เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 118 ระเบิด! คงไม่ใช่ซูยั่งหรอกมั้ง!
“อ๋อ น้องชายฉันเอง” ซือฝูชิงหันไปตอบเขา “เขาไม่ชอบพูดกับคนแปลกหน้า”
ซูยั่งปกปิดตัวเองค่อนข้างมิดชิด เหลือเพียงดวงตาคู่งามของเขาเท่านั้นที่โผล่ให้เห็น
เขาหันไปมองโปรดิวเซอร์ด้วยสายตาเย็นชา ไม่มีรอยยิ้มแม้แต่นิดเดียว
โปรดิวเซอร์พยักหน้าเบาๆ ไม่ได้ถามอะไรต่อ “ในเมื่อเมนเทอร์ซือได้เตรียมการมาแล้ว ทางฝั่งผมก็จะได้สบายใจ เมนเทอร์ซือเองก็วางใจได้ การแสดงต่อจากนี้จะไม่เกิดปัญหาแบบนี้ขึ้นอีก”
ซือฝูชิงเหลือบมองเขา “คุณเองก็เป็นเพียงคนรับจ้างทำงาน ไม่ใช่เถ้าแก่ใหญ่ที่มีอำนาจตัดสินใจ”
โปรดิวเซอร์ “…”
เหตุผลข้อนี้ถูกต้องทุกประการ
“เมนเทอร์ซือได้วงดนตรีแบ็กอัปที่เหมาะสมแล้วเหรอ” โปรดิวเซอร์ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง “เครื่องดนตรีเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง”
“ไม่เป็นไรครับ” ซูยั่งพูดขึ้น น้ำเสียงใสและไพเราะเป็นอย่างมาก “เราเตรียมมาเองแล้ว”
โปรดิวเซอร์อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเขาด้วยความสนใจอีกครั้ง
แต่เมื่อเห็นสายตาเย็นชาของซูยั่งที่จ้องมองกลับมา โปรดิวเซอร์ก็สะดุ้งโหยงขึ้นมาทันที “โอเค โอเค”
สู้ไม่ไหว ขอตัวดีกว่า
จากนั้นซือฝูชิงก็พาซูยั่งเดินจากไป
เธอไม่ได้ใช้ทางเดินของเมนเทอร์แต่อย่างใดแต่ตรงไปที่ห้องเตรียมเครื่องดนตรีแทน
“บริษัทกำลังข่มเหงเธออยู่ใช่หรือเปล่า” ซูยั่งขมวดคิ้ว “ฉันจะช่วยเธอเอง”
เขาไม่เคยคิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับคนรอบข้างของตัวเอง
แม้ว่าเขาจะเคยได้ยินคนในแวดวงเอ่ยถึงซือฝูชิงดาวรุ่งพุ่งแรงของต้าซย่า แต่เขาก็แค่ฟังผ่านๆ เท่านั้น ไม่ได้สนใจอะไร
จนวันนี้ ซือฝูชิงมาหาเขา
ระหว่างทาง ซูยั่งเพิ่งจะเริ่มรวบรวมข้อมูลของซือฝูชิง
มีแฮชแท็กเต็มไปหมด
ไหนจะ ‘เสี่ยซือฝูชิง’ ‘ซือฝูชิงศัลยกรรม’ ‘ซือฝูชิงกินเด็กฝึกหัดในสังกัด’…แต่ละอย่างดูแทบไม่ได้
“ไม่ต้อง ฉันรับมือเองได้” ซือฝูชิงปรับจูนสายพิณ “นายเองก็ไม่ต้องออกมาด้วย ฉันอยากจะนอนพักเงียบๆ”
ซูยั่งถามขึ้น “ยังมีใครอีก”
ซือฝูชิง “…”
ไม่ได้เจอกันหลายปี ระดับความเฉียบแหลมและความว่องไวของเขาไม่ธรรมดาเลย
“ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก” ซือฝูชิงยกกระเป๋าพิณมาให้เขา “ก็แค่พวกทะเยอทะยาน”
ซูยั่งไม่ได้ถามต่อ เขาควงไม้ตีกลองในมือพลางก้มหน้าครุ่นคิด จากนั้นก็จิ้มมือถือสองสามที
ผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที เสียงกรี๊ดของแฟนคลับก็ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
“กรี๊ดดด!”
“ทางนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่” โปรดิวเซอร์ตื่นตระหนก “ทำไมเมนเทอร์ซือกับเซี่ยอวี้ยังไม่ออกมาอีก”
ในความทรงจำที่ผ่านมาของโปรดิวเซอร์ มีเพียงซือฝูชิงและเซี่ยอวี้เท่านั้นที่จะมีอิทธิพลแบบนี้
“โปรดิวเซอร์ เป็นเทพซูครับ!” ทีมงานคนหนึ่งตื่นเต้นดีใจจนตัวแทบบิดเป็นเลขแปดอยู่รอมร่อ “เมื่อครู่นี้เทพซูเพิ่งจะเช็กอินเมืองหลินบนเวยปั๋ว”
“เทพซู?” โปรดิวเซอร์ตะลึงงัน “เอามาให้ฉันดูหน่อย”
แน่นอน ขอแค่อยู่ในแวดวงของวงการบันเทิง ไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเทพซู
ถึงแม้ซูยั่งเพิ่งจะเข้ามาในวงการบันเทิงเพียงแค่สามปีเท่านั้น แต่เขาได้ปล่อยเพลงไม่ต่ำกว่ายี่สิบเพลงที่ฮิตเป็นอย่างมาก
ในรัฐต้าซย่า ศิลปินที่มีทั้งความสามารถและพรสวรรค์ทางด้านดนตรี ไม่ปรากฏมานานมากแล้ว
แต่ซูยั่งปฏิเสธการรับรางวัลทั้งหมดและก็ไม่ได้รับว่าตนเป็นผู้ที่มีพรสววรค์ทางด้านดนตรีแห่งเก๋อหลินเอินแต่อย่างใด
เขาอยู่ในรัฐต้าซย่ามาโดยตลอด ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังรออะไรกันแน่
ทีมงานยื่นมือถือให้โปรดิวเซอร์ดู
ซูยั่ง : [โชคดีที่ได้พบเจอ โชคดีที่ได้พบกันใหม่ (รูปภาพ) ]
รูปที่โพสต์คือรูปถ่ายมุมหนึ่งของห้องสตูดิโอดนตรี
แสงแดดสาดส่องเข้ามาจากหน้าต่าง กระทบลงบนเบสสีน้ำตาลเข้ม ราวกับทองที่หลอมละลายค่อยๆ ไหลผ่านช้าๆ ทุกอย่างดูละเอียดและงดงามอย่างที่สุด
ซูยั่งโพสต์เวยปั๋วค่อนข้างน้อย
แต่ทุกครั้งที่เขาเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ ก็จะโพสต์และเช็กอินบนเวยปั๋ว
[เดี๋ยวนะ ฉันออกเดินทางเพื่อบังเอิญไปเจอนาย แต่ทำไมจู่ๆ นายถึงไปที่เมืองหลินได้ล่ะ!!!]
[เทพซูเจอใครกันนะ ดูท่าแล้วคงจะเป็นเพื่อนเก่า]
[จู่ๆ ก็รู้สึกระแวงขึ้นมา คงไม่ใช่รักแรกหรอกมั้ง ไม่ได้นะ!]
ซูยั่งเคยถูกรายการสัมภาษณ์รายการหนึ่งถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์รักแรกของเขา เขาตอบผ่านๆ เพียงไม่กี่คำเท่านั้น
บรรดาแฟนคลับพอจะเข้าใจแบบคลุมเครือ ทั้งสองคนเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็กและกลายมาเป็นแฟนกันสมัยเรียนหนังสือ ต่อมาทั้งสองคนก็ได้เลิกรากันไป จากนั้นซูยั่งก็ย้ายไปที่รัฐต้าซย่า
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาซูยั่งก็ไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้อีกเลย
นักดนตรีชั้นนำไม่เหมือนกับดารานักแสดง
ซึ่งอาจได้ค่าตอบแทนไม่มากเท่าดารานักแสดงแต่สถานะมั่นคงยาวนานกว่า
แทนที่จะเรียกซูยั่งว่าเป็นคนในวงการบันเทิง สู้เรียกเขาว่าขุมทรัพย์พรสวรรค์แห่งห้องโถงดนตรีดีกว่า
เหล่าแฟนคลับที่นั่งอยู่ในหอประชุมต่างพากันตื่นเต้นกันใหญ่
[เทพซูมาเมืองหลิน ตัดสินใจยากจัง คนหนึ่งเป็นภรรยาที่รัก อีกคนเป็นสามี ฉันควรจะเลือกที่รักหรือสามีดี?]
[การแสดงสิ้นสุดตอนห้าทุ่ม ยังทันๆ ปกติเทพซูเล่นดนตรีที่บาร์ก็ราวๆ เที่ยงคืนแล้ว ดูที่รักเสร็จค่อยดูสามี]
[วันนี้บาร์ในเมืองหลินคงจะแน่นจนร้านแตกแน่ๆ! ทุกคน เตรียมตัวให้พร้อม รอดูว่าคืนนี้จะเจอกับเทพซูที่บาร์ไหนกันแน่]
[ใช่ๆ ดูที่รักแสดงจบก่อน! ค่อยไปตามหาสามี! แผนการสมบูรณ์แบบ เป็นอันเรียบร้อย]
ที่ประตูทางเข้า
ผู้ช่วยผู้กำกับกำลังเดินมือไพล่หลังอย่างใจเย็น
เขาเองก็รู้สึกว่าเขาจัดการทุกอย่างได้ลงตัวเป็นอย่างมาก
เพราะเขาได้แจ้งกับทางต้าซย่าทีวีล่วงหน้าแล้วว่าเขาจะเซ็นสัญญากับซือฝูชิงก็เลยได้วันหยุดมาหนึ่งสัปดาห์กว่า
ตอนนี้ยังได้บัตรรอบพิเศษของซือฝูชิง มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่โชคดีขนาดนี้
ซังลู่เดินอยู่ด้านหน้า พอมาถึงห้องรับรองส่วนตัวบนชั้นสองก็เจอกับเฟิ่งซานที่กำลังเข็นรถเข็นมาพอดี
ซังลู่พูดขึ้นด้วยสีหน้าที่ไม่เป็นมิตร “ทำไมถึงเป็นนายอีกแล้ว!”
“เป็นฉันแล้วยังไง” เฟิ่งซานสบถในลำคอ “พวกขี้แพ้”
“ฝากไว้ก่อนเถอะ!” ซังลู่โมโหจนหน้าแดงก่ำไปหมด “สิบปีแก้แค้นก็ยังไม่สาย! เพราะอย่างไรคุณซือก็ไม่ได้ไล่ฉันออก อิจฉาตาร้อนต่อไปก็แล้วกัน!”
เฟิ่งซานนึกไม่ถึงว่าซังลู่จะหน้าด้านไร้ยางอายขนาดนี้ “นาย…”
เป็นครั้งแรกที่เขาหันไปฟ้องอวี้ซีเหิง “พี่เก้า พี่ดูเขาสิ ทั้งๆ ที่ฝีมือของเขาสู้ผมไม่ได้ด้วยซ้ำ ยังจะมีหน้ามาคุ้มกันคุณซือ ควรจะใช้คนของเรามากกว่า!”
ซังลู่หลุบตาลงต่ำ
อวี้ซีเหิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
ใบหน้าที่หล่อเหลาและอ่อนเยาว์ปรากฏขึ้น ไฟสปอตไลต์ในหอประชุมที่ส่องกระทบลงบนใบหน้า ช่วยลดทอนความน่าเกรงขามและไอสังหารของเขาลง เพิ่มความสง่าราศีขึ้นมาไม่น้อย
ซังลู่ชะงักไป
“ใช้ได้ทั้งคู่” อวี้ซีเหิงพูดขึ้นอย่างแฝงนัยยะ เขาเคาะด้ามพัดลงบนฝ่ามือเบาๆ พลางยิ้มขึ้น “ไม่เลว”
เฟิ่งซานแค่นเสียงในลำคอ “ครั้งนี้ฉันจะปล่อยนายไปก่อน”
ซังลู่เกาศีรษะด้วยความงุนงง พลางมองดูอวี้ซีเหิงเดินเข้าไปในห้องด้วยอาการตกตะลึง
ผู้ช่วยผู้กำกับตื่นเต้นเป็นอย่างมาก “เมื่อกี้นี้ใครกัน เสี่ยวซัง นายรู้จักเหรอ”
“ไม่รู้จัก” ซังลู่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “แต่สนิทกับคุณซือ”
“เหรอ” ผู้ช่วยผู้กำกับถอนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ฉันตกใจแทบแย่ น่าเกรงขามมาก ฉันเกือบจะคุกเข่าให้เขาแล้วด้วยซ้ำ”
เขาละทิ้งคำถามที่ว่า ‘อยากเข้าวงการบันเทิงหรือเปล่า’ ที่คิดจะเข้าไปถามในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง
ซังลู่แปลกใจ “น้ำเสียงที่เขาพูดเมื่อครู่นี้ ฟังดูแปลกประหลาด”
“ฉันลองคิดดูแล้ว…” ผู้ช่วยผู้กำกับใช้ความคิด จากนั้นจู่ๆ เขาก็ตบหน้าขาดังป้าบ “น้ำเสียงเหมือนจักรพรรดิในสมัยโบราณที่กำลังชื่นชมผลงานความดีความชอบของลูกหลาน เป็นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อนและภาคภูมิใจในเวลาเดียวกัน?”
พูดจบ เขาก็รู้สึกภูมิใจตัวเองอย่างมาก
เขาเรียนจบการสอนแสดงงิ้วโดยตรงเลยดูสีหน้าและแววตาออก
ซังลู่พึมพำ “เหมือนอยู่นะ แต่ผมเพิ่งเจอเขาเป็นครั้งแรก รู้สึกแปลกมาก”
เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงอารามหลวงที่พันธมิตรพันกองทัพถวายให้กับฮ่องเต้อิ้น
มีครั้งหนึ่งก่อนที่ฮ่องเต้อิ้นจะไปถึง พันธมิตรพันกองทัพเคยถูกโจมตีจนแตกพ่ายมาก่อน หลังจากนั้นก็ได้ก่อตั้งใหม่อีกครั้ง
หากฮ่องเต้อิ้นยังอยู่…
ซังลู่เคาะศีรษะเบาๆ
เขากำลังคิดถึงเรื่องที่เหนือธรรมชาติ
กลุ่มคนทั้งสองกลุ่มแยกย้ายกันเดินเข้าไปในห้องรับรองสองห้องที่อยู่ติดกัน
เวลาหนึ่งทุ่ม การแสดงชุดที่สองก็ได้เริ่มต้นขึ้น
“นานมากแล้วที่ไม่ได้เจอกัน” ลู่หนิงเซิงขึ้นเวที “ก่อนอื่นต้องขอโทษทุกคนด้วย ด้วยเหตุผลส่วนตัว จึงไม่สามารถมาร่วมการแสดงถึงสองครั้ง ไม่พูดพร่ำทำเพลงดีกว่า การแสดงของเราเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
วันนี้ตำแหน่งราชายอดไลก์คนแรกของทีมจะตกเป็นของใคร ตั้งตารอได้เลย!”
ด้านล่างเริ่มโห่ร้องด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“เซี่ยอวี้! เซี่ยอวี้!”
“เมนเทอร์ซือ! เมนเทอร์ซือ!”
“ทีมแรกคือทีมของเยี่ยชิงโย่วจากเมนเทอร์มั่ว” ลู่หนิงเซิงประกาศด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “มาดูกันว่าวันนี้พวกเขาได้เตรียมการแสดงที่ยอดเยี่ยมขนาดไหนมาให้เรารับชมกัน เชิญค่ะ!”
แฟนคลับต่างพากันส่งเสียงโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น
เยี่ยชิงโย่วแสดงออกมาได้ไม่เลวทีเดียว ได้คะแนนโหวตทั้งหมดห้าร้อยเจ็ดสิบแปดคะแนน
ตำแหน่งราชายอดไลก์จึงตกเป็นของเขาก่อนชั่วคราว
“เมนเทอร์มั่วสอนได้เยี่ยมจริงๆ เยี่ยชิงโย่วพัฒนาฝีมือได้รวดเร็วเป็นอย่างมาก” ลู่หนิงเซิงพยักหน้าเบาๆ “ทีมที่สองคงจะเป็นทีมของเด็กฝึกตำแหน่งเซ็นเตอร์ที่ดังเปรี้ยงปร้าง เขาคนนั้นก็คือ…”
“อาจารย์ลู่ มีการสลับทีมกันครับ” เสียงของผู้กำกับดังขึ้นผ่านหูฟัง “ทีมของเซี่ยอวี้ขึ้นก่อน”
ลู่หนิงเซิงตอบสนองไวเป็นอย่างมาก “เซี่ยอวี้! ทีมของเซี่ยอวี้ เชิญค่ะ!”
จู่ๆ เสียงกรี๊ดก็ดังสนั่นทั่วทั้งหอประชุม
“กรี๊ดดด เซี่ยอวี้!”
“เซี่ยอวี้ เซี่ยอวี้!”
ลู่เยี่ยนเตรียมพร้อมขึ้นเวทีแล้ว แต่จู่ๆ ก็ถูกทีมงานขวางไว้ก่อน เขาจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ “หมายความว่าไง”
“ทางฝั่งผู้กำกับมีการเปลี่ยนลำดับการขึ้นแสดง” ทีมงานอธิบาย “คุณขึ้นแสดงลำดับถัดไปครับ”
เมื่อคำพูดประโยคนี้ถูกพูดออกมา เด็กฝึกในทีมพากันไม่พอใจขึ้นมาทันที “นี่มันหมายความว่ายังไง มีสิทธิ์อะไรให้พวกเขาขึ้นแสดงก่อน”
“ขึ้นก่อนก็ขึ้นก่อน” ลู่เยี่ยนแสยะยิ้ม “รีบตายรีบเกิดใหม่”
ไม่มีวงดนตรีแบ็กอัป อยากจะเห็นจริงๆ ว่าทีมของเซี่ยอวี้จะแสดงยังไง
คอมเมนต์ในไลฟ์สดคึกคักขึ้นมาไม่น้อย จนกระทั่งมีคอมเมนต์หนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
[ข่าวไม่เป็นทางการ วงดนตรีแบ็กอัปของทีมเซี่ยอวี้ถอนตัวไปแล้ว ส่วนสาเหตุที่ถอนตัวจะต้องเป็นเพราะสมาชิกในทีมไปล่วงเกินคนของวงดนตรีอย่างแน่นอน วันนี้พวกเขาอย่าหวังว่าจะได้แสดง]
[เกิดอะไรขึ้น!!!]
[เอ๊ะ เมนเทอร์ซือล่ะ ทำไมเมนเทอร์ซือถึงไม่ได้อยู่ที่ที่นั่งของเมนเทอร์]
[คงจะมีธุระเร่งด่วนเลยต้องออกไปเดี๋ยวเดียวมั้ง]
[เมนเทอร์คนอื่นๆ ต่างนั่งอยู่บนที่นั่งเมนเทอร์ เธอไม่มีความตั้งใจในการทำงานเลย ทุกครั้งที่ดูข่าวก็เห็นนอนพักอยู่ในห้องซ้อมเต้นตลอด สรุปแล้วเธอสอนอะไรกันแน่]
“โปรดิวเซอร์ จะเปิดดนตรีหรือเปล่าครับ” ทีมงานถามขึ้น “ใกล้จะถึงเวลาแล้ว”
“เปิด!” โปรดิวเซอร์จ้องไปที่เวทีอย่างใจจดใจจ่อ “ฉันเชื่อมั่นในตัวเมนเทอร์ซือ”
สรุปแล้วจะทำยังไงกันแน่
ทีมงานตอบรับ จากนั้นก็เชื่อมต่อช่องสัญญาณเสียงแล้วเปิดดนตรี
เสียงดนตรีที่ผ่อนคลายค่อยๆ ดังขึ้นในหอประชุม เหล่าแฟนคลับต่างพากันนิ่งเงียบ
โปรดิวเซอร์ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
ตึง
เสียงกลองที่ไพเราะดังขึ้น
ตึงตึง!
จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงเปิดม่านดังครืดคราด ม่านของเวทีถูกเปิดออก เวทีการแสดงปรากฏขึ้นต่อหน้าสาธารณชน เหล่าเด็กฝึกทยอยขึ้นเวที
การแสดงครั้งแรกพวกเขาร้องเพลงแนวร็อกแอนด์โรล ถึงแม้ครั้งนี้เพลงที่ซือฝูชิงเลือกให้ทีมของพวกเขาจะเป็นเพลงที่มีจังหวะค่อนข้างเร็วแต่สไตล์ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
ทั้งหกสวมชุดสูทสีขาว บนสูทมีลวดลายสีทอง แม้แต่ผมก็ถูกย้อมให้เป็นสีทองอ่อนๆ
[แม่เจ้า! คอสตูมดูดีมาก! เซี่ยอวี้กับผมสีทอง ทำไมถึงได้หล่อขนาดนี้!]
[สวี่ซีอวิ๋นเหมือนเทพบุตรที่ตกลงมาจากสวรรค์แล้วความจำเสื่อมเลย ฮ่าๆๆ]
[นึกแล้วเชียว ทีมของเซี่ยอวี้ไม่เคยทำให้ผิดหวัง! ฉันอยากจะเห็นคอสตูมของการแสดงครั้งหน้าแล้ว!]
[ใครเป็นคนออกแบบคอสตูมเหรอ ฝีมือระดับนี้ เอามาให้ฉันหนึ่งโหล]
คอสตูมบนเวทีเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นภาพแรกที่ผู้ชมจะจดจำ
ไม่ใช่ว่าทางนายทุนของกลุ่มรายการไม่ได้เข้ามากีดกันเกี่ยวกับคอสตูมการแต่งตัวของทีมเซี่ยอวี้ แต่ถึงแม้จะเปลี่ยนไปใช้ห้องแต่งตัวที่ธรรมดาที่สุด ทีมของเซี่ยอวี้ก็สามารถแต่งออกมาได้น่าทึ่งทุกครั้ง
สรุปแล้วใครเป็นคนออกแบบคอสตูมกันแน่ ที่ผ่านมานั้นเป็นความลับมาโดยตลอด
ท่อนอินโทรเป็นการเต้นล้วน เสียงกลองและเสียงเบสผสานกัน จากนั้นจังหวะก็ค่อยๆ เร่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุดเหล่าบรรดาผู้ชมก็เริ่มสังเกตเห็นว่าวงดนตรีแบ็กอัปแตกต่างจากปกติ
[ชู่ ทุกคนลองฟังดีๆ! รู้สึกว่าวันนี้ดนตรีแบ็กอัปไม่ค่อยเหมือนที่ผ่านมา เหมือนมีของเลย]
[ฟังแล้วเหมือนไม่มีมือคีย์บอร์ด ได้ยินแต่เสียงเบสกับเสียงกลองแต่สุดยอดมาก ทำไมถึงได้เพราะขนาดนี้!]
[หนึ่งนาที ขอข้อมูลของมือเบสกับมือกลองด่วน!]
ที่ห้องเตรียมตัวของเด็กฝึกไม่สามารถมองเห็นฉากหน้าเวทีแต่เสียงสามารถเล็ดลอดเข้ามาได้
ตอนที่ได้ยินเสียงกลอง จู่ๆ ลู่เยี่ยนก็ลุกพรวดขึ้นมาอย่างไม่เชื่อหู
เขาโมโหจนใบหน้าเหยเกผิดรูป “ใครกัน! ใครเล่นดนตรีแบ็กอัปให้พวกเขา ทั้งๆ ที่วงดนตรีแบ็กอัปของพวกเขาถอนตัวไปตั้งนานแล้ว!”
อันที่จริงเรื่องนี้ถูกวางแผนตั้งแต่ตอนที่การแสดงครั้งที่สองถูกกำหนดขึ้น
เหตุผลที่ยื้อจนวินาทีสุดท้ายก็เพื่อที่จะทำให้ทีมของเซี่ยอวี้ไม่มีเวลาแก้ไข
แต่ตอนนี้ ทำไมถึงยังมีเสียงของเครื่องดนตรีล่ะ
ทำไมถึงสามารถเล่นบทเพลงได้อย่างเข้ากันในระยะเวลาอันสั้นได้!
ลู่เยี่ยนนั่งแทบไม่ติด เขาอยากจะวิ่งขึ้นไปบนเวทีตอนนี้เลยเสียด้วยซ้ำแต่ก็ทำได้เพียงกัดฟันแน่นอยู่กับที่ด้วยใบหน้าแดงก่ำ
หลังจากท่อนร้องอินโทรผ่านไป เสียงร้องอันทรงพลังของเซี่ยอวี้ก็ดังขึ้น
ตึง!
เสียงกลองและเสียงของเขาผสานกันเป็นหนึ่งเดียว พลอยทำให้บทเพลงขึ้นถึงจุดสูงสุดในชั่วอึดใจ
[เพราะมาก!]
[ใครบอกว่าวงดนตรีแบ็กอัปถอนตัวไปแล้ว หูหนวกหรือไงกัน สร้างข่าวปลอมเก่งจริงๆ]
[ทีมช่างภาพช่วยแพนกล้องให้ดูหน่อย ขอดูหน่อยได้หรือเปล่า]
ในที่สุดแสงไฟสปอตไลต์ก็ส่องลงมา ลำแสงของแสงไฟเริ่มเคลื่อนตัวจากกลางเวทีไปยังกองเครื่องดนตรีที่อยู่ทางด้านหลังฝั่งขวามือของเวที
แสงไฟสปอตไลต์ส่องสว่างไปมาเพียงไม่กี่วินาที
แต่แสงไฟเพียงไม่กี่วินาทีนี้ ได้ส่องไปที่มือเบสอย่างชัดเจน
ซือฝูชิงยังคงแต่งตาด้วยอายแชโดว์อย่างเดียวเหมือนเดิม
แสงไฟกระทบลงบนใบหน้าที่ขาวเนียนของเธอ
เธอดีดสายเบสด้วยมือข้างเดียว ดวงตาจิ้งจอกกวาดสายตามองรอบๆ อย่างช้าๆ
เธอเงยหน้าขึ้นพลางหลุบตาลงต่ำ ดวงตาเป็นประกายแวววาวราวกับจิ้งจอกที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันน่าหลงใหล
ราวกับรู้ว่ากำลังมีกล้องแพนมาที่ตัวเอง เธอเงยหน้าขึ้นพลางคลี่ยิ้มกว้างจนหางตาโค้ง จากนั้นก็โบกมือเบาๆ
ตึง!
ผู้ชมที่อยู่ในงานต่างรู้สึกเหมือนโดนควักหัวใจไปแล้ว พากันอึ้งจนตาค้าง
“…”
บรรยากาศภายในงานเงียบสนิท!
ผ่านไปราวหลายสิบวินาที ในที่สุดก็มีคนได้สติขึ้นมา เริ่มกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง
[กรี๊ดดด ที่ร้ากกก!!!]
[แม่เจ้า ซือฝูชิงไม่นั่งที่นั่งของเมนเทอร์แต่ขึ้นไปเล่นดนตรีแบ็กอัปเองเลยเหรอ!!!]
[เทพเจ้าเมนเทอร์! เมนเทอร์ซือสุดยอดจริงๆ มีปัญหาอะไรเธอก็จัดการเองตลอด]
[ไปเลย คนที่ว่าเมนเทอร์ซือไม่มีความรับผิดชอบไปเดินรอบสนามมาหนึ่งรอบ หน้าของคนที่พูดยังอยู่ดีหรือเปล่า ถ้ายังอยู่ฉันจะช่วยตีให้แตกเอง(ยิ้ม)]
ไฟสปอตไลต์ยังคงกระจุกอยู่ที่กลางเวที
เสียงดนตรีแบ็กอัปและเสียงทำนองเพลงเข้ากันอย่างสมบูรณ์แบบ ผสานเข้ากับเสียงร้องและท่าเต้นของเซี่ยอวี้ ผลที่ออกมาสามารถพูดได้ว่าระเบิดระเบ้ออย่างที่สุด
แฟนคลับในงานพากันกรี๊ดอย่างบ้าคลั่ง
“ที่รัก มองมาที่ฉัน!”
“รีบส่องไฟสปอตไลต์ให้ที่รักของฉันสิ!”
ถึงแม้เหล่าบรรดาแฟนคลับจะตะโกนแบบนี้แต่ก็จะพอเข้าใจได้ ซือฝูชิงเลือกที่จะอยู่ในมุมที่มืดที่สุด เป็นจุดที่ไม่แย่งซีนแถมยังสามารถเพิ่มความปังให้กับทีมอีกด้วย
ณ ที่นั่งของเมนเทอร์
หลินชิงเหยียนแทบจะยืนไม่อยู่เสียด้วยซ้ำ
เธอจ้องมองภาพตรงหน้าตาเขม็งพลางจิกปลายเล็บลงกลางฝ่ามือด้วยความเกลียดชัง
เรื่องที่ซือฝูชิงร้องเพลงเป็นก็ช่างเถอะ เพราะการร้องสามารถใช้เวลาอันสั้นฝึกฝนให้พอถูไถไปได้ แต่เบสล่ะ!
ความชำนาญระดับนี้ ไม่สามารถเรียนรู้ภายในเวลาอันสั้นได้อยู่แล้ว
แน่นอนว่าหลินชิงเหยียนเองก็ได้ยินเรื่องที่วงดนตรีแบ็กอัปของทีมเซี่ยอวี้ขอถอนตัวและเธอก็กำลังรอชมเหตุการณ์ต่อไปด้วยใจจดจ่อ
ทว่าความเป็นจริงก็ได้ตบหน้าเธอเข้าอย่างจัง
ทีมของเซี่ยอวี้ไม่เพียงแต่ไม่หน้าแตกเท่านั้น แต่ซือฝูชิงกลับทำให้แฟนคลับเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก
เป็นแบบนี้ได้ยังไงกัน!
[มือเบสเป็นเมนเทอร์ซือ แล้วมือกลองเป็นใครกัน ลำพังแค่ท่าตีกลองอย่างเดียว มองเห็นแค่เงาก็รู้สึกว่าหล่อแล้ว อ๊ายๆๆ]
[อินหนักมาก ในหัวฉันกำลังมโนว่าต้องเป็นหนุ่มหล่อแน่ๆ]
[อาจจะเป็นมือสมัครเล่นหรือเปล่า]
[พี่น้องทุกคน ฉันขอเดาแบบส่งเดช ทุกคนดูสิ เทพซูเพิ่งจะเช็กอินบนเวยปั๋ว ถัดมามือกลองระดับเทพก็ปรากฏตัวขึ้นทันที ดังนั้น…ไม่แน่อาจจะเป็นเทพซูก็ได้?!]
[อะไรนะ!!!]
[การคาดเดาของเธอช่างใจกล้าไม่เบา]
เมื่อถึงช่วงไคลแมกซ์ เสียงดนตรีก็ดังขึ้นทันที เสียงกลองชุดค่อยๆ หนักแน่นและถี่ขึ้นเรื่อยๆ
จู่ๆ แสงไฟก็วูบวาบไปครู่หนึ่ง!
ทุกสายตาพากันจับจ้องไปที่ด้านขวาของเวทีอีกครั้ง