เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 52 ความจริง! แขกของเก๋อหลินเอิน
คลิปวิดีโอมีความยาวเพียงสิบวินาที
แต่มันบันทึกภาพเหตุการณ์ทุกขั้นตอนตั้งแต่ที่ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา หมดสติ แล้วถูกมือของคนหนึ่งพยุงขึ้นมา
ตั้งแต่ระยะไกลมาเป็นใกล้ นอกจากการปกปิดใบหน้าเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ที่เหลือก็ชัดเจนมาก
มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นการชนหรืออาการเจ็บป่วย
รูม่านตาของสวีรั่วถงหดเล็กลงอย่างกะทันหัน แต่ก่อนที่เธอจะรู้สึกตัว ข้อความที่สามในเวยปั๋วก็ปรากฏ
ซือฝูชิง : [รบกวนรับผิดชอบคำพูดของตัวเองตามกฎหมายด้วย แล้วฉันจะรอ @สวีรั่วถง]
เมื่อสวีรั่วถงเห็นประโยคนี้ สีหน้าของเธอก็ซีดลงทันที มือไม้สั่นเทา เธอกำลังจะรีบลบโพสต์บนเวยปั๋ว
แต่ที่แปลกคือเวยปั๋วของเธอดูเหมือนจะถูกล็อคไว้ ไม่ว่าเธอจะคลิกกี่ครั้ง ก็ไม่สามารถลบมันได้
ในขณะเดียวกันรายการค้นหายอดนิยมใหม่ก็ปรากฏขึ้น
#ซือฝูชิง #ชนคนแล้วหนี
เดิมทีข้อความแรกที่ติดอันดับการค้นหายอดนิยมเป็นข้อความของแอนตี้แฟน แต่ตอนนี้มันกลายเป็นเวยปั๋วของบุคคลที่เกี่ยวข้อง
เมื่อชาวเน็ตคลิกเข้าไปก็จะเห็นคลิปสั้นที่ซือฝูชิงโพสต์ไว้
[คดีคลี่คลายแล้ว ซือฝูชิงช่วยคนชัดๆ? คนที่บอกว่าชนแล้วหนีไม่มีสมองเหรอไง]
[สวีรั่วถงนี่คือใครเหรอ ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย นางแบบปลายแถว? รีบออกมาตอนนี้ทำไม]
[บี๊บๆ สวีรั่วถงกับหลินชิงเหยียนรู้จักกัน ฉันคิดว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับหลินชิงเหยียนแน่นอน]
[หุบปากเลย เกี่ยวอะไรกับชิงเหยียนด้วย! ถ้าเปรียบเทียบคุณสมบัติและสถานะแล้ว ซือฝูชิงไม่คู่ควรที่จะยกรองเท้าของชิงเหยียนด้วยซ้ำ]
ทันทีที่คลิปวิดีโอของซือฝูชิงเผยแพร่ออกไป ข้อความเวยปั๋วของสวีรั่วถงก็กลายเป็นเรื่องตลกทันที
เธอมองดูชาวเน็ตหลั่งไหลเข้ามาในเวยปั๋วของเธอมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยสายตาแตกสลายเล็กน้อย พวกเขาล้อเลียนเธอว่าแต่งเรื่องขึ้นมาจากภาพถ่ายเพียงภาพเดียว และด่าว่าเธอเกาะกระแส
เธอน่ะเหรอต้องการเกาะกระแสของซือฝูชิง?
ล้อเล่นอะไรกัน!
แต่ทำไมเธอถึงลบโพสต์บนเวยปั๋วนี้ไม่ได้!
แต่เธอจะลบมันได้หรือไม่ก็ไม่สำคัญแล้ว เนื่องจากสำนักข่าวมากมายล้วนแคปภาพหน้าจอเวยปั๋วของเธอไว้แล้ว
มือของสวีรั่วถงยิ่งสั่นอย่างรุนแรงขึ้น สีหน้าของเธอซีดกว่าเดิม
เธอคว้าโทรศัพท์เพื่อโทรหาหลินชิงเหยียนด้วยตัวอันสั่นเทา “ชิงเหยียนช่วยฉันด้วย! เธอต้องช่วยฉันนะ!”
“รั่วถง ทำไมเธอถึงทำอะไรหุนหันพลันแล่นแบบนี้” หลินชิงเหยียนถอนหายใจ “เธอถึงขนาดพูดว่าจะรับผิดชอบตามกฎหมาย ฉันจะช่วยเธอได้ยังไงล่ะทีนี้”
สวีรั่วถงรู้สึกเสียใจเช่นกันที่ตนเองใช้คำพูดรุนแรงอย่างนั้นเพื่อจัดการซือฝูชิง ริมฝีปากของเธอสั่นเทา “แล้วฉันควรทำยังไงดี”
หรือว่าเธอจะต้องรับผิดชอบคำพูดตามกฎหมายจริงๆ?
“ขอโทษก่อนแล้วบอกว่าเธอไม่รู้เรื่อง เธอแค่อยากแสดงความกล้าหาญเท่านั้น” หลินชิงเหยียนพูด “ทำให้พวกแฟนๆ สงบลงก่อน แล้วก็ทำให้ตัวเองอยู่ในฐานะผู้เสียหาย”
สวีรั่วถงเสียงแหลมขึ้นมาทันที “จะให้ฉันขอโทษซือฝูชิง? เป็นไปไมได้!”
หลินชิงเหยียนหลุดหัวเราะ “มันเป็นการขอโทษต่อชาวเน็ต จะขอโทษอะไรซือฝูชิงล่ะ แต่ฉันต้องการให้เธอเลิกติดตามเรื่องนี้ ไม่ต้องกังวล ฉันช่วยเธอได้”
แล้วสวีรั่วถงก็สงบลงได้ในที่สุด เธอพยายามทำจิตใจให้มั่นคง “ตกลง ฉันจะถามผู้จัดการของฉันดู”
ในเวยปั๋วยังมีชาวเน็ตที่รอชมเรื่องสนุก
[เดี๋ยวนะ! มีแต่ฉันคนเดียวหรือเปล่าที่เห็นว่าในภาพของสวีรั่วถงนั่นซือฝูชิงไม่ได้แต่งหน้า?]
[ฉันเห็น ฉันเห็น แต่มันไกล แถมเธอยังสวมหน้ากากด้วย มองอะไรไม่ชัดเลย แต่ตาของเธอสวยมาก!]
[พอเถอะ มีหลายคนเลยนะที่สวมหน้ากากแล้วสวย แต่พอถอดหน้ากากออกแล้วดูไม่ได้ ถ้าซือฝูชิงสวยจริง แล้วเธอจะแต่งหน้าไปทำไม?]
[ถูกต้อง ถ้าฉันหน้าตาดี ฉันก็คงจะออกไปไหนมาไหนหน้าสดทุกวัน]
ชาวเน็ตกินเผือกเสร็จแล้วก็แยกย้ายกันไป
บนคอมพิวเตอร์ของซือฝูชิง ตัวอักษรหยุดเลื่อนและรหัสสิ้นสุดลง
เธอไม่สนใจข้อความส่วนตัวที่แฟนๆ ของสวีรั่วถงส่งมาเป็นการส่วนตัวอย่างบ้าคลั่ง ลูบคางของตัวเองอย่างครุ่นคิด “ที่แท้ฮอตเสิร์ซนี่สามารถติดอันดับสูงสุดของเวยปั๋วได้ ถ้าปล่อยที่ตรงนี้โฆษณาได้น่าจะทำเงินได้มากเลยนะเนี่ย”
แม้ว่าเธอจะไม่มีแฟนคลับ แต่เนื่องจากเธอมีแอนตี้แฟนมากเกินไป ชาวเน็ตที่รู้จักเธอจึงมีมากกว่าสวีรั่วถงมาก
ไม่รู้เธอควรจะดีใจหรือกังวลใจดี
เจียงฉังหนิงโทรศัพท์มาพอดี น้ำเสียงของเธอทุ้มต่ำ “ซือฝูชิง เธอไม่เป็นไรใช่มั้ย”
ถ้าเธอไม่ได้เล่นอินเทอร์เน็ต เธอคงไม่รู้ว่าการที่พวกเธอพาคนที่พบข้างถนนไปส่งที่โรงพยาบาลจะกลายเป็นเรื่องแบบนี้ไปได้
“เรื่องเล็กน่ะ” ซือฝูชิงปิดพับจอคอมลง “นี่ก็เกือบจะเรียบร้อยแล้ว ทางเธอไม่มีปัญหาอะไรใช่มั้ย”
ตอนนั้นเจียงฉังหนิงเองก็กลัวว่าจะเป็นการจัดฉากเพื่อสร้างสถานการณ์และเรียกร้องความรับผิดชอบจึงได้อัดคลิปวิดีโอเอาไว้
เดิมทีเธอไม่ได้ตั้งใจจะปล่อยมันออกมา แต่มีคนส่งมาให้เธอก่อน
“ไม่มี” เจียงฉังหนิงขมวดคิ้ว “ไม่มีใครตามหาฉันเลย ทำไมมีแต่เธอล่ะ”
“ฉันพอเดาได้บ้าง แต่ยังต้องยืนยันอีกหน่อย คำนวณดูแล้วฉันคิดว่าพรุ่งนี้คนไข้น่าจะฟื้นแล้วมั้ง ฉันจะไปดูสักหน่อย” ซือฝูชิงยืดเอวช้าๆ “ฉันไปดูนักเรียนก่อนนะ ค่อยคุยกัน”
เธอวางสาย เงยหน้าขึ้นมองสวี่ซีอวิ๋นที่กำลังมองเธออย่างประหม่า
“มองฉันทำไม” ซือฝูชิงเตะเขา “รีบไปฝึกเลย ฉันยังไม่เดือดร้อน แล้วนายจะกังวลอะไร”
สวี่ซีอวิ๋นเกาศีรษะตัวเอง “ฮ่องเต้ยังไม่กังวล แต่ขันทีกลับกังวล?”
ซือฝูชิงปรบมือให้เขา “ใช้ได้นี่ นายก็ชอบด่าตัวเองด้วย เรื่องอื่นไม่ได้จากฉันไป แต่กลับเลียนแบบเรื่องนี้ได้เร็วเลยนะ”
สวี๋ซีอวิ๋น “…”
เขาไม่ได้อยากได้อะไรแบบนี้สักหน่อย
“พรุ่งนี้ฉันจะไปโรงพยาบาลหน่อย” ซือฝูชิงจัดทรงผมตัวเองเล็กน้อยแล้วบิดขี้เกียจ “ตอนเช้าให้พวกนายฝึกกันเอง มะรืนค่อยมาเลือกเพลงกัน หัวข้อออกมาแล้ว
ฉันดูแล้ว คิดว่าพวกนายสามารถเลือกเพลง ’In Paradise’ ได้ สไตล์ของเพลงนี้ค่อนข้างมืดมน ตอนแสดงสามารถแต่งหน้าให้โดดเด่นสะดุดตาเพื่อที่คนดูจะได้จำพวกนายได้”
เด็กฝึกรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่ได้ยินอย่างนั้น
“สมกับเป็นเมนเทอร์ซือจริงๆ” เซี่ยอวี้ค่อยๆ คลี่ยิ้ม “บทจะเอาจริงก็เลือกเพลงที่ยากที่สุดในทั้งหมดเก้าเพลงเลย”
“ใช่ เพลงนี้ยาก” เด็กฝึกคนหนึ่งพูดอย่างอ่อนแรง “มีท่อนแร็พในท่อนไคลแมกซ์ ถ้าไม่มีพื้นฐานที่ดีก็จะตามจังหวะไม่ทัน”
“ยาก?” ซือฝูชิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาจิ้งจอกหรี่ลง “นายคิดว่าเพลงนี้ยาก แล้วนายยังอยากไปเก๋อหลินเอิน? ในเก๋อหลินเอินนี่ถือเป็นเพลงพื้นฐานเลยนะ”
“แม้ว่าผมอยากไปจริงๆ” สวี่ซีอวิ๋นรู้สึกเสียกำลังใจเล็กน้อย “แต่ผมก็รู้ตัวดีว่าสถานที่อย่างเก๋อหลินเอินคงไม่ใช่ที่ที่คนตัวเล็กๆ อย่างผมจะเข้าไปได้”
ซือฝูชิงเท้าคางพร้อมเลิกคิ้ว “ถ้าเผื่อเป็นไปได้ล่ะ?”
สวีซีอวิ๋ยอ้าปากค้าง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
ในต้าซย่า นอกจากอวิ๋นหลานกับชวีหลิงอวิ๋นแล้ว ใครจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นแขกของเก๋อหลินเอินได้?
น่าเสียดายที่คนหนึ่งวางมือไปหลายปีแล้ว ส่วนอีกคนก็ลึกลับหาตัวได้ยาก
พวกเขาไม่ใช่คนที่จะเข้าถึงได้ง่าย
แม้ว่าศิลปินที่เหลือจะเคยไปที่เก๋อหลินเอิน แต่พวกเขาก็ไม่ได้อยู่ในวงใน
จนทำให้ต่างชาติดูถูกต้าซย่าอยู่เสมอ
“ตรงกันข้ามผมกลับคิดว่าการเลือก ‘In Paradise’ เป็นการเลือกที่ดีมาก” เซี่ยอวี้หยุดไปครู่หนึ่ง “คงไม่มีใครมาแย่งเพลงนี้กับเรา พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องกังวล”
ในการดวลกันแบบกลุ่ม บางเพลงก็ง่าย บางเพลงก็ยาก
ดังนั้นกลุ่มเล็กๆ จะจัดการแข่งขันกันและฝ่ายที่ชนะจะมีสิทธิ์เลือก
รายการแข่งขันออกมาแล้ว คือการแข่งผลัดระหว่างว่ายน้ำกับวิ่ง
“ใช่” ซือฝูชิงไม่ร้อนใจ “ฉันดูแล้ว นอกจากเซี่ยอวี้ก็ไม่คิดว่าสมรรถภาพทางกายของใครจะดีมาก เพราะฉะนั้นตอนแข่ง พวกนายก็แข่งๆ ไปเถอะ”
สวี่ซีอวิ๋น “…”
เกลียด!
เขาจะกลับไปฝึกยกน้ำหนักและจะต้องเพิ่มกล้ามเนื้อให้ได้!
สวี่ซีอวิ๋นหันหน้าไป “พี่เซี่ย ผมอยากออกกำลังกายกับพี่”
“ได้สิ” เซี่ยอวี้ตบฝุ่นบนเวทีอย่างไม่ใส่ใจ “พรุ่งนี้ตื่นตีสี่ครึ่ง แล้วออกไปวิ่งกับฉันสิบโล”
สวี่ซีอวิ๋น “…”
รบกวนแล้ว
เขาเขยิบตัวออกไปอย่างแผ่วเบา
**
ตอนเที่ยงซือฝูชิงไปที่โรงอาหาร
เธอคุ้นเคยกับการนั่งริมหน้าต่างและชมวิว จึงไม่กลับไปกินข้าวเย็นที่ห้องพักผ่อนของเมนเทอร์
เห็นได้ชัดว่าเด็กฝึกรู้เรื่องตลกของวันนี้ พวกเขามองไปที่ซือฝูชิงบ่อยๆ
จนกระทั่งมู่เหยี่ยร้องทักเสียงดัง “สวัสดีครับเมนเทอร์หลิน”
หลินชิงเหยียนทักทายพวกเขาด้วยรอยยิ้ม และเดินตรงไปยังที่นั่งริมหน้าต่าง
ซือฝูชิงหลับตาพริ้มกินไก่ทอดโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง
“ซือฝูชิง คุณรู้หรือยังน่ะว่าจะต้องออกจากรายการ” หลินชิงเหยียนยืนอยู่ข้างเธอ “คุณคิดว่าเรื่องกระจ่างแล้ว รายการก็จะไม่ไล่คุณออกไปอย่างนั้นเหรอ คุณสร้างความเสียหายให้รายการมากตั้งขนาดไหน”
วงการบันเทิงหรือจะมีความยุติธรรม สำหรับคนที่ไม่มีภูมิหลังและคนสนับสนุนแล้ว แค่หาข้ออ้างอะไรมาสักอย่างก็พอ
ซือฝูชิงเช็ดมือช้าๆ “ดูเหมือนว่านอกจากจะไร้ยางอายแล้ว คุณยังไม่อยากมีขาด้วย”
เธอหัวเราะอย่างเกียจคร้าน “ฉันช่วยคุณหักขาดีไหม”
เธอหยิบตะเกียบขึ้นมาเทียบดูและดูเหมือนจะพบตำแหน่งที่เหมาะสม
รอยยิ้มของหลินชิงเหยียนชะงัก ความเย็นที่น่าขนลุกพุ่งตรงไปที่หน้าผากของเธอ
แม้เสียงการสนทนาของทั้งสองจะไม่ดังไม่เบา แต่ก็ดึงดูดความสนใจของเด็กฝึกคนอื่นๆ ได้
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ยินเนื้อหาว่าพวกเธอคุยอะไรกัน แต่มู่เหยี่ยและลู่เยี่ยนก็มองมาทันที
“ก็ได้ พวกเรามาถอยกันคนละก้าว” หลินชิงเหยียนพยายามสงบสติอามรณ์ พูดเสียงเรียบ “คุณปล่อยเรื่อวรั่วถงไป แล้วฉันจะพูดกับทางรายการให้เก็บคุณไว้ ตกลงไหม”