เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 72 เอาให้เละสักรอบ
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบ การกระทำของทุกคนต่างหยุดชะงัก
“เร็วดีนี่” ซือฝูชิงยืดเอว ดวงตาที่สะลึมสะลือพลันเบิกกว้าง “เข้ามาได้”
ประตูถูกเปิดออก จากนั้นก็มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามา
เขาสวมชุดสูท ผมถูกหวีเซ็ทไปด้านหลัง สวมแว่น ดูเป็นคนสุขุมจริงจังมาก
ถึงแม้เห็นว่ามีคนอยู่มากมาย ทว่าชายกลางคนผู้นี้ไม่มีท่าทีตื่นตระหนกเลยสักนิด
เขาแค่กวาดตามองแวบหนึ่งก่อนเดินรุดหน้าเข้าไปหาซือฝูชิงอย่างแม่นยำ จากนั้นก็ส่งแฟลชไดรฟ์ไปให้
“คุณซือ นี่เป็นกล้องวงจรปิดที่คุณต้องการ” ชายกลางคนพูดอย่างนอบน้อม “ไม่ใช่แค่ห้องแต่งหน้า แต่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าและลานแข่งขันถูกรวมอยู่ในนี้ทั้งหมดแล้วครับ”
“เหนื่อยแย่เลย” ซือฝูชิงพยักหน้าขอบคุณ “ลำบากคุณแวะมาจริงๆ”
“คุณซือเกรงใจกันเกินไปแล้ว” ชายวัยกลางคนคลี่ยิ้ม “ก็แค่คลิปกล้องวงจรปิด ไม่ใช่ความลับอะไร”
เขาเงยหน้าพินิจมองหญิงสาวอย่างละเอียด แต่เขาก็มองหาเหตุผลอะไรไม่ได้เลยจริงๆ
สุดท้ายก็ได้แค่ข้อสรุปว่าเป็นคนที่มีฝีมือการแต่งหน้าห่วยแตกมากคนหนึ่งเท่านั้น
แน่นอนว่าเรื่องความชอบของเจ้านายไม่ใช่เรื่องที่เขาจะก้าวก่ายได้
คงมีความสามารถพิเศษอะไรบางอย่างล่ะมั้ง
ชายกลางคนผู้นี้นึกค้านในใจ ทว่าใบหน้ายังคงฉีกยิ้มตามมารยาท จากนั้นถึงเดินออกไป
บรรยากาศตึงเครียดเลยค่อยๆ คลายลงไม่น้อย
โปรดิวเซอร์หันไปมองพนักงานที่เดินตามเข้ามาพลางมุ่นคิ้วถาม “เกิดอะไรขึ้น”
พนักงานปาดเหงื่อ เวลานี้ถึงผ่อนลมหายใจ “เมื่อ…คนเมื่อครู่หยิบนามบัตรของสมาคมกีฬาระดับประเทศขึ้นมา บอกว่าเอาของสำคัญมาส่ง พวกเราเลยพาเข้ามาครับ”
โปรดิวเซอร์เผยท่าทีตกใจ “สมาคมกีฬาระดับประเทศเหรอ”
งานกีฬาซีโจวย่อมจัดขึ้นโดยสมาคมกีฬาระดับประเทศ
เมืองหลินเป็นศูนย์กลางของซีโจว ทางสมาคมกีฬาระดับประเทศย่อมใช้สนามกีฬาใหญ่ๆ หลายแห่ง แถมเข้มงวดกับการเข้าออกของทุกคนอย่างมาก
พวกเขาไม่มีทางยื้อแย่งอะไรจากคนของสมาคมกีฬาได้ ยิ่งไปกว่านั้นวงการบันเทิงกับวงการกีฬาก็อยู่กันคนละสายงานกัน ดังนั้นการขอวิดีโอจากกล้องวงจรปิดจึงยิ่งเป็นเรื่องยาก
แต่เวลานี้ คนของสมาคมกีฬาระดับประเทศกลับเอาวิดีโอจากกล้องวงจรปิดมาส่งให้ถึงที่
แถมเร็วมากด้วย
ชั่ววินาทีนั้นสายตาของทุกคนก็เปลี่ยนไป
หลินชิงเหยียนตกใจหน้าเหวอ ในหูพลันมีเสียงวิ้งๆ ดังก้อง
ตอนนี้สมาคมกีฬาถือว่าเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ใหญ่ที่สุดในต้าซย่า ถึงแม้นักกีฬาจะเข้าสมาคมไปได้ไม่นาน แต่ก็สามารถคว้ารางวัลมาได้แล้ว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนในนั้น เพราะล้วนเป็นนักกีฬาที่คว้ารางวัลชนะเลิศเหรียญทองในงานกีฬาระดับนานาชาติมาแล้วทั้งสิ้น
ถึงแม้จะเป็นผู้บริหารเบื้องหลัง แต่ศักยภาพก็ไม่ธรรมดาเลย
มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นระดับหัวกะทิของสมาคมและผ่านสนามระดับนานาชาติมาแล้วเมื่อหลายสิบปีก่อน เพียงแต่พอเกษียณแล้วว่างงานเลยเอาเวลามาดูแลพวกเด็กรุ่นหลังๆ
ซือฝูชิงรู้จักคนในสมาคมกีฬาระดับประเทศเลยเหรอ!
เป็นไปได้ยังไงกัน!
ต่อให้เป็นบริษัทแถวหน้าของวงการบันเทิงอย่างเทียนเล่อมีเดียยังไม่มีอำนาจสั่งการคนของสมาคมกีฬาด้วยซ้ำ
“มัวมองฉันอยู่ทำไมล่ะ” ซือฝูชิงนั่งไขว่ห้างพร้อมใช้สองมือวางบนที่พักแขนของเก้าอี้ ยิ้มบอก “ดูกล้องวงจรปิดสิ เรื่องแค่นี้ก็ต้องให้ฉันสอนด้วยเหรอ”
ผู้กำกับที่อารมณ์เดือดพล่านตามโปรดิวเซอร์ก็รีบเปิดปาก “เร็ว ดูกล้องวงจรปิดสิ ลองดูว่าสรุปใครกันแน่ที่ทำให้หน้าของเมนเทอร์หลินกลายเป็นแบบนี้”
พนักงานได้สติทันทีก่อนเสียบแฟรชไดฟ์เข้ากับคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็กดเปิดโปรเจกเตอร์
กล้องวงจรปิดถูกฉายในความเร็วระดับแปด แต่สามารถเห็นคนที่เข้าออกห้องแต่งหน้าได้อย่างชัดเจน
และความจริงก็ได้รับการพิสูจน์ว่าก่อนหน้าที่จะเริ่มการแสดงเพลงเปิดรายการ ซือฝูชิงไม่ได้ย่างกรายเข้าไปในห้องแต่งหน้าเลยสักนิด
“เมนเทอร์หลินลืมไปแล้วเหรอ งั้นฉันจะช่วยรำลึกให้แล้วกัน” ซือฝูชิงเหยียดยิ้ม “ฉันผิวดีเลยไม่จำเป็นต้องเติมหน้า ดังนั้นฉันจึงไม่ต้องใช้ห้องแต่งหน้าเลย
และแน่นอนว่าเพราะเครื่องสำอางของคุณมีเยอะเกินไป แถมลามมาถึงโต๊ะของฉันอีก ฉันเลยไม่มีที่ให้เติมหน้า”
พอได้ยินเช่นนั้น สายตาคมกริบของโปรดิวเซอร์ก็กวาดมองไปที่หลินชิงเหยียน
หลินชิงเหยียนตกใจจนแผ่นหลังผุดเหงื่อเย็น ใบหน้าขาวซีด “ฉัน…”
วิดีโอยังคงดำเนินต่อไป
ในที่สุดเวลาประมาณบ่ายสามโมงครึ่งก็มีคนมองรอบๆ อย่างลับๆ ล่อๆ ก่อนจะเข้าไปในห้องแต่งหน้า
หลังจากเข้าไปเธอคนนั้นก็พุ่งตรงไปยังโต๊ะที่มีชื่อแปะว่าซือฝูชิง แถมยังทำตัวเริงร่าอยู่พักใหญ่
“หยุด…” โปรดิวเซอร์โพล่งขึ้น “คนๆ นี้เป็นใคร ไม่ใช่คนในกองนี่”
พนักงานที่พาจั่วฉิงหย่าเข้ามาปิดบังแววตาสั่นไหวไว้ไม่มิด ฝืนเปิดปากพูดขึ้นว่า “คือ…เธอคือคุณหนูจั่วฉิงหย่าของตระกูลจั่วครับ”
“ตระกูลจั่ว?” มือของโปรดิวเซอร์สั่นเทา ร้องแหวเสียงสูง “ทำไมถึงให้คนนอกเข้ามา!”
พนักงานอึกอักไม่กล้าพูดอะไรออกมา
คนฉลาดที่นั่งอยู่ในนั้น หลังจากดูกล้องวงจรปิดเสร็จจะมีใครไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบบ้าง
พวกเขาไม่รู้ว่าระหว่างซือฝูชิงกับตระกูลจั่วเกิดเรื่องอะไรขึ้น
แต่ครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าจั่วฉิงหย่าพุ่งเป้ามาที่ซือฝูชิง
แต่เพราะหลินชิงเหยียนกินพื้นที่บนโต๊ะของซือฝูชิงไปเลยตกเป็นเหยื่อโดนกระทำเสียเอง
หลินชิงเหยียนตัวแข็งทื่อพร้อมปากสั่นเทา
เธอคิดไม่ถึงว่าจะเป็นเหตุการณ์เข้าใจผิดกัน
“เห็นชัดหรือยัง” ซือฝูชิงเปิดฝาโค้กแล้วกระดกดื่มอึกหนึ่ง “มา เบิกตาของพวกคุณดูให้ดีว่าฉันเป็นคนทำหรือเปล่า ถ้ายังเห็นไม่ชัดฉันจะช่วยรักษาสายตาสั้นให้”
“…”
โปรดิวเซอร์และผู้กำกับต่างพากันเงียบไม่พูดอะไร
หลีจิ่งเฉินเองก็พูดไม่ออก หันกลับไปมองหลินชิงเหยียนด้วยสายตาซับซ้อน
ชั่ววินาทีนั้นสีหน้าของหลินชิงเหยียนก็ซีดลง “ที่…ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ทำไมคุณหนูจั่วถึง…พูดถึงแล้วคุณหนูจั่วก็ไม่ได้เจาะจงจะทำอะไรฉัน อีกไม่กี่วันหน้าฉันก็หายแล้ว”
“เมนเทอร์หลินชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่าแต่เกรงกลัวคนที่มีอำนาจมากกว่าหรือยังไง” ซือฝูชิงหรี่ดวงตาจิ้งจอกลงแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “เห็นว่าเป็นคุณหนูจั่วเลยไม่คิดเล็กคิดน้อยไม่จำเป็นต้องมาขอโทษงั้นสิ
แต่ทำไมพอเป็นฉัน คุณถึงต้องกดหัวไล่ให้ฉันโพสต์ขอโทษลงในเวยปั๋วด้วย”
สีหน้าของหลินชิงเหยียนซีดลงมากกว่าเดิม เธอฝืนยิ้มกล่าว “คุณหนูจั่วสูงส่งแตกต่างจากพวกเรา ฉัน…”
“ฉันไม่สนใจจั่วฉิงหย่าหรอก ฉันจะบอกคุณให้นะว่า…” ซือฝูชิงลุกขึ้นยืนมองเธอจากมุมที่สูงกว่า “ฉันไม่ได้อ่อนแออย่างที่คุณคิดหรอกนะ ทางที่ดีคุณเป็นเด็กว่าง่ายจะดีกว่า ระวังตัวไว้เถอะ”
พอถูกจับจ้องเช่นนั้น หลินชิงเหยียนก็หน้าชา เลือดลมในร่างกายราวกับไหลย้อนทิศทาง นิ้วมือพลันเย็นเฉียบถึงกระดูก
ซือฝูชิงหยิบมือถือขึ้นมาด้วยท่าทีสบายๆ ไม่รีบไม่ช้าก่อนโบกไปมา “ในเมื่อคุณกลัว งั้นฉันจะช่วยโทรแจ้งความให้เอง”
หลินชิงเหยียนยังไม่ทันห้าม ซือฝูชิงก็กดโทรออกไปแล้ว “ฮัลโหล สวัสดีค่ะ จากค่ายฝึกของรายการหนุ่มสาววัยใสนะคะ มีเมนเทอร์ของทางกองเราถูกทำร้ายค่ะ
ใช่ค่ะ เรามีหลักฐานเป็นกล้องวงจรปิด เดี๋ยวทางฉันจะส่งไปให้ แต่จะป่าวประกาศหรือเก็บเป็นเรื่องส่วนตัวก็ขึ้นอยู่กับผู้เคราะห์ร้ายเลยค่ะ เรื่องนี้ร้ายแรงมาก ยังไงหวังว่าทางตำรวจจะรีบจับคนร้ายเข้าคุกนะคะ”
หลินชิงเหยียนเหงื่อเย็นอาบไปทั้งร่าง อ้าปากค้างแต่พูดอะไรไม่ออกสักคำ
“ดูท่าทางฉันต้องทำให้เรื่องมันใหญ่จริงๆ พวกคุณถึงจะสงบเสงี่ยมบ้าง” ซือฝูชิงจัดปกคอเสื้อ อมยิ้มกล่าว “งั้นพวกเราเจอกันวันหลังนะ”
ประตูถูกเปิดแล้วปิดลง บรรยากาศภายในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
“เมนเทอร์หลิน วันหลังถ้าคุณกับซือฝูชิงมีความแค้นส่วนตัวอะไรกัน ก็ช่วยจัดการเป็นการส่วนตัวด้วย” โปรดิวเซอร์พูดเสียงเย็นชา “รายการไม่ใช่ที่ที่พวกคุณจะมาระบายความแค้น ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป คุณคิดว่าคุณกับทางรายการจะไม่เป็นไรงั้นเหรอ!”
หลินชิงเหยียนเหมือนถูกสูบแรงออกจากร่าง ล้มตัวลงนั่งบนเก้าอี้พร้อมสีหน้าซีดเซียว
ตัวเธอเป็นคนพาจั่วฉิงหย่าเข้ามาเอง ตอนนี้จะทำอย่างไรดี
**
ทางฝั่งตระกูลจั่ว
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ จั่วเสียนอวี้จึงนั่งทำงานอยู่ที่บ้านไม่ได้เข้าบริษัท
หลังจากดื่มกาแฟไปอึกหนึ่งก็เหลือบมองจั่วฉิงหย่าที่เดินลงมาจากด้านบนจากนั้นก็พุ่งตัวตรงไปทางประตู พลางขมวดคิ้วถาม “หยุด จะไปไหน”
จั่วฉิงหย่ารีบหยุดฝีเท้า ใจฝ่อเล็กน้อย แต่ก็ยังตอบกลับไปว่า “ฉัน…ฉันจะไปหาซือฝูชิงที่รายการ ดูสิว่าหน้าเละหรือยัง”
“หน้าเละเหรอ” น้ำเสียงของจั่วเสียนอวี้เย็นชาลงทันที “เธอไปทำเรื่องดีๆ อะไรมาอีกล่ะ พี่ใหญ่กับอาสี่ยังนอนอยู่ในโรงพยาบาลอยู่เลย เธออยากเข้าไปด้วยหรือไง”
“เอา…เอาน่า” จั่วฉิงหย่าพึมพำเบาๆ “ขอแค่เธอใช้เครื่องสำอางพวกนั้น หน้าต้องเละแน่นอน”
“จั่วฉิงหย่า!” จั่วเสียนอวี้เริ่มโมโห “บ้าไปแล้วเหรอ ทำร้ายกันโจ่งแจ้งแบบนั้น เธอไม่กลัวซือฝูชิงฟ้องกลับหรือไง!”
“จะเป็นไปได้ยังไง” จั่วฉิงหย่าไม่สนใจ “ยัยนั่นกลัวตระกูลจั่วจะตาย กล้าฟ้องเหรอ นี่มันเมืองหลินนะ ยัยนั่นมีปัญญาฟ้องด้วยเหรอ”
“ไม่ว่าพวกเขาจะกลัวตระกูลจั่วหรือไม่ เธอก็ไม่ควรทำเรื่องที่จะถูกจับตัวง่ายขนาดนี้” จั่วเสียนอวี้อดกลั้นความโกรธไว้ “กลับมานี่ ห้ามออกไปเด็ดขาด”
จั่วฉิงหย่าไม่พอใจเท่าไร “โอ๊ย พี่สอง ฉันไปดูแวบเดียวเดี๋ยวก็กลับ”
เธอเพิ่งรู้เรื่องการเดิมพันระหว่างซือฝูชิงกับหลินชิงเหยียนบนเวยปั๋วในตอนหลัง พอนึกภาพขึ้นมาก็อดลำพองใจไม่ได้
พอทำให้ซือฝูชิงเสียโฉม หลังจากล้างเครื่องสำอางออกก็คงอัปลักษณ์จนไม่มีใครอยากมอง
จั่วเสียนอวี้ยังคงยืนหยัดด้วยเสียงเย็นชา “ไม่ได้”
จั่วฉิงหย่าเบะปากแล้วทำได้แค่หมุนตัวเตรียมเดินกลับเข้าห้องไป
ทว่าเวลานี้ก็มีเสียง ติ๊งต่อง ดังขึ้นตรงประตู
จั่วเสียนอวี้วางแก้วกาแฟลงแต่สองดวงตายังคงไม่ละจากหน้าคอม “ไปเปิดปะตู”
“ค่ะ” จั่วฉิงหย่าเชื่อฟังคำพี่สาวมาก แต่ก็ไปเปิดประตูให้ด้วยท่าทีไม่เต็มใจนัก
ใครกันนะที่ว่างมากจนต้องมารบกวนคนอื่นตั้งแต่เช้าตรู่แบบนี้