวนี้เขาไม่จำเป็นต้องเข็นคนไข้เข้าไปที่ห้องไอซียูด้วยซ้ำ
หลังจากที่ตรวจดูแล้ว แพทย์ผู้ดูแลก็ส่ายศีรษะแล้วถอนหายใจ “คุณจั่ว เตรียมเรื่องพิธีศพเถอะครับ หัวใจของผู้ป่วยหยุดเต้นแล้ว อวัยวะทั้งหมดล้มเหลว ไม่มีทางที่จะช่วยเขาได้แล้วครับ”
หมายความว่าคุณชายจั่วตระกูลสี่เสียชีวิตแล้ว แถมยังตายอย่างฉับพลันอีกด้วย
“คุณว่าอะไรนะ!” จั่วเทียนเฟิงไม่อยากเชื่อ “ทั้งๆ ที่เมื่อวานนี้พวกคุณบอกว่าอาการของเขาคงที่แล้ว”
“คุณจั่ว พวกเราเองก็แปลกใจเหมือนกัน” แพทย์ผู้ดูแลลังเลเล็กน้อย “อันที่จริงผู้ป่วยก็ดีขึ้นแล้ว แต่เมื่อครู่นี้การกู้ชีพไร้ผลโดยสมบูรณ์”
ในชั่วขณะนั้นทัศนคติในการมองโลกของจั่วเทียนเฟิงถูกสั่นคลอนทันที
หรือว่าจะมีผีสางเทวดาจริงๆ?
ตระกูลจั่วของเขาถูกวิชาคุณไสยอะไรจนต้องเกิดภัยพิบัติอย่างนี้?
ซือฝูชิงที่อยู่นอกห้องผู้ป่วยหลุบตาลง สายตาของเธอเย็นชา
คุณชายสี่ตระกูลวจั่งเองก็เคยพยายามลงไม้ลงมือกับเธอ แต่เธอเอาตัวรอดมาได้
แพทย์กับพยาบาลเข้าๆ ออกๆ ห้องผู้ป่วย ซือฝูชิงจึงอ้อมไปตรงบันได
เธอลดสายตาลงแล้วตอบกลับจีสิงจือไปสองคำ
NINE : [ตายแล้ว]
จี: [คนแรกก็ตายเลย? โหด โชคของเธอน่ากลัวนะเนี่ย ได้ พวกเราคอยดูคนต่อไปว่ามีกฎอะไรมั้ย]
ซือฝูชิงเหลือบมองจั่วเสียนอวี้กับจั่วฉิงหย่าที่กำลังรีบร้อนเข้ามาตรงชั้นล่าง หลังจากที่เธอกดหมวกลงก็เดินลงบันไดไป
**
ทางด้านตระกูลเฉิน ทุกอย่างถูกปิดผนึกไว้อย่างสมบูรณ์
ผู้นำตระกูลเฉินถูกนำตัวเข้าไปในห้องลับห้องหนึ่ง
จนถึงตอนนี้ความคิดของเขาก็ยังคงวุ่นวาย สมองของเขาสับสนไปหมด
ตระกูลเฉินของเขาหายไปในคืนเดียวได้อย่างนี้ได้ยังไง!
ขณะที่อารณ์ของผู้นำตระกูลเฉินกำลังจะพังทลาย ประตูก็เปิดออก
เขาเงยหน้าขึ้นอย่างเสียไม่ได้ และพบว่าเขาไม่รู้จักคนที่มาเลยจึงรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาอีกครั้ง “คุณ…เป็นใคร!”
“เฉินซื่อหมิงใช่มั้ย” เฟิ่งซานก้าวเข้าไปก่อนจะตบเอกสารชุดหนึ่งลงตรงหน้าเขา “มาดูเอกสารพวกนี้หน่อย คุณเป็นคนทำเรื่องทั้งหมดนี้ใช่มั้ย”
ผู้นำตระกูลเฉินรับมันมาและทรุดตัวลงบนเก้าอี้ทันทีหลังจากที่เปิดดูไปได้แค่หน้าเดียว
“อ้อ ยังมีนี่อีก” เฟิ่งซานหยิบกระดาษออกมาอีกจำนวนหนึ่ง “สมแล้วที่เป็นครอบครัวเดียวกัน”
บนกระดาษแสดงสิ่งที่คุณนายเฉินทำลงไปทั้งหมดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ผู้นำตระกูลเฉินน้ำตาไหลพราก “นังชั้นต่ำนี่!”
เขารู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้จะต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับคุณนายเฉินแน่นอน
“รับสารภาพอย่างตรงไปตรงมา ดีมาก” เฟิ่งซานพยักหน้าเรียกให้บอดี้การ์ดสองคนเข้ามา “ในเมื่อเป็นอย่างนั้นก็เข้าไปสำนึกผิดซะเถอะ”
“ไม่…ไม่นะ ไม่ๆๆ ฉันต้องการพบคุณอวี้ฉีซาน!” ผู้นำตระกูลเฉินดิ้นรนขึ้นมา “ไม่ พวกนายจะมามัดฉันอย่างนี้ไม่ได้ ปล่อยฉันออกไป! ฉันยังทำธุรกิจกับตระกูลอวี้อยู่นะ!
พวกนายรีบปล่อยฉันเลยนะ จะล่วงเกินตระกูลอวี้หรือไง!”
ทันทีที่เขาพูดเช่นนั้นออกมา เขาก็เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนที่เดินเข้ามาต่างก็หัวเราะ
ผู้นำตระกูลเฉินตีโพยตีพาย “พวก พวกนายหัวเราะอะไร! หัวเราะทำไม!”
“หัวเราะที่คุณไม่รู้อะไรเลย คุณหนูอวี้ถังเป็นลูกหลานของตระกูลอวี้ คุณจับตัวคนตระกูลอวี้ แล้วยังคิดว่าจะรอดออกไปได้อีกงั้นเหรอ” เฟิ่งซานโน้มตัวลง “อีกอย่าง คุณซือกับเจ้านายยังสนิทสนมกันมากด้วย
บอกผมหน่อยสิว่าตระกูลเฉินของคุณกล้าแตะต้องคนสองคนนี้ได้ยังไง”