เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 128 ถึงกับทรุด! คือศิษย์น้องเล็ก
น้ำเสียงของเธอสงบไม่รีบร้อน
ซึ่งตรงกันข้ามกับการกระทำอันเหี้ยมโหดโดยสิ้นเชิง
ศีรษะของปรมาจารย์คุณไสยวัยกลางคนถูกกดเข้ากับกระจกแข็งๆ ทำเอาเขาหูอื้อ มีเลือดไหลซึมออกมาจากรูหู ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขาพลันเลอะเลือนพร่ามัว ไม่สามารถเข้าใจคำพูดของซือฝูชิงได้อีกต่อไป
ร่างกายขององเมียวจินั้นอ่อนแอ เรื่องนี้เป็นที่รู้กันดีในแวดวงของพวกเขา
ดังนั้นองเมียวจิส่วนมากจะพึ่งพาอาศัยวิธีการภายนอกเช่น ชิคิงามิและค่ายกลต่างๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการป้องกันตนเอง
เพราะถึงอย่างไรเบื้องบนก็ยังคงยุติธรรมเสมอ สวรรค์ให้พลังควบคุมหยินหยางและธาตุทั้งห้าอันยิ่งใหญ่ แต่ไม่ยอมให้ร่างกายที่แข็งแรงแก่พวกเขาด้วย
แม้ว่าองเมียวจิจะฝึกฝนการต่อสู้มาแต่พวกเขาก็จะไม่สามารถแสดงมันออกมาได้เนื่องจากพวกเขาจะหมดเรี่ยวแรงหลังจากที่ใช้พลังหยินหยางและธาตุทั้งห้าไปแล้ว
จะมีองเมียวจิที่ทำลายค่ายกลของเขาเมื่อวานนี้แล้วยังสามารถควบคุมเขาไว้ได้อีกได้ที่ไหนกัน!
ปรมาจารย์วัยกลางคนรู้ว่านักฆ่าที่เผยเจินส่งไปเมื่อวานนี้ไม่สามารถฆ่าองเมียวจิที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขาเมื่อวานนี้ได้ เขาจึงเริ่มค้นหาตำแหน่งของมันอีกครั้งและพบว่ามันอยู่ที่สนามบิน
ทีแรกเขาเข้าใจว่าองเมียวจิกำลังจะหลบหนี เขาจึงติดตามขึ้นเครื่องบินมาด้วยวิธีการบางอย่าง
เพียงแต่เขาไม่เก่งพอที่จะระบุตำแหน่งโดยละเอียดได้ จึงจำต้องเลือกที่จะโจมตีคนที่อยู่บนเครื่องบินทั้งหมด
สำหรับปรมาจารย์คุณไสยวัยกลางคนแล้ว คนพวกนี้ตายไปก็ไม่เป็นไร ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา
ภายใต้ความหวาดกลัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ศีรษะของเขาถูกกระฉากขึ้นจากนั้นก็กระแทกลงอีกครั้ง เสียงที่ดังมาจากเบื้องหลังเขานั้นเยือกเย็น “พูด”
ดวงตาของปรมาจารย์วัยกลางคนเบิกกว้าง น้ำเสียงของเขาแหบแห้ง เขาตอบอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เธอ…เธอคืออวี้อู๋!”
ในวงการนี้ไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินชื่ออวี้อู๋อันโด่งดัง
ไม่มีองเมียวจิคนไหนเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเธอ พวกเขารู้เพียงว่าเธอยังเด็กมาก
อวี้อู๋แตกต่างจากองเมียวจิคนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง เธอเป็นสายต่อสู้แต่เธอไม่เก่งเรื่องฮวงจุ้ยและโหงวเฮ้ง
ไม่ใช่ว่าไม่มีองเมียวจิคนไหนที่เดินตามเส้นทางเดียวกับเธอแต่พวกเขาทั้งหมดต่างก็ล้มเหลว
แถมยังไม่มีใครรู้จักปรมาจารย์ของอวี้อู๋เช่นกัน ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรู้ว่าเธอกลายมาเป็นองเมียวจิได้อย่างไร
แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง!
ครั้งแรกที่เห็นอวี้อู๋ เธอยังเด็กมาก อายุไม่ถึงยี่สิบปีแน่นอน
แต่ทำไมผ่านไปตั้งหกเจ็ดปีแล้วอวี้อู๋ยังคงเด็กอยู่เหมือนเดิม!
ใช่แล้ว องเมียวจิอาจมีวิธีหยุดความเปลี่ยนแปลงของรูปโฉมได้ รวมถึงสามารถเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกได้ด้วย
เขาลืมเรื่องนี้ไปได้ยังไง!
ปรมาจารย์คุณไสยเหงื่อแตกพลั่ก เสื้อผ้าของเขาเปียกชื้นไปทั้งตัว
นี่เขากำลังเผชิญหน้ากับอวี้อู๋จริงๆ น่ะเหรอ?!
เรื่องล้อเล่นอะไรกันเนี่ย
ถ้าเขารู้ว่าคนที่ช่วยเหลือตระกูลเผยคืออวี้อู๋ เขาจะไม่มีวันกล้าทำอย่างนั้นเลย
แต่อวี้อู๋เริ่มเข้าไปยุ่งวุ่นวายเรื่องของคนธรรมดาตั้งแต่เมื่อไร!
“ดีมากที่ยังรู้” ซือฝูชิงเอียงคอพร้อมรอยยิ้ม “แกเองก็ถือว่าเก่งไม่เบานะ ผ่านไปหลายปีวิชาสร้างค่ายกลก็พัฒนาขึ้นจนทำร้ายคนบนเครื่องบินทั้งลำได้แล้ว”
ปรมาจารย์คุณไสยวัยกลางคนหมดสิ้นเรี่ยวแรง
ขาของเขาอ่อนปวกเปียกพลันคุกเข่าลงบนพื้นทันที “ผู้อาวุโสอวี้อู๋! ผู้อาวุโสอวี้อู๋ได้โปรดไว้ชีวิตผมด้วย! ผู้อาวุโสอวี้อู๋จะมาเยือน ผมสมควรตาย!”
ปรมาจารย์คุณไสยวัยกลางคนรู้ดีถึงช่องว่างระหว่างเขากับองเมียวจิตัวจริงอย่างชัดเจน
เพราะเขาล้มเหลวในการฝึกฝนเป็นองเมียวจิ เขาจึงเดินบนเส้นทางสายมาร การเป็นปรมาจารย์คุณไสยนั้นแตกต่างจากองเมียวจิตัวจริงอย่างมาก
ยิ่งไม่จำเป็นต้องพูดเลยเมื่อตอนนี้คนยืนอยู่ตรงหน้าเขาคืออวี้อู๋ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ที่มี ‘พลังต่อสู้อันดับหนึ่งในโลกหยินหยาง’
เขาแย่แล้ว…ต้องแย่แน่ๆ!
การล่วงเกินอวี้อู๋ ถ้าไม่พิการก็ต้องตาย
“ฉันปล่อยแกไปครั้งนึง แล้วแกคิดว่าจะยังมีครั้งที่สองอีกมั้ย” ซือฝูชิงเอ่ยเสียงเรียบ “แกไม่ควรทำให้คนบนเครื่องบินทั้งลำเดือดร้อน”
เธอปล่อยมือและเปลี่ยนมาใช้เท้าแทน
ปัง!
ศีรษะของช่วยวัยกลางคนถูกผลักลงไปในโถชักโครก
“ถ้าไม่ได้ทำงานสายนี้ก็ไม่ต้องทำแล้ว ฉันเหลือแรงไว้ให้แกนิดหน่อย เอาไว้ให้แกออกไปจากเครื่องบินนี้ได้ด้วยตัวเอง อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน” ซือฝูชิงเงยหน้า “มีแฟนคลับของฉันอยู่บนเครื่องบินลำนี้ด้วย ระวังหน่อย
แน่นอนว่าถ้าแกอยากจะทำเสียงดังเอะอะให้คนจากหน่วยควบคุมจัดการเรื่องเหนือธรรมชาติมาเอาตัวไป ฉันก็ช่วยแกได้นะ”
จากนั้นซือฝูชิงก็ยืดตัวขึ้นและออกไปจากห้องน้ำ
เธอสูดลมหายใจช้าๆ แล้วเอากระดาษมาซับเหงื่อออกจากหน้าผาก
แน่นอนว่าเธอกลับมามีชีวิตได้อีกครั้งแต่การระเบิดครั้งนั้นก็ยังคงสร้างความเสียหายทางจิตใจให้กับเธออย่างมากอยู่ดี
และสภาพจิตใจก็เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับองเมียวจิ
หลังจากที่ทำลายค่ายอาคมไปสองครั้งติดกัน เธอก็รู้สึกเหนื่อยอย่างมาก
ซือฝูชิงเอนตัวพิงผนังข้างๆ เพื่อพัก
“เมนเทอร์ซือ!” แอร์โฮสเตสเข้ามา เธอยังคงวิงเวียนเล็กน้อยและพยายามจับตู้ข้างๆ เพื่อพยุงตัว “เมนเทอร์ซือ คุณไม่เป็นไรใช่มั้ยคะ”
“ฉันไม่เป็นไร” ซือฝูชิงบีบข้อมือของเธอเพื่อตรวจชีพจรอย่างเนียนๆ จากนั้นก็ส่งยิ้มให้ “ตอนนี้ฉันรู้สึกไม่สบายท้องก็เลยอยากไปเข้าห้องน้ำ เพื่อนร่วมงานของคุณเหนื่อยเกินไปหรือเปล่า ดูเหมือนพวกเขาจะผล็อยหลับกันหมดเลย”
แอร์โฮสเตสตะลึงไปเล็กน้อย พอเธอก้มหน้าลงมองก็เห็นว่าพนักงานคนอื่นๆ ต่างเป็นลมหมดสติกันไปหมด “เป็น เป็นไปไม่ได้…”
พวกเขาต่างก็บินกันมาหลายปีแล้วและผ่านสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ มามากมาย จะมีความผิดพลาดในระดับที่เหนื่อยจนเผลอหลับไปได้อย่างไร
“ให้พวกเขาดื่มกาแฟสักถ้วย สมองจะได้สดชื่น” ซือฝูชิงตบไหล่เธอ “ฉันขอกลับไปที่นั่งก่อนค่ะ”
แอร์โฮสเตสมองเธอจากไปด้วยความงุนงง
จากนั้นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหลายคนที่นอนอยู่บนพื้นก็ค่อยๆ ตื่นขึ้น หลังจากที่พวกเขาได้ฟังเรื่องที่แอร์โฮสเตสเล่า ทุกคนก็รู้สึกเหลือเชื่อ
แต่พวกเขาก็หมดสติไปอย่างกะทันหันจริงๆ จึงไม่มีข้ออ้างอื่นใดที่จะมาอธิบายได้
สจ๊วตชายยิ้มเจื่อน “เฮ้อ กลับไปจะต้องถูกลงโทษอย่างหนักแน่เลย”
ในเวลาเดียวกัน
บนเครื่องบินส่วนตัวที่อยู่ในเส้นทางเดียวกัน
“พี่เก้า!” เฟิ่งซานชำเลืองมองหน้าจอเรดาร์ เขาอดพูดออกมาไม่ได้ “ทำไมเครื่องบินของคุณซือถึงเจอแต่พายุก็ไม่รู้ครับ”
อวี้ซีเหิงเงยหน้าขึ้นและมองออกไปทันที เขาเห็นเมฆดำทะมึน ฝนตกหนักและฟ้าร้องอยู่ข้างหน้า
เครื่องบินที่อยู่ตรงตำแหน่งใจกลางพายุสั่นไหว
แต่ที่น่าแปลกคือ ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าหรือด้านหลังในระยะหนึ่งร้อยเมตร ฟ้ากลับสว่างสดใส
องเมียวจิ!
ถ้าไม่ใช่องเมียวจิอย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นปรมาจารย์ทำคุณไสย
“พี่เก้า ต้องเป็นปรมาจารย์คุณไสยที่เล่นงานคุณซือแน่ๆ เลย” เฟิ่งซานร้อนใจ “จะทำยังไงดี พวกเราอยู่บนเครื่องบินอย่างนี้จะทำอะไรก็ไม่ได้”
ถ้าเครื่องบินตกจะมีคนตายมากมาย
แววตาของอวี้ซีเหิงเย็นเยียบ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเป็นครั้งแรก “เชื่อใจเธอ”
เฟิ่งซานตกตะลึง
เมื่อเขามองไปที่หน้าจอเรดาร์อีกครั้ง ระบบก็เตือนแจ้งว่ากระแสลมกำลังลดลงและพายุค่อยๆ สลายตัว
เฟิ่งซานถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ผมลืมไปได้ไงว่าคุณซือเป็นองเมียวจิ…”
เขาละอายใจจริงๆ ที่ไม่เชื่อว่าซือฝูชิงจะแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง
ซังลู่ตกใจยิ่งกว่า “นายว่าอะไรนะ องเมียวจิ?!”
“ตื่นตูมอะไรกัน” เฟิ่งซานเหลือบมองเขา “มีอะไรบนโลกนี้ที่คุณซือทำไม่เป็นบ้าง”
ซังลู่ “…”
เรื่องต่อสู้กับเรื่องร้องเพลงมันเรื่องเดียวกันที่ไหน
แล้วการจะเป็นองเมียวจิย่อมต้องมีพรสวรรค์ด้วย!
ความพยายามที่ปราศจากพรสวรรค์นั้นไร้ประโยชน์
ซังลู่พูดตะกุกตะกัก “ถ้า ถ้าอย่างนั้น จริงๆ แล้วคุณซือเป็นคนตระกูลจีเหรอ”
ความเสื่อมโทรมของต้าซย่าหลังจากการจากไปของฮ่องเต้อิ้นนั้นมีสาเหตุหนึ่งมาจากการที่ตระกูลจีค่อยๆ ถอยออกไปด้วยเช่นกัน
ตระกูลมั่วและพันธมิตรพันกองทัพเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตระกูลจีจึงได้เร้นกายไม่ปรากฏตัว
“ไม่น่าจะใช่” เฟิ่งซานคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พี่เก้า พี่คิดว่าคนที่คุณเสิ่นและครอบครัวกำลังตามหาคือคุณซือหรือเปล่า”
พวกเขาอยู่ในเมืองหลินมานานแล้วก็ไม่พบว่ามีองเมียวจิคนอื่นๆ อีก
จนกระทั่งเมฆดำก้อนสุดท้ายจางหายไป อวี้ซีเหิงถึงคลายคิ้วที่ขมวดติดกันก่อนพยักหน้าเห็นด้วย
“ถ้าอย่างนั้นพี่จะบอกเขาไหม” เฟิ่งซานถาม “ผมว่าพวกเขาดูเหมือนจะตามหาด้วยความร้อนใจอยู่นะ”
อวี้ซีเหิงเท้าคางพลางเอ่ยด้วยสีหน้าอ่อนโยน “เหตุใดต้องบอกเขาด้วยเล่า พวกเขาไร้มือไร้เท้าหรืออย่างไร เรื่องแค่นี้ก็ยังสืบหาไม่เจอ”
เฟิ่งซาน “…”
การเป็นหลานสาวและเพื่อนของพี่เก้านั้นไม่ใช่ง่ายๆ เลย
**
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เครื่องบินก็ลงจอดอย่างราบรื่นที่สนามบินนานาชาติเมืองมั่ว
“หนิงหนิง ตื่นได้แล้ว” ซือฝูชิงบีบแก้มเจียงฉังหนิง “หลับเหมือนหมูเลย”
เจียงฉังหนิงถูกบีบแก้มจนตื่นแต่เธอยังคงมึนงงเล็กน้อย “ฉันหลับมาตลอดทางเลยเหรอ”
“ใช่ ฉันปลุกยังไงเธอก็ไม่ยอมตื่น” ซือฝูชิงท่าทางสบายๆ “บอกฉันมาดีๆ ว่าช่วงนี้เธอไปทำอะไรมาถึงได้หมดเรี่ยวหมดแรงอย่างนี้”
เธอไม่มีทางบอกเจียงฉังหนิงอยู่แล้วว่าทั้งหมดเป็นเพราะเธอเอง
เจียงฉังหนิงลังเลอยู่สักพักแต่ก็ยังเชื่ออยู่ดี
ไม่เช่นนั้นเธอจะไม่มีทางอธิบายได้เลยว่าทำไมเธอถึงหลับไปตลอดทาง
ผู้โดยสารทั้งหมดลงจากเครื่องบิน
ประตูห้องน้ำเปิดออกดังปัง
ปรมาจารย์ทำคุณไสยวัยกลางคนทรุดลงกับพื้น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ
เขาจับฝาชักโครกพยุงตัวขึ้น ขาสั่นไม่หยุด
แอร์โฮสเตสเองก็เพิ่งรู้ตัวว่ายังมีผู้โดยสารอยู่ตรงนี้อีกคน
เธอมองอาการสั่นเทาของปรมาจารย์ทำคุณไสยวัยกลางคนด้วยความสงสัยก่อนจะก้าวเข้าไป “คุณคะ ต้องการความช่วยเหลือมั้ยคะ ทำไมไปอยู่ในห้องน้ำได้ล่ะ”
ปรมาจารย์ทำคุณไสยวัยกลางคนได้ยินเช่นนั้นก็ก้าวเดินแทบจะในทันที
เขาเดินโซเซ พยายามฝืนลมหายใจเฮือกสุดท้ายก่อนที่ดวงตาของเขาพลันดับมืดและล้มลงนอกสนามบิน
เหตุการณ์เล็กๆ นี้ทำให้แอร์โฮสเตสต้องลงบันทึกเพิ่มเติม
“วันนี้น่ากลัวมากจริงๆ” แอร์โฮสเตสปาดเหงื่อ “เกือบกลับมาไม่ได้แล้ว”
แถมอากาศยังแปลกมาก บทจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนฉับพลัน
“ผมเองก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน” สจ๊วตลดเสียงลง “เมื่อกี้นี้นักบินผู้ช่วยมาบอกว่า มีแต่เครื่องบินของเราเท่านั้นที่ถูกพายุล้อมรอบ ด้านหน้าด้านหลังไม่มีพายุเลย พอพวกเราบินไปข้างหน้า พายุก็ตามมา คิดว่ามันเป็นเรื่องลี้ลับอะไรหรือเปล่า”
แอร์โฮสเตสตกใจ “มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ” สจ๊วตส่ายศีรษะ “เพราะฉะนั้นสองสามวันนี้พวกเราไม่ต้องบิน บริษัทจะให้พวกเราหยุดงานไปก่อนแล้วค่อยตรวจสอบว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
แอร์โฮสเตสดื่มน้ำหนึ่งแก้วเพื่อสงบสติอารมณ์ จากนั้นเธอก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโพสต์ลงในกลุ่มซูเปอร์แชทในเวยปั๋ว
[เจอเมนเทอร์ซือบนเครื่องบินด้วย! เธอนั่งชั้นประหยัด ถ้าไม่อย่างนั้นฉันคงไม่ได้เจอหรอก ฉันได้รูปพร้อมลายเซ็นต์ด้วย มีรูปด้วยนะ! ขอถามหน่อยว่าฉันเป็นคนแรกใช่มั้ย]
พอเหล่ามูสได้ยินเรื่องนี้ก็แห่กันมาอย่างรวดเร็ว
[อิจฉาจริงๆ ผู้หญิงที่ไม่แม้แต่จะลงรูปเซลฟี่ แต่กลับพกรูปพร้อมลายเซ็น ฮือๆๆ เป็นวันที่ฉันต้องอิจฉาคนอื่นอีกแล้ว]
[เมนเทอร์ซือไปอัดรายการแล้วยังต้องรับงานอื่นด้วยเหรอ เทียนเล่อมีเดียต้องการให้ทั้งสองฝ่ายไม่พอใจเธอหรือเปล่า คิดอะไรอยู่กันแน่!]
การกระทำที่เป็นข้อห้ามในวงการบันเทิงคือการรับงานซ้อน
[ชั้นประหยัด…ไม่ใช่ว่าชั้นประหยัดไม่ดีนะ แต่ทำไมเทียนเล่อมีเดียถึงได้ปฏิบัติต่อสมาชิกในวงเดียวกันแตกต่างกันขนาดนั้น! ตอนเมิ่งเสวี่ยรีบไปรับงาน เครื่องบินส่วนตัวยังอนุญาตให้ใช้ ทว่าทำไมพอถึงตาชิงชิงถึงให้นั่งชั้นประหยัด น่าโม่โหซะจริง]
[เห็นทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว รอวันสิ้นสุดสัญญาอย่างเดียว]
[แต่ชิงชิงก็ค่อนข้างประหยัดอยู่แล้ว ชั้นประหยัดจะเป็นไรไป พวกเธอรู้มั้ยว่าชิงชิงกลับบ้านยังไงหลังเลิกงาน]
[ยังไงเหรอ รถเมล์? รถไฟฟ้า? แต่ดูเหมือนว่าแถวค่ายฝึกจะไม่มีระบบขนส่งสาธารณะอะไรนะ สถานีที่ใกล้ที่สุดก็ห่างออกไปตั้งสองกิโล]
ไม่กี่วินาทีต่อมา เจ้าของความคิดเห็นก็มาตอบกลับ
[รถจักรยานสาธารณะ]
ทุกคนพากันนิ่งงัน “…”
หลังจากนั้นไม่นานเหล่ามูสก็แสดงความคิดเห็นกันอย่างสะเทือนเลื่อนลั่น
[สมกับที่เป็นเธอ ที่รัก]
**
ทางด้านนี้ ซือฝูชิงกับเจียงฉังหนิงกำลังออกจากสนามบิน
ที่สนามบินมีผู้คนคับคั่ง ทั้งสองออกไปพร้อมกับผู้โดยสารทั่วไปและไม่ได้ทำให้เกิดการชุมนุมรวมตัวใดๆ
“ไปกินข้าวกันก่อนเถอะ” ซือฝูชิงชำเลืองมองดูเวลาด้วยความเสียดาย “ฉันยังไม่ได้ชิมว่าอาหารบนเครื่องบินรสชาติเป็นยังไงเลย”
เนื่องจากสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ผู้โดยสารต่างก็กลัวว่าเครื่องบินจะตก พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินยังถูกปรมาจารย์คุณไสยวัยกลางคนตีจนสลบ อาหารเย็นเลยยังไม่ทันได้เตรียมให้เสร็จ
เจียงฉังหนิงลากกระเป๋าเดินทาง “โอเค ที่เมืองมั่วมีของกินเล่นเยอะแยะเลย”
“อีกสองคนจะมาถึงเมื่อไรเหรอ” ซือฝูชิงบิดขี้เกียจ “ไม่เจอกันตั้งนานแล้ว”
“พวกเธอน่าจะมาถึงกันแล้วนะ” เจียงฉังหนิงนิ่วหน้า “เธออยู่ห่างๆ สองคนนั่นไว้หน่อยดีกว่า ขนาดเมื่อก่อนเธอดังน้อยกว่าพวกเขายังโดนกลั่นแกล้ง ตอนนี้เธอมีแฟนคลับเยอะกว่าสองคนนั้นมาก พวกเขาคงจะยิ่งอิจฉาน่ะสิ”
ความจริงแล้วสตาร์รี เกิร์ลกรุ๊ปนี้มีไว้เพื่อเชิดชูเมิ่งเสวี่ยให้โดดเด่นขึ้นมาแค่คนเดียวเท่านั้น
คนอื่นๆ ถือเป็นแค่ไม้ประดับ
ในฐานะไม้ประดับเหมือนกัน พวกเขาจึงทำได้เพียงเหยียบย่ำซือฝูชิงเพื่อเติมแต็มช่องว่างในใจ
ซือฝูชิงโบกมืออย่างเกียจคร้าน “เข้าใจแล้วจ้าที่รัก หนิงหนิงทำไมเธอแสนดีอย่างนี้”
เจียงฉังหนิงคลี่ยิ้ม “…”
ทำไมถึงได้มีหญิงร้ายที่ยั่วยวนคนอื่นไปหมดโดยไม่สนใจว่าจะเป็นเพศไหนด้วยนะ!
พวกเธอทั้งสองคนมีสัมภาระไม่มากจึงตรงไปยังร้านอาหารเลย
พอซือฝูชิงเพิ่งจะสั่งอาหารเสร็จ เธอก็ได้รับสายจากอวี้ถัง “ชิงชิง มันน่าโมโหจริงๆ เลย คนที่ถูกเธออัดจนต้องออฟไลน์ไปเมื่อวานโพสต์คลิปที่ดวลตัวต่อตัวกับฉันบนฟอรัม บอกว่าฉันโกง!”
“หือ?” ดวงตาจิ้งจอกของซือฝูชิงหรี่ลง “ขยะก็คือขยะ เป็นแต่หาข้ออ้าง”
เธอเปิดขวดโคล่าพร้อมกับเปิดกระดานสนทนาของเกมคำสั่งสวรรค์ไปด้วย
หน้าแรกของฟอรัมคือโพสต์ที่อวี้ถังพูดถึง วิดีโอที่โพสต์เห็นได้ชัดว่าอวี้ถังถูกอัดจนเละก่อน จากนั้นสถานการณ์ก็พลิกกลับทันที
การสนทนาในเกมยังถูกบันทึกไว้ในคลิปอีกด้วย
[เจ้าของโพสต์เป็นอะไรน่ะ ฉันก็เป็นผู้หญิง มาสิ มาตัวต่อตัวกับฉัน ดูว่าฉันจะฆ่านายจนต้องทิ้งของทั้งหมดมั้ย]
[ขำเป็นบ้า เจ้าของโพสต์น่าจะหนีไปแล้วล่ะ คงไม่คิดว่าจะทำให้เทพผู้หญิงบนบอร์ดเดือดขึ้นมาล่ะสิ]
[คนโพสต์นี่คือไม่เอาไหนก็เลยโกรธหรือเปล่า เกมคำสั่งสวรรค์โกงได้ด้วยเหรอ นายไปหาแฮกเกอร์ T18 กับหลิงมาก็ยังหาระบบปลั๊กอินไม่เจอเลย]
แต่มีบางคนที่อดทนดูคลิปจนจบ
[เดี๋ยวนะ ให้ตายสิ พวกเธอดูสามสี่แมชต์สุดท้ายนั่นดิว่าความเร็วมืออะไรมันจะขนาดนั้น หมอยากดคำสั่งเร็วแบบนั้นได้ตั้งแต่เมื่อไร นี่เธอเล่นสายเติมเลือดแต่เป็นนักรบเหรอ!]
[นี่นี่นี่ ความเร็วมือเธอพุ่งขึ้นเป็นสามร้อยกว่าเลยเหรอ!]
[พวกหน้าเก่ายังจำได้มั้ยว่าเทพ NINE เจ๋งเรื่องไหนที่สุด คือท่าคอมโบไง! ทุกครั้งที่เขาสร้างคอมโบใหม่ๆ ทางเกมก็เพิ่งจะปล่อยมันออกมาอย่างเป็นทางการเอง แต่พวกเราไม่มีความเร็วมืออย่าเทพ NINE ก็เลยได้แต่มองคอมโบของเขา]
[คอมโบนี้ทำให้ฉันสงสัยว่าเทพ NINE เล่นด้วยบัญชีของแฟนเขาแล้วนะ]
ซือฝูชิงครุ่นคิด
แบบนี้ก็ได้เหรอ
ผู้เล่นหน้าเก่ากลุ่มนี้มีสายตาเฉียบแหลมจริงๆ
“โอเค ฉันจะจำ ID ของเขาไว้” ซือฝูชิงปลอบใจอวี้ถัง “ครั้งหน้าฉันจะใช้บัญชีของฉันฆ่าเขา ส่งเขาลงไปเลเวลหนึ่งเอง ให้เขาเลิกเล่นไปเองเลย”
หลังจากที่ซือฝูชิงวางสายก็มีอีกข้อความปรากฏขึ้นในโทรศัพท์
จี : [เทพ NINE ใต้เท้าอวี้อู๋ เธอคงไม่ได้เล่นเกมกับสาวๆ ลับหลังฉันใช่มั้ย]
NINE : [แล้วมีปัญหาอะไรเหรอ เล่นเกมกับสาวๆ อย่างน้อยๆ ก็ยังรู้สึกว่าได้อะไรมั่ง เล่นกับนายแล้วได้อะไร]
จี : [ไม่…ไม่กล้าหรอก]
**
รัฐมอร์ตันที่อยู่ห่างออกไปจากต้าซย่าหลายพันไมล์
ชายหนุ่มเดินออกมาจากห้องนอนในชุดนอนด้วยท่าทางงัวเงีย
คนรับใช้พูดกับเขาด้วยท่าทางเคารพอย่างสูง “ดยุกครับ อาหารกลางวันพร้อมแล้วครับ”
ชายหนุ่มโบกมือ “เดี๋ยวไป”
คนรับใช้รีบถอยออกมาทันที
นับตั้งแต่ที่ดยุกรับโทรศัพท์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว ท่านก็อารมณ์ไม่ค่อยดี
เขาไม่กล้าทำให้ท่านโมโห
ชายหนุ่มอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะอาหาร เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหมายเลขเพื่อโทรออก
หลังจากนั้นก็มีเสียงทุ้มดังขึ้นจากปลายสาย “ฮัลโหล?”
“ผมถามหน่อย พี่รองจะทำอะไร” น้ำเสียงของชายหนุ่มเริ่มหงุดหงิดอีกครั้ง “พี่ให้เบอร์มือถือส่วนตัวของผมกับพวกบริษัทจัดหาคู่ได้ยังไง”
อีกฝ่ายหยุดไปสักพักก่อนหัวเราะออกมา “เจ้าหก นายเสียสติไปแล้วเหรอ ทำไมฉันต้องเอาเบอร์ส่วนตัวของนายให้บริษัทจัดหาคู่ด้วย?”
“ผมน่ะเหรอเสียสติ” ชายหนุ่มแค่นเสียง“ถ้าอย่างนั้นบอกผมหน่อยสิว่า นอกจากพี่กับพี่สามแล้ว มีใครบ้างที่รู้เบอร์ส่วนตัวของผม ถ้าไม่ใช่พี่กับพี่สาม งั้นเป็นผีหรือไง
มีแต่พวกพี่สองคนนั่นแหละที่พยายามจะแนะนำผู้หญิงให้ผมอยู่ได้ น่ารำคาญชะมัด!”
ถ้าพวกเขาไม่ได้เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักเดียวกัน ตนคงจัดการพวกเขาไปนานแล้ว
นอกจากนี้ เขามีหมายเลขโทรศัพท์มือถือเยอะแยะ แถมยังมีเบอร์มือถือส่วนตัวตั้งสามสี่หมายเลข
มีเพียงเบอร์นี้เท่านั้นที่เป็นความลับที่สุดและไม่เคยเปิดเผยกับคนภายนอก มีเพียงคนที่สนิทกับเขาไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้
อีกฝ่ายเงียบลงทันทีที่ได้ยินอย่างนั้น เสียงลมหายใจของเขาดังขึ้นชัดเจน
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “พี่รอง?”
“ถ้าไม่ใช่ผี ก็ยังมีอีกคน” อีกฝ่ายพูดช้าๆ “ศิษย์น้องเล็ก”