เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 71 ซือฝูชิง “เห็นฉันขัดหูขัดตาเหรอ ทนเอาละกัน”
พอเธอยิ่งพูด ขอบตาก็ยิ่งแดงก่ำ แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นอย่างปิดบังไม่มิด
เมื่อครู่หลินชิงเหยียนไปตรวจดูอาการที่โรงพยาบาลมาแล้ว
ทางโรงพยาบาลบอกว่าใช้เครื่องสำอางที่มีสารตะกั่วมากเกินไป ผิวหนังจึงระคายเคืองจนกลายเป็นแบบนี้
เพราะเคยผ่านการศัลยกรรมมาก่อน หลินชิงเหยียนจึงระมัดระวังใบหน้าตัวเองเป็นพิเศษ
ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องสำอางทั้งหมดของเธอต้องสั่งทำขึ้นโดยเฉพาะ ไม่มีทางมีสารตะกั่วเกินมาตรฐานแน่นอน
มีเพียงเมื่อวานตอนถ่ายทำรายการตอนที่สามของรายการ เธอกับซือฝูชิงใช้ห้องแต่งหน้าเดียวกัน
นอกจากซือฝูชิงแล้วจะมีใครแตะต้องเครื่องสำอางของเธออีกได้
หลินชิงเหยียนลุกขึ้นยืนแล้วพูดเสียงลอดไรฟัน “คุณเกลียดฉันมากขนาดนี้เลยเหรอ อยากทำให้ฉันเสียโฉมมากสินะ!”
“ฉันเป็นคนทำให้หน้าคุณกลายเป็นแบบนี้?” ซือฝูชิงเชิดใบหน้าของหลินชิงเหยียนขึ้นมาด้วยท่าทีเหมือนให้ความสนใจ “งั้นคุณคงประเมินฉันต่ำเกินไป”
เธอจัดทรงผมของตัวเองอย่างไม่ใส่ใจ หัวเราะเสียงต่ำ “ถ้าฉันอยากจะทำอะไรคุณจริงๆ ไม่ต้องพูดถึงหน้าคุณหรอก เพราะแขนของคุณ ขาของคุณก็คงไม่เหลือ
เคยได้ยินท่าหักกระดูกเหลวเป็นน้ำของสำนักอู๋หลินไหม เลือดไหลไม่กี่หยดคนก็ตายแล้ว ง่ายจะตายไป”
“…”
ฉับพลันภายในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ
ทุกคนมองไปทางหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทีหวาดกลัว
เธอหรี่ดวงตาจิ้งจอกสองข้าง หางตาโค้งลงเล็กน้อยแล้วหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ
หลินชิงเหยียนชะงักไป กระทั่งลืมร้องไห้ด้วยซ้ำ
ราวกับเธอย่างกรายเข้าไปในแดนหิมะเหน็บหนาว สะท้านเฮือกไปถึงกระดูก
“ล้อเล่นน่ะ” ซือฝูชิงจิ๊ปาก “ฉันทำแค่ในเกมเท่านั้นแหละ หวังว่าพวกคุณคงไม่ได้เล่นเกมเดียวกับฉันนะ เพราะถ้าถูกฉันเจอเข้าก็คงไม่รอด”
“ซือฝูชิง!” โปรดิวเซอร์ถูกยั่วโมโหจนถึงขีดสุด ตบโต๊ะอย่างแรง “คุณลองคำนวณเองดูแล้วกัน ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนสร้างเรื่องโกลาหลมาแล้วกี่เรื่อง!”
“กี่เรื่องเหรอ” ซือฝูชิงยังคงนั่งด้วยท่าทางกร่างๆ เหมือนเดิม ไม่มีความสุภาพเลยสักนิด “เอ๊ะ งั้นฉันลองนึกดูก็แล้วกัน เอาอุปกรณ์กลับคืน ส่งตัวคนกุข่าวเข้าคุก เดิมพันเรื่องล้างเครื่องสำอาง
เหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร หรือต้องเล่นใหญ่หน่อยไหมล่ะ ฉันพยายามได้นะ หืม?”
โปรดิวเซอร์โมโหจนหน้าอกกระเพื่อม ใบหน้าแดงแปร๊ดขึ้นมา
ต้องยอมรับว่าอย่างน้อยหนึ่งในสี่ที่ทำให้กระแสของรายการดีขนาดนี้เป็นเพราะฝีมือของซือฝูชิง ไม่ว่าจะด้านดีหรือด้านร้าย
ส่วนอีกหนึ่งในสี่ก็เพราะเซี่ยอวี้
โปรดิวเซอร์เชื่อว่าทันทีที่พวกเขาขอให้ซือฝูชิงออกจากรายการหนุ่มสาววัยใส เซี่ยอวี้ก็คงออกจากการแข่งขันโดยไม่คิดลังเลใจสักนิด
แบบนั้นรายการคงจบเห่แน่
ทำได้แค่อดทนไว้เท่านั้น
“เมื่อวานมีใครเข้าไปในห้องแต่งหน้าบ้าง” โปรดิวเซอร์หันหน้าไปมองเหล่าพนักงาน ฝืนอดกลั้นความโกรธเอาไว้ “นอกจากพวกเธอแล้ว”
พวกเขาต่างส่ายศีรษะ
หนึ่งในพนักงานเม้มริมฝีปาก ชั่งใจครู่หนึ่ง แต่ในที่สุดก็พูดขึ้นว่า “ไม่มีใครเข้าไปในห้องแต่งตัวเลยครับ”
เขาไม่ได้โง่จึงย่อมเดาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้
เรื่องที่เกิดขึ้นกับหลินชิงเหยียนคงหนีไม่พ้นจั่วฉิงหย่าแน่นอน
คนหนึ่งเป็นคุณหนูของตระกูลจั่ว ส่วนซือฝูชิงเป็นคนที่ถูกตระกูลจั่วขับไล่ออกมาแล้ว
คนโง่ยังรู้เลยว่าควรเลือกอะไร
“ไม่มีใครเข้าไป งั้นเครื่องสำอางมันขยับทำเองได้งั้นสิ” โปรดิวเซอร์ตบโต๊ะอย่างเดือดดาล หน้าของเมนเทอร์หลินพังเองหรือไง!”
“หาคนไปจะมีประโยชน์อะไร กล้องวงจรปิดมีไว้ประดับเหรอ” ซือฝูชิงเงยหน้าขึ้น “มีสมองไหม เปิดกล้องวงจรปิดดูไม่ได้หรือไง”
“ซือฝูชิง เธอคงรู้แต่แรกแล้วสินะว่าดูกล้องวงจรปิดไม่ได้ถึงพูดแบบนี้ออกมา” หลินชิงเหยียนโมโหจนแทบหลุดหัวเราะ “งานกีฬาใกล้จัดที่เมืองหลินแล้ว เมื่อคืนสนามกีฬาเลยถูกปิดไม่อนุญาตให้ใครเข้าออกทั้งนั้น
ทางทีมงานทำได้แค่เช่าพื้นที่ครึ่งวัน นี่เป็นคำสั่งจากเบื้องบนของซีโจวเองเลย เธออยากจะดูก็ดูได้หรือยังไง”
ซือฝูชิงเลิกคิ้ว “เธอรู้ได้ยังไงว่าถ้าฉันอยากดูก็ดูได้”
หลินชิงเหยียนทั้งโมโหทั้งอยากร้องไห้ จากนั้นน้ำตาก็ไหลรินอาบใบหน้า “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เธอแค่ยอมรับแล้วขอโทษ มันยากมากหรือไง”
ซือฝูชิงไม่สนใจเธอสักนิดแล้วหยิบมือถือขึ้นมา “อืม ฉันไม่เป็นไร ฉันอยากดูกล้องวงจรปิดของสนามกีฬากลางเวลาบ่ายสองถึงหกโมงของเมื่อวาน ใช่แล้ว ห้องแต่งหน้าที่สิบสาม ชั้นสาม
อืม เพราะฉันเป็นคนรักสงบที่น่ารักผู้ผดุงความยุติธรรมคนหนึ่งไงล่ะ!”
เฟิ่งซานที่เพิ่งกดรับสาย “???”
เป็นเหตุผลที่ดี เขาจนใจจะคัดค้านได้
เฟิ่งซานอยากรู้นักว่าคนที่ซือฝูชิงจ้างวานหน่วยข่าวกรอง T18 ครั้งก่อนเป็นใคร แต่ดูท่าทางแล้วคงเป็นไปไม่ได้
เขาหันไปอธิบายเรื่องราวรอบหนึ่ง
อวี้ซีเหิงตวัดปลายปากกาเขียนอักษรตัวสุดท้ายเสร็จก็บอกเสียงเรียบ “โทรไปแล้วบอกว่าเป็นฉัน”
การออกคำสั่งกับเบื้องบนของซีโจวไม่มีใครสักคนในเมืองหลินที่ทำได้เลย แต่อวี้ซีเหิงใช้แค่คำพูดเดียวเท่านั้น
เฟิ่งซานพยักหน้าก่อนจะรีบต่อสายหาปลายทาง
ทางฝั่งนั้นแจ้งว่าจะรีบเอาวิดีโอจากกล้องวงจรปิดส่งให้ค่ายฝึกของทางรายการหนุ่มสาววัยใสโดยเร็วที่สุด
หลังจากเฟิ่งซานจัดการธุระเสร็จก็เห็นชายหนุ่มยังคงนั่งอยู่ตรงหน้าโต๊ะพร้อมใช้นิ้วมือจับกระดาษอย่างเบามือด้วยสายตาที่กำลังเหม่อลอย ราวกับตกอยู่ในห้วงความคิดบางอย่างที่อยู่ไกลแสนไกล
เฟิ่งซานก้าวขึ้นไปด้านหน้า “พี่เก้ากำลังเขียนอะไรอยู่เหรอ”
ด้านบนเป็นกลอนท่อนหนึ่ง
“ผู้ใดกล่าวว่าไร้ซึ่งชุดรบ เช่นนั้นก็สวมชุดรบเดียวกับกษัตริย์
กษัตริย์มุ่งสู่สนามรบอย่างกล้าหาญ
เตรียมศาสตราวุธของพวกเราให้พร้อมแล้วระบายความแค้นไปด้วยกัน”
ลายมือยิ่งใหญ่ทรงพลัง เด็ดขาด กลิ่นอายการฆ่าฟันที่อยู่ในตัวอักษรถูกส่งผ่านออกมา
มองเพียงเท่านี้ก็ราวกับข้างหูมีเสียงชุดเกราะ ชั่ววินาทีนั้นราวกับถูกดึงกลับไปอยู่ในยุคสมัยที่รบราฆ่าฟันกันในครั้งอดีตที่ผ่านมาหลายพันปีแล้ว
เฟิ่งซานเซถอยไปด้านหลังก้าวหนึ่งอย่างอดตกใจไม่ได้ “ตัวอักษรของพี่เก้ามีพลังแข็งแกร่ง แม้แต่คุณปู่ของผมยังเทียบไม่ติดเลย”
อวี้ซีเหิงนั่งนิ่งอยู่นานกว่าจะเปิดปาก “นายออกไปก่อนเถิด”
เฟิ่งซานรีบออกไปทันที
เขาขบคิดครู่หนึ่งก่อนโยนคำถามเข้าไปในกลุ่ม
[พวกแกว่าผู้หญิงชอบอะไรวะ]
จากนั้นก็มีคนมากมายกระหน่ำส่งข้อความมาไม่หยุด
[เฟิ่งซานเป็นอะไรไป ป๊อปปี้เลิฟเหรอ]
[ผู้หญิงชอบอะไรฉันไม่รู้หรอก แต่ฉันชอบปืน ให้ปืนรุ่นใหม่สักกระบอกละกัน]
[ให้ปืน? ฉันค้นพบความลับที่นายโสดมาหลายปีแล้ว]
[คิดได้ดี ฉันกำลังรอวันที่เฟิ่งซานทำผิดแล้วถูกไล่กลับมา แบบนี้ฉันจะได้รับใช้เจ้านายแทน!]
เฟิ่งซานทนไม่ไหวอีกต่อไป ในที่สุดก็ระเบิดคำหยาบคายออกมา
[พวกมึงจะไปเข้าใจอะไร!]
เขาจะกล้าชอบคุณซือ?
แต่เรื่องอย่างการเกาะขาของคุณซือควรมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ก็พอแล้ว
คนอื่นเลิกฝันหวานไปได้เลย
**
ทางฝั่งทีมงานรายการ
เวลาสิบนาทีผ่านไปจนถึงเวลาพักกลางวัน หลีจิ่งเฉินก็สอนเสร็จพอดี
ขณะที่เขาออกมาหารืองานกับผู้กำกับบังเอิญเจอหลินชิงเหยียนที่เดินออกมาจากห้องน้ำพอดี
หลีจิ่งเฉินชะงักไปแต่ไม่พูดอะไร ขณะที่คิดจะเคาะประตูเดินเข้าไปนั้นก็ถูกหลินชิงเหยียนเรียกไว้ก่อน
“เมนเทอร์หลี ฉันรู้ว่าช่วงนี้คุณกำลังหลบหน้าฉัน ไม่รู้ว่าคุณไปฟังใครพูดอะไรมา” หลินชิงเหยียนขอบตาแดงก่ำ พูดเสียงอ่อน “ฉันถอยให้มาตลอด แต่คุณดูผลลัพธ์ที่ฉันถอยให้สิว่ามันเป็นยังไง”
หลีจิ่งเฉินกระอักกระอ่วนใจ เม้มปากกล่าว “เปล่าสักหน่อย คุณเป็นอะไรของคุณ”
“ไม่มีอะไรค่ะ” หลินชิงเหยียนเอ่ยคำพูดง่ายๆ ไม่กี่คำ “ก็แบบนี้แหละ”
“หมอบอกแล้วว่าแพ้ไม่กี่วัน บอกทางทีมงานว่าหมู่นี้ช่วงถ่ายชีวิตประจำวันก็อย่าถ่ายเห็นหน้าคุณก็พอ” หลีจิ่งเฉินพูดปลอบใจ “จากนั้นคุณก็บอกไปแค่ว่าเป็นหวัดก็ไม่มีอะไรแล้ว”
“จริงเหรอ” หลินชิงเหยียนยิ้มขมขื่น “หน้าตาเป็นเรื่องสำคัญของนักแสดง ในที่สุดฉันก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเมนเทอร์ซือถึงต้องฉาบหน้าด้วยเครื่องสำอางตลอดเวลาแบบนั้น ใครอยากเอาจุดด้อยของตัวเองเปิดเผยให้คนอื่นเห็นบ้าง”
หลีจิ่งเฉินขมวดคิ้ว น้ำเสียงแข็งขึ้น “แต่ซือฝูชิงไม่ได้มีนิสัยร้ายกาจ!”
ในวงการบันเทิงมีเรื่องทำร้ายกันเองให้เห็นเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด
เขาเกลียดพฤติกรรมแบบนี้มาก
ซึ่งวงการบันเทิงในเวลานี้มีแต่ชอบแทงกันไปมา หมดปัญญาจะปรับแก้อะไรได้แล้ว
“เมนเทอร์ซือบอกว่าจะดูกล้องวงจรปิด” หลินชิงเหยียนยิ้มขมขื่นมากกว่าเดิม “แต่จะไปหาคลิปจากกล้องวงจรปิดมาจากที่ไหน”
เธอส่ายศีรษะ เคาะประตูแล้วเดินเข้าไป “โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับคะ ฉันคิดๆ ดูแล้วให้ฉันออกจากรายการเถอะค่ะ
ตอนนี้ฉันเสียโฉม แต่ใครจะรู้ว่าวันใดวันหนึ่งฉันอาจเผลอไปสร้างความไม่พอใจให้ใครเข้าแล้วลอบทำร้ายฉันจนตายได้”
พอพูดออกไปเช่นนั้น ทุกคนก็สีหน้าเปลี่ยน
“ไม่ได้!” หลีจิ่งเฉินแสดงท่าทีขึ้นมาก่อน พูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “แบ่งห้องซ้อมขนาดนี้แล้ว คุณจะออกจากรายการได้ยังไง ใครจะมารับช่วงต่อ”
ยิ่งไปกว่านั้นด้วยกระแสของรายการหนุ่มสาววัยใสในเวลานี้มีคนมากมายกำลังจับตามองอยู่
ถ้าหลินชิงเหยียนออกจากรายการไป ผู้ชมจะคิดอย่างไร
“งั้นฉันทำอะไรได้บ้าง” หลินชิงเหยียนไร้ซึ่งเรี่ยวแรง “ฉันแค่ต้องการคำแถลงการณ์ขอโทษ มันยากขนาดนั้นเลยเหรอ”
พอได้ยินเช่นนั้น หลีจิ่งเฉินก็หันไปพูด “ซือฝูชิง เมนเทอร์หลินไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องนี้แล้ว ตอนนี้คุณก็โพสต์ขอโทษเมนเทอร์หลินบนเวยปั๋วเถอะ ทำผิดแล้วก็ต้องยอมรับผิด”
“บอกตั้งนานแล้วว่าถ้าฉันทำคงเอาถึงตาย คุณคงไม่สามารถมายืนพูดพล่อยๆ อยู่ตรงนี้ได้” ซือฝูชิงเปิดตาขึ้นซึ่งในแววตาไร้ซึ่งความขบขันใดๆ ทิ้งไว้เพียงความหงุดหงิดใจเท่านั้น “อย่าเสียงดังรบกวนเวลาพักผ่อนฉันสิ น่ารำคาญชะมัด”
หลีจิ่งเฉินเองก็มีน้ำโหแล้วเหมือนกัน
ขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ประตูก็ถูกเคาะขึ้นอีกครั้ง ด้านนอกมีเสียงนอบน้อมดังขึ้นว่า “คุณซือครับ ผมได้รับคำสั่งให้เอาวิดีโอของกล้องวงจรปิดมาให้คุณครับ”