เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 130 ตกใจ ซือฝูชิงมีอะไรดีนักหนา
ชื่อเล่นสีทองเป็นของผู้เล่นที่อยู่ในเลเวลสูงสุดเท่านั้น
เกมคำสั่งสวรรค์เปิดดำเนินการมาเก้าปีแล้ว ซึ่งผู้เล่นที่อยู่ในระดับสูงสุดจึงมีไม่น้อยแล้ว
ดังนั้นสีที่เห็นจึงไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือชื่อเล่นนั้นต่างหาก
NINE
นอกจากชื่อนั้นแล้ว อวี้ถังยังเห็นฉายาที่อยู่ข้างบน
[ดาบเดียวแช่แข็งสิบสี่รัฐ]
เกมคำสั่งสวรรค์มีอาชีพทั้งจากค่ายตะวันตกและตะวันออกทั้งหมด 24 อาชีพ ซึ่งแต่ละอาชีพจะมีผู้เล่นเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่จะได้รับคำยกย่องเช่นนี้เพื่อแสดงถึงพลังการต่อสู้อันสูงสุด
เกมคำสั่งสวรรค์ไม่อนุญาตให้ผู้เล่นใช้ชื่อซ้ำกัน แม้ว่าจะมีผู้เช่นหลายคนจะพยายามใส่ช่องว่างหรือสัญลักษณ์ต่างๆ ทำให้ชื่อของตนเองดูเหมือนกับชื่อ ‘NINE’ เพื่อเกาะกระแสความนิยม แต่ชื่อที่ไม่สามารถซ้ำกันได้นี้ไม่สามารถปลอมแปลงแอบอ้างกันได้
อวี้ถังยืนขึ้นทันที เธอเกือบกระแทกคอมพิวเตอร์ล้มก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “ชิงชิง เธอๆๆๆ…”
ซือฝูชิงก็คือผู้เล่นที่สังหารมาแล้วทั่วค่ายตะวันออกและยังเป็นผู้เล่นที่คนอื่นเรียกกันว่าเทพ NINE หลังจากที่ห่างหายไปนานแล้ว เทพ NINE ตัวเป็นๆ กลับมาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าเธอนี่เอง!
เธอตาฝาดไปหรือเปล่า!
ในที่สุดอวี้ถังก็พูดออก “เธอๆ เธอเล่นเป็นผู้ชายเหรอ!”
“ก็ไม่ได้ตั้งใจหรอก เพียงแค่ชอบอาชีพนี้มันต่อสู้สะดวกดี” ซือฝูชิงนิ่วหน้า “ฉันไม่ชอบเกมนี้ก็ตรงที่มันกำหนดเพศของแต่อาชีพไว้นี่แหละ”
ทั้งๆ ที่นักดาบหญิงก็เท่เหมือนกัน
อวี้ถังใช้เวลาสามนาทีเต็มๆ กว่าจะยอมรับเรื่องที่เทพ NINE เป็นผู้หญิงและคือซือฝูชิงได้
เนื่องจาก NINE ไม่เคยเข้าร่วมในการรวมกลุ่มประชุมในชีวิตจริงมาก่อน และยังปฏิเสธคำเชิญจากสื่อทั้งหลาย จึงมีการคาดเดาไปต่างๆ นานามากมายในฟอรัมเกม แต่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า NINE จะต้องเป็นผู้ชายแน่นอน
ความเร็วมือของ NINE เร็วกว่าของผู้เล่นทีมชาติมาก แถมทีมชาติยังไม่มีผู้เล่นหญิงเลยสักคน
แม้ว่าในทีมสำรองจะมีสมาชิกผู้หญิงสองคนที่มีความเร็วมือถึงสามร้อยแต่ความเร็วมือสูงสุดของ NINE ที่บันทึกไว้คือห้าร้อยหกสิบ!
สูสีกับผู้เล่นมืออาชีพหลายคนในต่างประเทศ
“แต่ว่าซือฝูชิง บัญชีเทพ NINE นี้มีมาตั้งแต่เซิร์ฟเวอร์เกมคำสั่งสวรรค์เพิ่งเปิดเลยไม่ใช่เหรอ” หลังจากที่อวี้ถังหายตกใจแล้ว สมองของเธอก็เริ่มทำงาน เธอเอ่ยตะกุกตะกัก “ตอน ตอนนั้นเธอเพิ่ง เพิ่งจะเก้าขวบเองนะ!”
อายุเก้าปีก็ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดแล้ว?
มุมมองเดิมที่มีต่อโลกใบนี้ของอวี้ถังถึงกับพังทลาย
ซือฝูชิง “…”
อายุเป็นข้อบกพร่องที่แก้ไม่ได้จริงๆ
เรื่องที่เธอฟื้นกลับมาเป็นวัยรุ่นอีกครั้งทำให้หลายเรื่องไม่สามารถอธิบายได้
“นักกีฬาอีสปอร์ตก็ฝึกฝนกันตั้งแต่ยังเด็กทั้งนั้น” ซือฝูชิงเริ่มพูดเหลวไหลด้วยหน้าตาจริงจัง “เธอลองดูทีมเยาวชนสิ พวกเขาเองก็อายุแค่สิบสี่สิบห้าปีกันทั้งนั้นไม่ใข่เหรอ นักกีฬาที่อายุน้อยที่สุดที่ลงแข่งระดับนานาชาติยังอายุแค่สิบหกปีเอง ฉันแค่มีพรสวรรค์มากกว่าพวกเขานิดนึงเท่านั้น”
“ว้าว!” อวี้ถังแววตาเป็นประกายด้วยความชื่นชม “งั้นชิงชิงก็สุดยอดมาก ทำไมเธอถึงได้เก่งอย่างนี้!”
ซือฝูชิงกุมศีรษะพลางถอนหายใจ รู้สึกระอาใจเล็กน้อย
โชคยังดีที่เมื่อเทียบกับซูยั่งแล้ว เธอสามารถหลอกถังถังได้ง่ายกว่าด้วยคำพูดเดียวกัน
เธอไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติมอีก
แต่ความจริงแล้วเธอเริ่มเล่นเกมคำสั่งสวรรค์ตอนอายุสิบแปดปีต่างหาก
อวี้ถังตบโต๊ะอย่างตื่นเต้น “วู้ๆๆ เดี๋ยวฉันจะต้องไปตอบพวกขี้อิจฉาพวกนั้นซะหน่อยว่าฉันนี่แหละแฟนของเทพ NINE!”
ซือฝูชิง “…”
อวี้ถังตอบกลับข้อความส่วนตัวที่ส่งมาด่าว่าเธอสองสามข้อความด้วยความพึงพอใจ แล้วค่อยเดินตามซือฝูชิงอย่างเบิกบาน
ทั้งสองฝึกกันอยู่ในป่านอกเมืองหลัก
หลังจากที่ฝึกกันไปครึ่งชั่วโมง ซือฝูชิงก็หยุดซ้อมและเดินไปรอบๆ แทน
จนกระทั่งเธอมาถึงข้างทะเลสาบที่อยู่ลึกเข้าไปในป่า
นักพิณชุดขาวเอนกายอยู่บนต้นหลิว ไม่รู้ว่าเขาออฟไลน์ไปแล้วหรือเปล่าเพราะไม่ขยับไหวติงเลย
ฉากที่คุ้นตานี้ทำให้ซือฝูชิงสั่นสะเทือนไปถึง DNA ทีเดียว
“ถังถัง เธอรอแป๊บนะ ฉันเห็นศัตรูแล้ว ฉันจะไปฆ่าเขาก่อน” เธอหรี่ตาลงเล็กน้อย “เดี๋ยวค่อยสอนเธอใหม่ถ้ามีเวลา”
แม้ว่าเธอจะเล่นกันไปแค่ครึ่งชั่วโมง อวี้ถังก็ยังพอใจมาก “ได้ ศัตรูของชิงชิงเป็นใครเหรอ”
“คนที่ใส่ชุดขาวถือพิณคนนั้นไง” ซือฝูชิงเริ่มกดคำสั่ง “ครั้งก่อนยังไม่ทันได้พูดได้จากัน เขาก็ฆ่าฉันเลย เธอคอยดูนะว่าฉันจะฆ่าเขากลับยังไง”
“เก้า?” อวี้ถังหันไปมอง “เฮ้อ เพราะอาเก้าเลย ฉันเห็นคำนี้ทีไรถึงได้หลอนทุกที”
“เจ้านายดีจะตาย อย่าเอาเขามาเทียบกับพวกชอบลอบโจมตีน่ารังเกียจคนนี้เลย” ซือฝูชิงกดสกิล “ฆ่าฉันจนต้องเสียของไปชิ้นหนึ่ง ฉันก็จะทำให้นายต้องเสียด้วย!”
บนหน้าจอ นักดาบชักดาบออกมาแล้วฟันไปที่นักพิณชุดขาว
ตูม!
นักพิณชุดขาวล้มลงกับพื้นทันที
อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่อยู่ข้างๆ ระเบิด
อวี้ถังใช้ตัวละครในเกมปรบมือให้กับซือฝูชิง เหนือศีรษะยังมีคำว่า ‘เยี่ยมมาก’ ปรากฏอยู่ด้วย
อวี้ซีเหิงออกมาจากห้องน้ำและเห็นภาพนั้นเข้า
“….”
เขาชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเห็นหมอยาที่ปรบมืออยู่ข้างๆ
ชื่อเล่นชัดเจนมาก
ดอกไห่ถัง
อวี้ถัง
อวี้ซีเหิงไม่สนใจศพของตัวละครตนเองที่นอนตายอยู่กลางฉาก เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรออก
น้ำเสียงของเขาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ “อวี้ถัง”
“อาเก้า!” อวี้ถังรีบปิดคอมพิวเตอร์ลงทันที “ฉันจะนอนเดี๋ยวนี้แหละ จะนอนแล้วค่ะ!”
“ต่อไปเล่นเน็ตให้ระวังคนในเน็ตไว้บ้าง” อวี้ซีเหิงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ก่อนจะคบเพื่อนให้รู้ที่มาที่ไปของอีกฝ่ายก่อน โดยเฉพาะเพศตรงข้าม
อย่าเห็นว่าตัวละครในเกมของเขาเท่แล้วจะคิดว่าตัวจริงของเขาจะเท่ไปด้วย อาจจะเป็นพวกเร่ร่อนล่องลอยก็ได้”
อวี้ถังงุนงง “???”
เธอทำอะไรในเน็ตเหรอ
อวี้ถังไม่เข้าใจท่าทีของอวี้ซีเหิงเลยจึงได้แต่ต้องน้อมรับคำเทศนาอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน “อาเก้า อาเก้าพูดถูกแล้ว ฉันจะต้องดูให้ดี ไม่ให้ใครมาหลอกให้รักหรือเอาเงินฉันได้แน่ๆ ค่ะ”
น้ำเสียงอวี้ซีเหิงนิ่งเรียบ “อืม ฉันไม่เชื่อไอคิวของเธอ”
อวี้ถังทั้งขุ่นเคืองทั้งเศร้าใจ “อาเก้า ถึงยังไงฉันก็ได้รับการตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยต้าซย่ารอบรับตรง อาจะมาดูถูกไอคิวของฉันได้ไง!”
ถ้าไม่ใช่เพราะเธอไม่อยากไปต่างประเทศ เธอก็คงร่วมการสอบระหว่างประเทศไปแล้ว
“ใครพูดอะไรเธอก็เชื่อทั้งนั้น” อวี้ซีเหิงเอ่ยเบาๆ “เธอเล่นเกมให้มันน้อยๆ ลงเสียหน่อย โดนหลอกแล้วยังไม่รู้ตัวอีก”
ขณะที่อวี้ถังรับปากแต่ในใจก็ยังไม่เชื่อฟังอยู่ดี “อาเก้าก็พักผ่อนดีๆ นะคะ”
เธอวางสาย
เฮอะ เธอไม่อยากจะบอกอาเก้าว่าไม่ว่าจะเป็นในเกมหรือในโลกแห่งความเป็นจริงชิงชิงนั้นคือเทพ เธอย่อมต้องมีเวลาส่วนตัวกับชิงชิงอยู่แล้ว
การสนทนาสิ้นสุด
ในที่สุดอวี้ซีเหิงก็มองไปที่คอมพิวเตอร์อีกครั้งและกดให้ตัวละครฟื้นคืนชีพ จากนั้นก็กดออกสกิลไปในเวลาเดียวกัน
ติ๊ง!
เสียงพิณดังขึ้นพร้อมเสียงของสายลม!
ซือฝูชิงที่จ้องมองศพบนพื้นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นตอนที่นักพิณฟื้นกลับมาและกำลังออกสกิล เธอจึงรู้ได้ทันที
ตูม!
คลื่นเสียงพิณปะทะกับคมดาบ
ใครก็ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้
สิบนาทีเต็มผ่านไป ซือฝูชิงก็ยังฆ่าอีกฝ่ายไม่ได้แม้เพียงครั้งเดียว
(ออนไลน์) NINE : [เด็กดี สู้กับฉันได้สูสีซะด้วย ใช้ได้นี่ วันนี้ดึกแล้ว พวกเราค่อยมาสู้กันใหม่ละกัน]
(ออนไลน์) เก้า : [เช่นกัน]
(ออนไลน์) เก้า : [ฉันขอเตือนอะไรเสียหน่อย ไม่ใช่ว่าแค่โชว์สกิลแล้วจะหลอกเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในเน็ตได้]
ซือฝูชิง “…”
เธอเจ้าชู้หว่านเสน่ห์แล้วจะทำไม
มีปัญหาอะไรงั้นเหรอ
หรือจะให้เธอเต๊าะผู้ชายอย่างจีสิงจือ?
เธอขอเต๊าะสาวดีกว่า
(ออนไลน์) NINE : [ฉันเข้าใจแล้วว่านายอิจฉาฉัน ดูสิแค่ชื่อนายก็ยังตั้งให้คล้ายกับของฉันเลย สงสัยว่าตอนที่ฉันห่างหายไป นายถึงจะโผล่มาล่ะสิ น่าเสียดายจริงๆ ที่พวกสาวๆ ชอบฉัน แล้วจะทำไม]
(ออนไลน์) เก้า : [นายดูไม่ค่อยมีสติ]
(ออนไลน์) NINE : [นายกำลังอิจฉาริษยาแหละ ฉันพูดกับนายไม่รู้เรื่อง ไปละ]
อันที่จริงนักพิณและหมอยาทั้งสองอาชีพมีสถานะไม่ค่อยต่างกันมากนัก พวกเขาเป็นอาชีพสายสนับสนุนช่วยเหลือเหมือนกัน
แต่หมอยายังสามารถปรุงยาพิษฆ่าคนได้ ส่วนนักพิณสามารถรักษาคนได้เท่านั้น
ผู้เล่นเกมที่สามารถใช้นักพิณต่อสู้ได้ถึงระดับนี้นับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ
ซือฝูชิงตัดสินใจที่จะสร้างบัญชีรองขึ้นมาอีกบัญชีเพื่อฝึกเล่นนักพิณ
รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
ในคฤหาสน์หลังเดียวกันแต่อยู่กันคนละชั้น
อวี้ซีเหิงที่อยู่ชั้นบนเองก็กดออกจากเกมด้วย
เขาขมวดคิ้วมุ่น
ชื่อเสียงของ NINE เขาย่อมเคยได้ยินมาไม่น้อย แต่ NINE ปรากฏตัวครั้งแรกเมื่อเก้าปีที่แล้ว
ตอนนี้ก็น่าจะอายุประมาณสามสิบปีแล้ว ซึ่งห่างจากอวี้ถังไปอีกรุ่น
เขาเองก็รู้ว่าคนในเกมจำนวนมากบูชาเทพ NINE จนอคติลำเอียงเยอะเกินไป
เขาคงต้องจับตาดูไว้ให้ดี
อวี้ซีเหิงวางแก้วลงบนโต๊ะ
โทรศัพท์มือถือของเขาพลันส่งเสียงดังขึ้น
หมายเลขโทรศัพท์ถูกเข้ารหัสไว้ หน้าจอของเขาว่างเปล่า
“อืม ฉันเอง” อวี้ซีเหิงพูดด้วยอารมณ์ที่มั่งคงไม่เปลี่ยน “ว่ามา”
“คืออย่างนี้ครับนายท่าน” ปลายสายอีกด้านของโทรศัพท์คือหัวหน้าฝ่ายสืบค้นที่กำลังพูดสายด้วยความเคารพ “พวกเราแอบคุ้มครองความปลอดภัยให้ผู้เฒ่ากู่เหวินจู๋อย่างลับๆ มาโดยตลอด แต่การรักษาความสงบที่เก๋อหลินเอินนั้นก็ดีมาแต่ไหนแต่ไร ผู้เฒ่ากู่ก็เลยปลอดภัยอย่างมาก
แต่ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ผู้เฒ่ากู่บินไปที่ต้าซย่าและนัดพบกับชวีหลิงอวิ๋นครับ”
เสียงของอวี้ซีเหิงสูงขึ้นเล็กน้อย “อ้อ?”
“จากที่ตรวจสอบมา ก่อนที่ผู้เฒ่ากู่จะออกเดินทาง ท่านได้ขอให้ T18 ของเราตรวจสอบที่อยู่ IP ของอีเมลหนึ่งให้” อีกฝ่ายยังคงพูดต่อไป “ซึ่งไม่สามารถยืนยันพิกัดที่แน่ชัดได้และไม่ทราบว่าใครเป็นคนส่งมากันแน่
แต่พวกเราคาดเดากันว่า คนที่รู้ที่อยู่อีเมลแอดเดรสของผู้เฒ่ากู่และสามารถทำให้เขาเคลื่อนไหวได้แบบนี้น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับอวิ๋นหลาน อาจเป็นไปได้ว่าอวิ๋นหลานกำลังจะกลับมา”
นัยน์ตาของอวี้ซีเหิงขยับไหวเล็กน้อย “อวิ๋นหลาน...”
ใช่ว่าเขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
เขามาถึงยุคสมัยหนึ่งพันห้าร้อยปีให้หลังนี้เมื่อสิบปีก่อนด้วยการฟื้นขึ้นมาที่บ้านตระกูลอวี้
สถานการ์ณคล้ายกับยุคก่อนไม่มีผิด
ครอบครัวขนาดใหญ่ ต่อสู้แย่งชิงกันไม่มีที่สิ้นสุด พี่น้องยังคงเข่นฆ่ากันเอง
หลังจากการสู้รบมาสิบกว่าปี สงครามสงบไปนานแล้วและที่นี่ก็ไม่ใช่ยุคสมัยของราชวงศ์ต้าซย่า เขาจึงไม่มีความสนใจที่จะต่อสู้แย่งชิงอะไรอีก แค่ต้องการค้นหาและรวบรวมคนบางคนเท่านั้น
เขาสร้างหลิงขึ้นในภายหลังเพื่อให้ตนรับรู้ข่าวสารระหว่างประเทศ
แม้ว่าเขาจะไม่ได้นั่งบัลลังก์เป็นฮ่องเต้แล้วแต่อวี้ซีเหิงก็ยังเคยชินกับการควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ไว้ในมือตนเอง
แม้จะไม่ได้สนใจเรื่องศิลปะการแสดงแต่เขาเคยได้ยินชื่อเสียงของอวิ๋นหลาน
ราชาและราชินีจอเงินระดับนานาชาติมีจำนวนมากมายขนาดนั้น แต่ในแง่ของทักษะการแสดงแล้ว อวิ๋นหลานถือเป็นอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน
เนื่องจากในหนังใหญ่เรื่องหนึ่งของเก๋อหลินเอิน ราชาและราชินีจอเงินจำนวนหนึ่งต้องคัทและแสดงใหม่ตั้งสิบกว่ารอบเมื่อต้องเข้าฉากกับเธอและเกือบจะไม่ผ่านเสียแล้ว
การออกจากวงการของเธอทำให้แฟนๆ นับไม่ถ้วนรู้สึกเสียดาย
“อืม” อวี้ซีเหิงพยักหน้าแผ่วเบา “เช่นนั้นก็ไปสืบดู”
“ครับ” หัวหน้าฝ่ายสืบค้นรับคำด้วยความเคารพ “พวกเราต้องสืบแน่อยู่แล้วครับแต่จะต้องพบกับพวก T18 อีกแน่ๆ ผมว่าพวกเขาต่างหากที่เป็นพวกชอบใช้ความรุนแรง! นายท่าน พวกเราจะต้องฝึกคนเพิ่มและต้องกำราบพวกมันให้ได้ในไม่ช้าก็เร็ว!”
ว่ากันว่าลูกน้องนั้นเหมือนเจ้านาย ดังนั้นจึงพูดได้แค่ว่า T18 นั้นเหมือนกันไปหมดทั้งผู้นำและลูกน้อง คือเป็นพวกบ้าคลั่งชอบใช้ความรุนแรง
อวี้ซีเหิงเท้าศีรษะพลางยกยิ้ม “T18 เองก็คงคิดเช่นนี้”
หัวหน้าฝ่ายสืบค้นสำลักไปครู่หนึ่ง “งั้นก็อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขไปก่อน ดึกแล้ว ผมไม่รบกวนนายท่านแล้วครับ”
เขาวางสายและกลับไปทำงาน
**
เก้าโมงเช้าวันถัดมา
เจียงฉังหนิงเดินออกจากโรงแรม
ซือฝูชิงไม่กลับมาทั้งคืนจริงๆ ด้วย
เธอเริ่มจะคิดอย่างจริงจังว่าเจ้านายของซือฝูชิงนั้นเป็นคนแบบไหนกันแน่ถึงได้ปล่อยให้เด็กสาวที่เพิ่งจะบรรลุนิติภาวะได้ไม่นานทำงานทั้งคืนอย่างนี้
“ฉังหนิง ทำไมมาคนเดียวล่ะ ซือฝูชิงไม่มาด้วยเหรอ” เด็กสาวข้างๆ เฉินเสี่ยวซือยิ้มเสแสร้งออกมาอีกครั้ง “พวกเธอสนิทกันออกอย่างนั้น ทำไมถึงได้แยกกัน หรือว่าเมื่อคืนซือฝูชิงไม่ได้กลับมา”
เจียงฉังหนิงมีนิสัยเย็นชาคร้านจะสนใจมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว เธอจึงเดินผ่านไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เด็กสาวถูกเมินใส่แบบนี้จึงไม่สามารถรักษาใบหน้ายิ้มแย้มเอาไว้ได้อีก
“ไม่ต้องไปสนใจพวกคนจนอวดดีหรอก” เฉินเสี่ยวซือหยิบลิปสติกออกมา “ยังคิดที่จะไปญาติดีกับเจียงฉังหนิงอีกเหรอ เราออกจะพูดดีด้วยแต่มาทำเย็นชาใส่แบบนี้ ไม่รู้ว่าสูงส่งมาจากไหน ที่บ้านมีเงินหรือว่ามีอำนาจหรือไง”
เด็กสาวถากถาง “ที่จริงพี่เฝิงก็อยากจะปั้นเจียงฉังหนิงให้ดีแต่เธอดันไม่ได้สนใจอะไรเลย ถ้าจะพูดให้น่าฟังหน่อยก็เป็นพวกชาวพุทธที่ดูปล่อยวาง”
แต่คนที่เข้าวงการบันเทิงคนไหนบ้างที่จะไม่มีใจทะเยอทะยาน?
เจียงฉังหนิงเป็นพวกนอกคอกจริงๆ
เนื่องจากครั้งนี้เป็นงานกลุ่ม เทียนเล่อมีเดียจึงส่งผู้ช่วยพี่เลี้ยงหลายคนมาดูแล
รถมาถึงสถานที่จัดงานในสามสิบนาทีต่อมา
รอบข้างมีเรือนสี่ประสาน[1]หลายหลัง
เมืองมั่วในฐานะที่เป็นเมืองหลักของจงโจวได้อนุรักษ์อาคารหลายหลังที่เหลือมาจากสมัยราชวงศ์ต้าซย่าจึงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาที่นี่เพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึก
“ขอให้ทุกท่านเตรียมตัวให้พร้อม เราจะเริ่มถ่ายเก็บภาพเบื้องหลังเล็กๆ น้อยๆ กันตอนเก้าโมงสิบนาที” ทีมงานคนหนึ่งเดินเข้ามา “นี่คือชุดหูฟัง ภาพเบื้องหลังจะเป็นการถ่ายทอดสด อุปกรณ์กำลังเตรียมเรียบร้อยแล้ว”
“ทำไมถึงมีการถ่ายภาพเบื้องหลังด้วยล่ะ” เฉินเสี่ยวซือนิ่วหน้า “ในบรีฟงานก็ไม่ได้ระบุไว้นี่ ถ้าจะไลฟ์สดก็ต้องบอกกันก่อนล่วงหน้าสิ”
หากเป็นการอัดและตัดต่อเพื่อไปออกอากาศทีหลังยังสามารถตัดต่อเอาส่วนที่เธอบกพร่องทำไม่ดีออกไปได้
แต่หากการถ่ายทอดสดแพร่ภาพไม่ดีบางอย่างออกไปล่ะจะทำอย่างไร
“อ่า…ก็คุณซือมาด้วยไม่ใช่เหรอครับ” ทีมงานท่าทางตื่นเต้น “ตอนนี้คุณซือดังมาก พวกเราต้องถ่ายภาพเบื้องหลังเพิ่มเติมเพื่อเรียกกระแสอยู่แล้ว เฮ้อ ตอนนี้อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยดีกว่า ผมจะไปขอลายเซ็นคุณซือก่อนสักใบ!”
เขาเดินไปพลางพึมพำไปพลางอย่างมีความสุข “คุณซือดีจริงๆ เอารูปพร้อมลายเซ็นมาตั้งเยอะขนาดนั้น ต้องรีบไปแล้ว”
ในตอนนั้นเองที่เฉินเสี่ยวซือพบว่าตรงด้านหน้ามีคนมากมายกำลังห้อมล้อมคนคนหนึ่งอยู่
ก็คือซือฝูชิง
เธอแต่งตัวธรรมดามาก แต่งหน้าบางจนเหมือนไม่แต่ง มีแค่ทาอายแชโดว์และลิปสติกสีอ่อนเพื่อเพิ่มสีสันเล็กน้อยเท่านั้น
เฉินเสี่ยวซือกำมือแน่น
ซือฝูชิง ซือฝูชิงอีกแล้ว!
เธอกลับหวังว่าซือฝูชิงจะต้องหน้าหนาเป็นพวกพังก์ร็อกไปตลอด
“วงบอยแบนด์ D6 ล่ะ?” เฉินเสี่ยวซือข่มอารมณ์ก่อนจะเรียกทีมงานเข้ามาถามด้วยรอยยิ้ม “พวกเราจะต้องทำงานร่วมกับพวกเขาไม่ใช่เหรอ”
หลังจากกระแสไอดอลเริ่มขึ้น บริษัทตัวแทนหลายแห่งก็กำลังสร้างวงบอยแบนด์และเกิร์ลกรุ๊ปต่างๆ ขึ้นมา พวกที่กลับประเทศมาก็มีไม่น้อย
วงบอยแบนด์ D6 ที่กำลังดังระบิดอยู่ในขณะนี้เป็นวงของผู้ชายที่ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมดหกคน
“พวกเขาน่าจะมากันหลังสิบโมงครับ” ทีมงานดูเวลา “แต่กัปตันและรองกัปตันอาจจะไม่มาเพราะถึงยังไง…”
เขาหยุดไปเล็กน้อยและก็ไม่ได้พูดต่อ
เพราะถึงยังไงเมิ่งเสวี่ยกัปตันของวงเกิร์ลกรุ๊ปก็ไม่ได้มาเหมือนกัน
“ไม่เป็นไร” เฉินเสี่ยวซือเข้าใจได้ “งั้นพวกเราถ่ายทำเบื้องหลังพวกนี้เสร็จแล้วจะตามไปสมทบกับพวกเขา”
สมองของเธอเริ่มที่จะวางแผนการแล้วว่าในช่วงเวลาสั้นๆ นี้จะสร้างความสัมพันธ์กับสมาชิกสักคนในวง D6 อย่างไร จากนั้นก็สร้างเรื่องคู่จิ้นขึ้นมาสักหน่อย ความนิยมของเธอจะต้องกลับมาเหนือว่าซือฝูชิงได้อย่างแน่นอน
เก้าโมงสิบนาทีแล้ว อุปกรณ์ถ่ายทำเตรียมพร้อม
ช่างภาพแพนกล้องก่อนจะนิ่งงันไป “คุณซือล่ะ”
“อยู่ตรงนั้น!” มีผู้ชายสายตาดีบอกอย่างไม่แน่ใจนัก “เหมือนกำลังดูคนแก่เดินหมากอยู่หรือเปล่าครับ”
ช่างกล้อง “???”
เขาเดินไปพร้อมกับทีมงานถ่ายทำและพบว่าซือฝูชิงกำลังดูชายชราสองคนเล่นหมากกันอยู่อย่างตั้งใจอย่างที่คิดไว้จริงๆ
เฉินเสี่ยวซือย่อมไม่ยอมปล่อยโอกาสที่จะได้ซีนให้ผ่านไปอยู่แล้ว
เธอก้าวเข้าไป “ฝูชิงเล่นเป็นเหรอ ตั้งใจดูซะขนาดนี้”
“ก็พอได้” ซือฝูชิงกอดอกก้มหน้า “ดูมากๆ เข้าก็เล่นเป็นแล้ว”
เธอมักจะดูศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่แปดเดินหมากกันบ่อยๆ
ตั้งแต่หมากรุกไปจนถึงหมากล้อม โกโมคุเรียงห้า ขนาดหมากรุกก็ยังมี
ผู้ชายสองคนที่ยังหนุ่มแน่นใช้ชีวิตเหมือนกับชายชราในบั้นปลายชีวิตไม่มีผิด
ขนาดมดที่เดินผ่านไปมาเห็นแล้วยังต้องส่ายหัว
“ดูมากๆ เข้าก็เล่นเป็นแล้ว?” เฉินเสี่ยวซือยิ้มซ่อนความหมาย “ทำไมฉันถึงไม่รู้ว่าเธอเล่นหมากรุกได้ด้วย ฝูชิง พวกเราอยู่วงเดียวกัน อย่าโกหกอะไรแบบนั้น”
มีแฟนๆ หลายคนหลั่งไหลเข้ามาดูในห้องถ่ายทอดสดแล้ว
[เฉินเสี่ยวซือคนจริง ฉันรักเลย]
[พูดกันตามจริง ไอดอลก็มักจะวุ่นวายแต่กับการรักษาหุ่น จะเอาเวลาที่ไหนมาศึกษาเรื่องเดินหมากอะไรพวกนี้ได้อีก]
[ขำจริงๆ เธอจะมาเสแสร้งอะไรต่อหน้าสมาชิกในวงเดียวกันอย่างนี้ แป๊บเดียวหน้าแหกแล้ว]
[ทำไมล่ะ ชิงชิงบอกว่าเข้าใจก็แปลว่าเข้าใจสิ พวกเธอจะมาพูดไร้สาระทำไม]
[ถ้าเธอเล่นหมากได้จริงๆ ฉันจะบิดหัวลงมาเลย]
“งั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นฝูชิงก็เก่งจริงๆ แค่ดูก็เล่นเป็นแล้ว” เฉินเสี่ยวซือยิ้มกว้าง “ถ้าอย่างนั้นเธอก็ต้องรู้แน่เลยว่าต่อไปต้องเดินไปไหนต่อ”
ซือฝูชิงเงยหน้าขึ้น
“คุณตาคะ หนูว่าคุณตาดูท่าทางลำบากอยู่นานแล้ว” เฉินเสี่ยวซือก้าวเข้าไปอีกก้าวและพูดพร้อมรอยยิ้ม “เพื่อนของหนูเล่นหมากรุกเก่งมาก ให้เธอลองหน่อยดีกว่ามั้ยคะ”
ชายชรากำลังคิดหนักว่าจะล้มกระดานหมากอย่างไรดี
[1]เรือนสี่ประสาน หรือ ซื่อเหอย่วน เป็นรูปแบบของบ้านที่มีอาคารล้อมลานกลางบ้านทั้งสี่ทิศ