เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 119 ไพ่ลับของวงการบันเทิง
ราวกับรู้ว่าทุกคนกำลังมองไปทางเดียวกัน ทีมกล้องจึงหันมุมกล้องและย้ายจอหลักไปที่เครื่องดนตรีที่อยู่ด้านหลังทางขวา
พวกเขาซูมเข้าที่หน้าซือฝูชิงก่อน
[ผู้หญิงคนนี้สวยจริงๆ เจ้าแม่หนี่ว์วาสร้างสรรค์ผลงานบนใบหน้าของเธอได้อย่างบ้าคลั่ง]
[แคปหน้าจอให้ไว อย่ามัวแต่ตะลึงกันนะ! ถ้าพระเจ้าไม่ประทานมาให้ เราก็จะทำเอง!]
จากนั้นกล้องก็ขยับต่อไปและกำลังจะหาตำแหน่งของกลองชุด
ราวกับว่าเธอรู้ว่ากล้องอยู่ที่ไหน ซือฝูชิงเองก็เคลื่อนไหวเช่นกัน
นิ้วเรียวของเธอยังคงดีดสายเบสแต่เท้าขยับไม่หยุด
เธอยกมืออีกข้างขึ้นปิดกล้องพลางคลี่ยิ้ม “อย่าจับภาพฉัน จับภาพพวกเขา ขอบคุณ”
[เชี่ย เมนเทอร์ซือร้ายกาจ เธอบังมันไว้!]
[มีอะไรแปลกๆ นะ ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่กล้าเดาขนาดนั้น แต่เธอจะปิดบังทำไม]
[ไม่ต้องพูดแล้ว ถ้าเป็นเทพซูจริงๆ รายการตอนนี้ก็ถือว่าสุดยอดที่สุดแล้ว!]
[พวกก่อนหน้านี้วงแตกแล้วสินะ ซูยั่งเป็นคนระดับไหน นอกจากชวีหลิงอวิ๋นแล้ว เขาเป็นคนเดียวที่เก๋อหลินเอินเชิญตัวไป ถ้าไม่ใช่เพราะตัวเขาเต็มใจเอง คนที่อยู่บนเวทีระดับนานาชาติอย่างนั้นจะมายืนอยู่บนเวทีประกวดเล็กๆ อย่างนี้ได้ยังไง! ตลกละ]
[อุ้มซูยั่งออกไปเลย พวกเราไม่อยากจะสู้กับใครอีกแล้ว!]
[ขำเป็นบ้า พวกเธอคิดว่าคนอย่างซูยั่งจะมาเมืองหลินเพื่อเล่นคนตรีให้เด็กฝึกเพราะว่างจัดอย่างนั้นเหรอ ให้ฉันพูดจริงๆ นะ ด้วยสถานะของเขา แม้แต่เทพีลู่ก็ยังไม่คู่ควรให้เขาเล่นดนตรีให้เลย]
ข้อเท็จจริงที่ว่าซูยั่งเคยเป็นนักแสดงข้างถนนและนักร้องในบาร์เป็นที่ทราบกันดีของคนทั่วไป
และเพราะเขาอายุยังน้อย พี่ๆ ในวงการก็เลยดูแลเขาเป็นอย่างดี
ซูยั่งเป็นแบบอย่างของคนที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาจนประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี เขามีแฟนๆ มากมายแถมยังเหนียวแน่นอีกด้วย
แม้ว่าเขาจะหน้าตาดี แต่สิ่งที่ทำให้เขาโน้มน้าวใจคนได้อย่างแท้จริงคือพรสวรรค์ของเขาต่างหาก
เขาถือเป็นไพ่ลับของวงการบันเทิงไม่เกินจริง
ความสนใจของผู้ชมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การแสดงของเซี่ยอวีและเด็กฝึกคนอื่นๆ ดึงดูดความสนใจของทุกคนกลับมาอีกครั้ง
เสียงเชียร์จากผู้ชมดังเพิ่มขึ้น
ด้านหลังเวที
โปรดิวเซอร์กุมหัวใจ ท่าทางของเขาราวกับกำลังจะสิ้นใจตาย “ให้ตายสิ…”
คราวนี้เวทีระเบิดจริงๆ!
“มือกลองคนนั้นคือใคร” ผู้กำกับอดถามไม่ได้ “ทำไมไม่เปิดไฟตรงนั้นล่ะ”
“น้องชายของเมนเทอร์ซือหรือเปล่า” โปรดิวเซอร์ไม่แน่ใจ “ผมเพิ่งเห็นเมนเทอร์ซือพาน้องชายเข้ามา ไม่นึกเลยว่าน้องชายของเมนเทอร์ซือจะเล่นดนตรีเก่งขนาดนี้”
“อาจเพราะเป็นมือสมัครเล่นและกลัวคนแปลกหน้าก็เลยต้องทำแบบนี้”
ไม่ใช่ว่าทุกคนจะอยากเข้าวงการบันเทิงเสียหน่อย
“เขาตีกลองชุดได้ดีจริงๆ” ผู้กำกับพยักหน้า “ถ้าเขาอยากเข้าวงการบันเทิงก็เยี่ยมเลย ต่อไปเขาจะต้องได้เป็นเทพอีกคนหนึ่งแน่ๆ”
ซือฝูชิงขึ้นเวทีไปเล่นดนตรีประกอบเองแบบนี้ แม้แต่ผู้กำกับเองก็ยังรู้สึกตกใจไม่น้อย แต่ก็ยังพอรับได้
เพราะถึงอย่างไรเขาก็คิดว่าตอนที่ซือฝูชิงสอนเด็กฝึก เธอคงคุ้นเคยกับทำนองเพลงดีอยู่แล้ว
แต่มือกลองคนนี้สิ พวกเขาเล่นด้วยกันอย่างลงตัวอย่างนี้ในเวลาสั้นๆ ได้ยังไง
โปรดิวเซอร์จุดบุหรี่ ในที่สุดเขาก็โล่งอกเสียที
เขาสามารถจินตนาการได้เลยว่า อีกเดี๋ยวคำค้นหายอดฮิตจะเป็นอะไร
บรรยากาศบนเวทีเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แต่ลู่เยี่ยนที่อยู่ในที่เตรียมตัวกลับยิ่งกระสับกระส่ายมากขึ้น ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดดุร้าย
เดี๋ยวเขาจะต้องดูหน้าหน่อยว่าใครมันกล้าเล่นดนตรีให้เซี่ยอวี้!
และแม้ว่าจะไม่มีไฟส่องที่ด้านหลังทางขวา และมีเฉพาะไฟที่มาพร้อมกับอุปกรณ์เท่านั้น
แต่มันก็ไม่มีทางรอดพ้นสายตาของอวี้ซีเหิงไปได้
เขาเท้าคางขณะจ้องมองไปยังเวที
สายตาของเขากลับจอจ่ออยู่ที่จุดเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ
เอวของหญิงสาวนั้นพริ้วไหวอย่างไม่น่าเชื่อ
เขาเห็นเธอเล่นดนตรีด้วยดวงตาที่เปล่งประกายราวกับดวงดาว
ยากที่ใครก็ตามจะละสายตาไปจากเธอได้
เฟิ่งซานรู้สึกสงสัยอย่างมาก “พี่เก้าเห็นอะไรมั้ย มือกลองที่อยู่ข้างคุณซือเป็นใครเหรอครับ”
“อืม” อวี้ซีเหิงดูเบื่อหน่าย “ชายสูง ร้อยแปดสิบเซ็น สวมหน้ากาก ยังมองเห็นหน้าไม่ชัด แต่พิจารณาจากระดับการงอขาของเขา น่องขวาและเข่าของเขาเคยได้รับบาดเจ็บมาก่อน”
เฟิ่งซาน “…”
ไม่…เขาไม่น่าถามพี่เก้าเลยจริงๆ
เพราะจุดสนใจของพี่เก้าแตกต่างจากพวกเขาอย่างสิ้นเชิง
“ฮือๆๆ อาเก้าดูสิคะ!” อวี้ถังตื่นเต้นมากจนน้ำตาไหล “อาเห็นมั้ยคะ ชิงชิงสุดยอดไปเลย เธอเล่นเครื่องดนตรีได้ดีขนาดนี้ด้วย ยังมีอะไรที่เธอทำไม่ได้อีก!”
น้ำเสียงของอวี้ซีเหิงเรียบนิ่ง ฟังไม่ออกว่าอยู่ในอารมณ์ไหน “ทำกับข้าว”
“ฉันไม่เชื่อ!” อวี้ถังพูดเสียงดัง “อาเก้าจะต้องใส่ร้ายชิงชิงแน่ๆ!”
“อะแฮ่ม…” เฟิ่งซานกระแอมเล็กน้อย “คุณหนูอวี้ถัง เรื่องนี้จริงนะครับ ครั้งสุดท้ายที่คุณซือบอกว่าตั้งใจจะทำอาหารให้พี่เก้า จากนั้นเธอก็ทำครัวระเบิด”
สุดท้ายวันนั้นพวกเขาก็ต้องสั่งอาหารมากินแทน
เฟิ่งซานยังรู้สึกกลัวอยู่เลยเมื่อนึกถึงมัน
โชคดีที่เป็นครัวระเบิด
ถ้าเธอทำกับข้าวสำเร็จจริงๆ คนที่ระเบิดอาจเป็นคนอื่น
“ถ้าอย่างนั้นอาเก้าก็ต้องไปเรียนทำอาหารแล้ว” อวี้ถังกังวลเล็กน้อย “โบราณกล่าวเอาไว้ว่า ถ้าอยากได้ใจผู้หญิงก็ต้องให้เธออิ่มท้องก่อน!”
เธอเองก็ทำอาหารไม่เป็นเหมือนกัน เธอจึงมุ่งมั่นที่จะหาแฟนที่ทำอาหารเก่ง
“เธอไม่เหมือนคนอื่น” อวี้ซีเหิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดช้าๆ “ท้องไม่มีประโยชน์หรอก ต้องใช้ก้อนทอง”
อวี้ถัง “…”
เมื่อก่อนเธอไม่เคยรู้สึกเลยว่าอาเก้าของเธอจะรู้จักชิงชิงดีขนาดนี้
ตึง!
เสียงกลองจังหวะสุดท้ายดังขึ้น จากนั้นเสียงดนตรีก็หยุดลงทันที
ผู้ชมยังคงดื่มด่ำกับการแสดงที่สมบูรณ์แบบนี้เลยยังไม่ได้สติกลับมา
“มันยอดมาก มันยอดมากจริงๆ” ลู่หนิงเซิงพูดขึ้นมาเป็นคนแรก จากนั้นเธอก็ปรบมือเสียงดัง “จากประสบการณ์ส่วนตัวของฉัน อย่างน้อยฉันก็ไม่เคยเห็นการแสดงกลุ่มบนเวทีที่ดีขนาดนี้มาก่อน พวกคุณยอดเยี่ยมจริงๆ
ในที่สุดฉันก็ได้เห็นความหวังของวงการบันเทิงแล้ว พวกคุณคืออนาคต”
ทีมของเซี่ยอวี้ทั้งหกคนยังไม่มีใครอายุเกิน 20 ปีเลย พวกเขายังเด็กยังสามารถเบ่งบานได้อย่างเต็มที่
“และแน่นอนว่านอกจากเด็กฝึกที่ยอดเยี่ยมของเราแล้ว ยังมีอีกคนหนึ่งที่ทำให้เราทุกคนประหลาดใจ” ลู่หนิงเซิงกะพริบตาปริบๆ “เชิญเมนเทอร์ซือขึ้นมาบนเวทีกันเถอะ!”
ซือฝูชิงเดินขึ้นมาบนเวที
วันนี้เธอสวมกางเกงขาสั้นและเสื้อแขนสั้นเผยให้เอวคอดกิ่วที่ขาวจนตาพร่า
“เมนเทอร์ซือ คุณสุดยอดมาก ฉันไม่เคยคิดเลยว่าคุณจะเล่นเบสได้” ลู่หนิงเซิงปรบมืออีกครั้ง “แต่ทุกคนต่างสงสัยเรื่องอีกคนมากกว่า มือกลองคนนั้นคือใครกันแน่”
“น้องชายของฉันเองค่ะ เขากลัวคนแปลกหน้าน่ะ พวกคุณอย่าได้ไปสนใจเรื่องเขาเลย” ซือฝูชิงกอดอก ดวงตาจิ้งจอกของเธอดูน่าเกรงขามและมีเสน่ห์ “มองฉันคนเดียวยังไม่พอเหรอ”
[พอแล้วๆ! ที่รักยิ้มหน่อย วงการบันเทิงจะมีใครสู้เธอได้อีก!]
[ฉันประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะยุบฮาเร็มของฉันแล้วนะ จากนี้ไปฉันจะตามใจชิงชิงที่รักของฉันคนเดียว!]
[บอกแล้วว่าไม่ใช่ซูยั่ง พวกเธอก็ไม่เชื่อ เห็นมะ?]
“เมนเทอร์ซือขึ้นแสดงแบบนี้ ฉันจึงไม่สามารถให้เธอแสดงความคิดเห็นได้อย่างแน่นอน” ลู่หนิงเซิงเลิกคิ้ว “มาค่ะ ยื่นไมค์ให้เมนเทอร์อีกสามคนของเรา เรามาฟังความเห็นของพวกเขากันหน่อยดีกว่า”
“ผมตั้งใจฟังเมนเทอร์ซือ ซึ่งเมนเทอร์ซือ น่าจะไม่ใช่มือใหม่แล้วนะครับ เก่งจริงๆ” อาจารย์สอนร้องเพลงหัวเราะ “ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้เห็นเมนเทอร์ซือเต้นบ้าง”
ซือฝูชิงสงบมาก “งั้นก็ต้องรอให้มีคนให้โอกาสฉันก่อนนะคะ”
ไมโครโฟนถูกส่งมาถึงหลีจิ่งเฉิน
สีหน้าของเขาค่อนข้างซับซ้อน เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดว่า “ในฐานะเมนเทอร์สอนร้องเพลงและคนแต่งเพลง ผมจะขอพูดถึงเรื่องนี้จากมุมมองด้านความสร้างสรรค์ ผลงานชิ้นนี้เป็นการเรียบเรียงใหม่แต่ยากกว่าต้นฉบับมาก ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ผมชื่นชมมากครับ”
ลู่หนิงเซิงถามขึ้น “เมนเทอร์หลินล่ะคะ?”
หลินชิงเหยียนแทบจะรักษาใบหน้ายิ้มแย้มเอาไว้ไม่ได้
เธอใช้ความยับยั้งชั่งใจที่แข็งแกร่งที่สุดในชีวิตเพื่อกดข่มอารมณ์ซับซ้อนทุกอย่างที่อยู่ภายในใจ ทั้งความอิจฉาริษยา ความไม่พอใจ และความไม่เต็มใจ
“วันนี้เมนเทอร์ซือทำให้พวกเราประหลาดใจได้จริงๆ” หลินชิงเหยียนพูดไปยิ้มไป “ในฐานะเมนเทอร์สอนเต้น เมื่อเทียบกับเมนเทอร์ซือแล้ว ฉันรู้สึกละอายใจจริงๆ ฉันร้องเพลงไม่เป็น เล่นเครื่องดนตรีก็ไม่เป็นอีก เต้นเป็นแค่อย่างเดียวเท่านั้น”
[หลินชิงเหยียนหมายความว่าไง เสียดสีที่เมนเทอร์ซือเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาสอนเต้นแต่เต้นไม่เป็นงั้นเหรอ!]
[ช่างเสียดสีจริงๆ ต่อให้เต้นไม่เป็นแล้วยังไงเหรอ เมนเทอร์ซือทำได้ตั้งหลายอย่างแล้ว ถ้าเต้นเป็นอีกก็ไม่ใช่คนแล้ว]
“เอาละ ไปดูจอใหญ่กันดีกว่า!” ลู่หนิงเซิงหันหน้าไป “สรุปยอดไลค์ของเซี่ยอวี้…”
หน้าจอเลื่อนลง
“923 คะแนน! ยินดีด้วยค่ะ!”
กรรมการทั่วไปมีเพียงหนึ่งพันคน เซี่ยอวี้ได้รับคะแนนเสียงจำนวนมากขนาดนี้ แสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจของเขาได้เป็นอย่างดี
หน้าจอแสดงคะแนนโหวตของคนอื่นๆ ออกมาตามลำดับ
“ว้าว พี่เซี่ย ผมได้ตั้ง 560 คะแนน!” สวี่ซีอวิ๋นพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่กระโดดตัวลอย เขามีความสุขอย่างมาก “ผมผ่านการประเมินของเมนเทอร์ซืออีกแล้ว”
คราวนี้เซี่ยอวี้ยอมแล้วจริงๆ “ทำไมโลกนี้ถึงได้มีคนโง่ที่โชคดีอย่างนายด้วย”
รอดมาได้ทุกครั้งจริงๆ
เยี่ยมมาก
“เซี่ยอวี้ได้ครองตำแหน่งราชายอดไลค์อีกครั้งด้วยคะแนนโหวต 923 คะแนน คาดว่าคืนนี้คงไม่มีใครสามารถเอาชนะเขาได้แล้ว” ลู่หนิงเซิงกล่าวต่อ “ขอต้อนรับกลุ่มต่อไป ทีมของลู่เยี่ยน เชิญขึ้นเวทีได้เลยค่ะ!”
ลู่เยี่ยนเดินขึ้นไปบนเวทีด้วยมือและเท้าที่สั่นเทา
แต่เขายังรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้ค่อนข้างดีและทำการแสดงจนจบอย่างราบรื่น
อย่างไรก็ตาม ผู้ชมไม่ได้ประทับใจอะไรกับการแสดงของเขานัก
[ลู่เยี่ยนแย่ลงเรื่อยๆ เลยนะ เขาเต้นอะไร ร้องอะไรออกมาน่ะ? ไม่ไหวก็ลงไปเถอะ!]
[พูดตรงๆ นะ ลู่เยี่ยนก็ยังเป็นมืออาชีพอยู่แหละ เพียงแต่เขาโชคไม่ดีที่ถูกจัดให้แสดงหลังจากเซี่ยอวี้ คงถูกกดดันจนปรับตัวไม่ทัน]
[ลู่เยี่ยนไม่ไหวจริงๆ นะ ถ้าเทียบกับเซี่ยอวี้คือต่างกันฟ้ากับเหวเลย เมื่อก่อนฉันยังโหวตให้เขา ตอนนี้ต้องขอตบหน้าตัวเองเป็นการลงโทษ]
[ผิดหวังจริงๆ ไม่ขอเป็นแฟนคลับแล้ว]
[ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคะแนนโหวตของลู่เยี่ยนจะสู้เซี่ยวอวี้ได้ บางครั้งยังถึงขนาดมากกว่าด้วยซ้ำ]
ไม่น่าแปลกใจที่การแสดงของลู่เยี่ยนในครั้งที่สองแย่กว่าการแสดงครั้งแรก
เขาได้ยอดไลค์เพียง 300 ไลค์เท่านั้น
แต่เด็กฝึกที่แย่ที่สุดในกลุ่มของเซี่ยอวี้ได้ 450 ไลค์
ลู่เยี่ยนอยู่ในตำแหน่งเซ็นเตอร์ แต่ได้ยอดไลค์ต่ำขนาดนี้ เรียกได้ว่าไร้ประโยชน์
ในที่สุดลู่เยี่ยนก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้ถูกจัดให้แสดงหลังจากเซี่ยอวี้
มันเป็นการสร้างข้อเปรียบเทียบเพื่อกดเขา
ทีมงานรายการบ้าไปแล้วเหรอ!
ตนมีนักลงทุนหนุนหลังอยู่ตั้งสองคนนะ!
ลู่เยี่ยนกำหมัดแน่นและเงยหน้าขึ้น
เซี่ยอวี้นั่งอยู่ในที่นั่งของราชายอดไลค์โดยไม่ได้มองใครทั้งนั้น
เขาไม่ได้มองไม่เห็นหัวใครแต่มันเป็นความหยิ่งผยองที่อยู่ในสายเลือด
ใบหน้าของลู่เยี่ยนแดงก่ำ เขาก้าวลงจากเวทีด้วยความสิ้นหวังกลับไปยังที่นั่งของเด็กฝึกทั่วไป
การแสดงที่ตามมาจืดชืดมาก ไม่สามารถเพิ่มความสนุกสนานเร่าร้อนได้อีก
“ชิงโย่ว ยังดีนะ” เด็กนักเรียนชายคนหนึ่งตบหน้าอกตัวเองด้วยความกลัวที่ยังหลอกหลอน “ถ้าพวกเราต้องขึ้นแสดงหลังจากเซี่ยอวี้ก็คงจบเห่เหมือนกัน”
พูดจบก็หันไปมองสวี่ซีอวิ๋นด้วยความอิจฉา
เขาต้องโชคดีแค่ไหนกันนะถึงได้มีอาจารย์ที่ปรึกษานางฟ้าอย่างซือฝูชิงได้
**
การแสดงจบลงอย่างราบรื่นดีกว่าการแสดงครั้งแรกมาก
ทีมงานรายการมีความสุขกันถ้วนหน้า
“ชิงชิง ไปกินข้าวกัน” อวี้ถังแอบไปที่หลังเวทีเพื่อไปรับซือฝูชิง “อาเก้าจองห้องส่วนตัวไว้ที่ศาลาหลินเจียงแล้ว จะจัดงานเลี้ยงฉลองให้เธอแน่ะ!”
“เจ้านายมีน้ำใจจังเลย” ซือฝูชิงพยักหน้า “โชคดีที่ตอนนี้พวกเขายังยุ่งอยู่กับเรื่องอื่น พวกเรารีบหลบกันไปก่อนดีกว่าจะได้ไม่โดนขวาง”
อวี้ถังมองไปรอบๆ “ชิงชิง น้องชายของเธอล่ะ ไม่ให้เขาไปด้วยกันเหรอ”
“เขากลัวจะโดนยึดตัวไว้น่ะสิ เมื่อกี้นี้เลยกลับไปแล้ว” ซือฝูชิงครุ่นคิดเล็กน้อย “เขาไม่ได้ชอบกินมื้อดึกด้วยแต่ฉันบอกเขาสักหน่อยดีกว่า”
“ได้ ไปกันเถอะ” อวี้ถังคล้องแขนเธอ “ฉันเชิญบอดี้การ์ดคนนั้นของเธอกับผู้ช่วยผู้กำกับของต้าซย่าทีวีไปด้วย ฉันว่าผู้ช่วยผู้กำกับนั่นก็โอเคอยู่นะ”
ซือฝูชิงไม่ได้คัดค้านเรื่องนี้
ผู้ช่วยผู้กำกับนั่นก็โอเคอยู่ยกเว้นแค่หัวล้านเท่านั้น
9 : [ฉันจะไปกินข้าว นายจะอยู่ที่เมืองหลินอีกกี่วัน]
S : [กินข้าวเหรอ ฉันจะไปด้วย]
9 : [นายจะไปเที่ยวบาร์ไม่ใช่เหรอ ฉันว่าแฟนคลับนายจะต้องเจอนายโดยบังเอิญแน่]
S : [ไปมาสองรอบจนเหนื่อยแล้ว ไม่ไปละ ส่งที่อยู่มา ฉันจะไปกินข้าวฟรีหน่อย]
9 : [ได้]
ซือฝูชิงส่งตำแหน่งของศาลาหลินเจียงไปให้เขาพร้อมกับหมายเลขห้องส่วนตัว
พวกเขาทั้งหมดมาถึงศาลาหลินเจียง
บริกรนำพวกเขาเข้าไปในห้องส่วนตัวที่ตกแต่งอย่างสวยงาม
ผู้ช่วยผู้กำกับลูบไม้ลูบมือ “ผมได้มากินข้าวที่นี่เพราะอาศัยใบบุญของคุณซือจริงๆ”
เขาตัดสินใจแล้วว่าถ้าต่อไปเขามีสิ่งดีๆ เขาจะแบ่งบันให้ซือฝูชิงอย่างแน่นอน
ซังลู่และเฟิ่งซานทำหน้าเหม็นเบื่อ
“เดี๋ยวค่ะ” ซือฝูชิงยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้บริกรให้เพิ่มที่นั่งข้างเธอ “ยังมีอีกคน น้องชายของฉันกำลังมา”