เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 74 หลินชิงเหยียนถูกตบหน้าหนึ่งฉาด
“ขอโทษด้วยนะคะ” คุณหมอยังคงปิดปากสนิท “ฉันจะรีบติดต่อให้ก็แล้วกันค่ะ”
จั่วเสียนอวี้เองก็ไม่ได้ซักไซ้อะไร “ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”
เธอไม่ได้ผูกพันกับคุณอาของเธอสักเท่าไร แถมรู้สึกรังเกียจพฤติกรรมของคุณอาด้วยซ้ำ
ดังนั้นร่างกายของคุณชายสี่ของตระกูลจั่วจะรักษาได้หรือไม่ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องใดกับเธอทั้งสิ้น
จั่วเสียนอวี้กดโทรออกอีกครั้ง ออกคำสั่งว่า “ติดต่อไปทางคุณหลินชิงเหยียน พวกเราจะชดใช้ให้”
**
เวลานี้หลินชิงเหยียนย่อมไม่มีหน้าไปเข้าคลาสแล้ว
เธอวางแผนการเต้นไว้ล่วงหน้าก่อนปล่อยให้เด็กฝึกซ้อมกันเอง
หลังจากผู้จัดการรู้เรื่องที่เกิดขึ้นก็รีบวิ่งแจ้นมาทันที ประจวบกับได้รับสายจากทางฝั่งตระกูลจั่วพอดี
อีกฝ่ายดึงดันให้พวกเขาไปสถานีตำรวจทันทีตอนนี้
“เธอบ้าไปแล้วเหรอ!” ผู้จัดการผุดลุก “เธอกล้าฟ้องตระกูลจั่วเลยเหรอ เธอไม่รู้สถานะของตระกูลจั่วในเมืองหลินเหรอ เธอยังต้องอัดรายการในเมืองหลินอีกตั้งสองเดือน! ไม่อยากอยู่แล้วใช่ไหม!”
ถึงแม้ตระกูลจั่วจะไม่ได้เป็นตระกูลมีอำนาจมากล้นและไม่ใช่ตระกูลใหญ่ๆ อย่างในเมืองซื่อจิ่ว แต่ก็ยังเป็นตระกูลแถวหน้าของเมืองหลิน แถมรู้จักคนกว้างขวาง
ต่อให้หลายปีมานี้หลินชิงเหยียนจะเก็บเงินได้หลายสิบล้าน แต่ถึงอย่างไรก็เทียบชั้นกับภูมิหลังของตระกูลจั่วไม่ได้
ในเมืองหลิน การที่ตระกูลจั่วทำให้คนๆ หนึ่งหายไปถือเป็นเรื่องปกติเลยก็ว่าได้
“ไม่ใช่ฉันนะ!” หลินชิงเหยียนโมโหแทบตาย เบ้าตาบวมแดง เธอกัดฟันพูด “ซือฝูชิงต่างหาก! ยัยนั่นฟังฉันยังไม่ทันจบก็กดโทรแจ้งความ!”
เดิมทีเธอไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยอะไรกับจั่วฉิงหย่าเลย เรื่องนี้นับว่าเธอเองก็ซวยเช่นกัน
แต่ซือฝูชิงใช้ลูกไม้นี้ดันเธอไปประจันหน้ากับตระกูลจั่วโต้งๆ
“ยัยซือฝูชิง!” ผู้จัดการสีหน้าขรึมลง “ยัยนั่นใช้วิธีการนี้รังแกเธอก็ไม่รู้จะได้ผลประโยชน์อะไร เพราะสถานะในวงการบันเทิงของยัยนั่นก็ต่ำต้อยพออยู่แล้ว
แต่ก็สมเหตุสมผลแหละ เพราะในฐานะที่เป็นไอดอลเหมือนกัน กระแสนิยมของเธอเบียดยัยนั่นได้เลย ถ้าจะอิจฉาตาร้อนก็คงเป็นเรื่องธรรมดา”
พอได้ยินเช่นนั้น อารมณ์ของหลินชิงเหยียนก็ดีขึ้นมาบ้าง “พวกเราไปสถานีตำรวจกันก่อนดีกว่า”
เพราะเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลจั่ว หลินชิงเหยียนจึงไปถึงสถานีตำรวจอย่างรวดเร็ว เธอเม้มริมฝีปากขณะพูด “คุณหนูฉิงหย่า ฉัน…”
เธอยังพูดไม่ทันจบประโยค ใบหน้าของเธอก็ถูกฝ่ามือหนึ่งตบเข้าอย่างแรง
จั่วฉิงหย่ามีแรงมากไม่น้อย แถมหลินชิงเหยียนเองก็ใส่ส้นสูง พอทรงตัวไม่อยู่เลยล้มไปกองบนพื้น
ทั้งข้อเท้าและใบหน้าบวมแดง หลินชิงเหยียนถูกตบจนสมองคิดอะไรไม่ทัน
“คุณจั่ว!” ผู้จัดการสีหน้าเปลี่ยนรีบเข้าไปประคองหลินชิงเหยียนขึ้นมา “หน้าของชิงเหยียนมีประกันนะ!”
“มีประกัน?” จั่วฉิงหย่าดูแคลน “เท่าไรล่ะ เธอคิดว่าตัวเองเป็นราชินีหนังอย่างอวิ๋นหลานเหรอ ใบหน้ามีค่าถึงพันล้านหรือเปล่า บอกจำนวนมาเลย ฉันจะเขียนเช็คให้”
เพราะจั่วจงเหอเป็นพวกชอบควงสาว แถมควงดาราปลายแถวมาไม่น้อย
จั่วฉิงหย่าเลยเฉยชากับลูกไม้แบบนี้มานานแล้ว
วงการบันเทิงในเวลานี้น่ะเหรอ
สุดท้ายก็ต้องฟังนายทุนอย่างพวกเขาไม่ใช่หรือไง
หลินชิงเหยียนขอบตาแดงก่ำ “คุณหนูฉิงหย่า อย่าเหยียดหยามฉันเลยนะคะ”
“นี่เรียกว่าเหยียดหยามเหรอ” จั่วฉิงหย่ายิ้มเย็นชา “ตอนที่เธอโทรแจ้งความให้มาจับฉันทำไมไม่คิดบ้างล่ะ ฉันขอเตือนไว้เลย ต่อให้เรื่องนี้เคลียร์กันเป็นการส่วนตัว หรือประโคมข่าวให้คนอื่นรู้ก็ตาม ดูสิว่าเธอจะหาทนายความได้สักคนไหม!”
หลินชิงเหยียนไฟโทสะปะทุจนตาแดงแต่ก็ทำได้แค่ไร้หนทางสู้ “คุณหนูฉิงหย่าว่ายังไงก็ตามนั้นเลยค่ะ”
“ถือว่ารู้ความ” จั่วฉิงหย่าพูดอย่างผยอง “อีกเดี๋ยวต้องพูดยังไงคงไม่ต้องให้ฉันสอนหรอกใช่ไหม”
เธอไม่แม้แต่จะปรายตามองหลินชิงเหยียนแล้วเชิดคางเดินจากไป
ผู้จัดการเองก็ทำได้แค่ปลอบประโลมอย่างไม่พอใจ
หลินชิงเหยียนกัดฟันด้วยขอบตารื้นจากนั้นน้ำตาไหลก็รินออกมา “ฉันไม่เป็นไร”
“เฮ้อ จำไว้เป็นบทเรียน” ผู้จัดการถอนหายใจ “ถ้าจะต่อกรกับซือฝูชิงก็เอาเถอะ แต่อย่าลามไปถึงตระกูลจั่วด้วย พวกเราหาเรื่องคนอย่างตระกูลจั่วไม่ได้หรอกนะ”
“ตอนแรกฉันก็ไม่ได้กะจะลากตระกูลจั่วมาพัวพันด้วย!” นี่เป็นครั้งแรกที่ใบหน้าของหลินชิงเหยียนบิดเบี้ยวขนาดนี้ “ซือ ฝู ชิง!”
ถ้าไม่ใช่เพราะซือฝูชิงเรื่องเยอะโทรแจ้งความ เธอจะถูกเหยียดหยามมากขนาดนี้ได้อย่างไร
“ความจริงเธอไม่ต้องเก็บเรื่องของซือฝูชิงมาใส่ใจมากก็ได้” ผู้จัดการครุ่นคิด “ฉันได้ยินข่าวลือมาจากทางฝั่งเทียนเล่อมีเดียว่าการแสดงอย่างเป็นทางการครั้งแรกนี้ ซือฝูชิงคงตายอย่างอนาถ”
หลินชิงเหยียนผงะไป “เรื่องเป็นไงมาไง”
“ตอนนี้ยังไม่แน่ใจ” ผู้จัดการส่ายศีรษะ “เธอรักษาแผลให้หายดีก่อนเถอะ อย่าถูกพวกปาปารัสซี่ถ่ายเข้าละ”
หลินชิงเหยียนอยู่ในตำแหน่งไอดอลสาวชื่อดัง ใบหน้าจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ
หลินชิงเหยียนพยักหน้าด้วยความอัดอั้นตันใจอย่างมาก ทว่าก็จนใจจะทำอะไรได้
เธอก้มหน้าลงเพื่อเก็บซ่อนความเคียดแค้นไว้ในแววตา
**
การซ้อมในหนึ่งวันผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
สวี่ซีอวิ๋นนอนบนพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง “เมนเทอร์ซือ เมตตาให้ผมพักสักหน่อยเถอะ”
“เมตตาอะไรของนาย นายคิดว่าฉันเป็นพระเหรอไง” ซือฝูชิงใช้เท้าถีบเขา “ถ้าอยู่ในเกมฉันเป็นปีศาจที่ฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบตาเลยนะ”
สวี่ซีอวิ๋นพูดเสียงอ่อนแรง “เมนเทอร์ซือ คนที่ควรจะเพลาๆ การอ่านนิยายดูการ์ตูนคงเป็นเมนเทอร์มากกว่ามั้ง”
“เลิกเสนอความคิดเห็นให้เมนเทอร์เถอะ เพราะต่อให้บอกฉันก็ไม่ปรับอยู่ดี” ซือฝูชิงสวมเสื้อคลุม “พรุ่งนี้ฉันจะมาเช็กผลลัพธ์ของการซ้อม”
จากนั้นเธอก็แจกตารางฝึกซ้อมให้อีกสองสามใบก่อนจะกลับไป
เพราะก่อนหน้านี้บอกไว้แล้วว่าจะไปตรวจดูขาให้อวี้ซีเหิงที่คฤหาสน์ เฟิ่งซานเลยเอารถมาจอดรอรับด้านนอกนานแล้ว
มีอีกคนที่กำลังรอเธออยู่เหมือนกัน ก็คือจั่วเสียนอวี้นั่นเอง
ดวงตาจิ้งจอกของซือฝูชิงหรี่ลงเล็กน้อย เธอยกมือขึ้นด้านหลังส่งสัญญาณบอกไม่ให้เฟิ่งซานเดินมาหา
เฟิ่งซานเรียนรู้พวกวิชาการต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก แถมติดตามข้างกายอวี้ซีเหิงมาตั้งหลายปี ย่อมรู้ว่าควรจะซ่อนตัวอย่างไรไม่ให้ถูกคนจับได้
ดังนั้นจั่วเสียนอวี้จึงไม่ทันสังเกตเห็นเขา
“ฉันรู้ว่าครั้งนี้เธอเป็นคนโทรแจ้งความ” จั่วเสียนอวี้ดวงตานิ่งขรึม “ฉันจำได้ว่าในงานฝังศพของคุณปู่ ฉันเคยบอกเธอไว้แล้วว่าอย่าหลงคิดว่าตัวเองฉลาดแล้วจะทำอะไรก็ได้ เธอสู้กับคนทั้งตระกูลจั่วไม่ได้หรอกนะ”
“ฉันก็จำได้เหมือนกันว่าฉันเคยพูดกับเธอแล้วว่าอย่าหาเรื่องฉัน” ซือฝูชิงยกมือทั้งสองข้างกอดอก “ใช่แล้ว ฉันดูโหวงเฮ้งหน้าเป็นนะ ฉันว่าช่วงนี้เธอหน้าหมองๆ ต้องเจอเรื่องหายนะที่ถึงแก่ความตายแน่ๆ หรือจะให้ฉันวาดยันต์แปะไว้ให้ไหมล่ะ”
เธอสามารถสัมผัสได้ว่าเส้นโชคลาภของตัวเองกลับมาแล้ว
ถึงแม้จะเบาบางมาก แต่ก็นับเป็นการเริ่มต้นที่ดี
และถึงแม้คนตระกูลจั่วจะมีมากมาย แต่โชคลาภของเธอค่อยๆ กลับมาหาเธอแล้ว
อีกทั้งยิ่งสนิทสนมกับท่านผู้เฒ่าตระกูลจั่วมากเท่าไร บนร่างเขาก็จะยิ่งมีโชคลาภของเธอมากเท่านั้น
เธอลองตรวจสอบดูแล้ว ตอนจั่วเสียนอวี้เด็กๆ ไม่ได้มีพรสวรรค์ด้านการทำธุรกิจขนาดนี้
แต่พอปีที่เธอเข้าตระกูลจั่วไป ซึ่งช่วงเวลานั้นจั่วเสียนอวี้อายุสิบขวบพอดี ทว่าจู่ๆ ก็ฉลาดเฉลียวขึ้นมา
จั่วเสียนอวี้ขมวดคิ้ว “กระดาษยันต์อะไรกัน เธอออกนอกประเทศไปเรียนร้องเล่นเต้นรำ ทำไมถึงเรียนพวกเรื่องงมงายแบบนี้มาด้วยล่ะ”
มีแต่ของบ้าๆ อะไรไม่รู้
“ฮัลโหล สวัสดีค่ะ” ซือฝูชิงรับสายที่โทรเข้ามาโดยไม่สนใจคนตรงหน้าอีกต่อไป “อืม ฉันเอง ทำไมเหรอคะ”
ไม่รู้ว่าทางฝั่งนั้นพูดเรื่องอะไร
“อ๋อ” จู่ๆ ซือฝูชิงก็หัวเราะด้วยเสียงเหนื่อยหน่าย “ถ้าใกล้ตายขนาดนั้น ฉันก็พอช่วยได้”
เธอหันหน้าไปยิ้ม “บนโลกนี้มีคนอยากเจอยมบาลตั้งเยอะแยะ คุณว่าไหมล่ะ”
สีหน้าของจั่วเสียนอวี้อึมครึม “ไม่รู้ผิดชอบชั่วดีเอาซะเลย!”
แต่ไหนแต่ไรมาจั่วเสียนอวี้วางสถานะคนที่จะเข้ามาสร้างปฏิสัมพันธ์ด้วยไว้อย่างชัดเจน
คนที่ไร้ประโยชน์กับเธอ เธอไม่มีทางเสียเวลาไปมาหาสู่สร้างปฏิสัมพันธ์ด้วยแน่นอน
และซือฝูชิงก็เป็นคนแบบนั้น
เธอกำลังเสียเวลาเปล่าอยู่จริงๆ
จั่วเสียนอวี้เองก็ไม่อยากเสียเวลาพูดมากกับซือฝูชิงแล้ว เธอจึงหิ้วกระเป๋าเดินจากไป
พอซือฝูชิงวางสายก็เดินทอดน่องไปขึ้นรถที่อยู่ด้านหลัง
เฟิ่งซานถามขึ้น “คุณซือ ทางฝั่งตระกูลจั่ว”
“ไม่ต้องไปสนใจ” ซือฝูชิงเอนหลังพิงเบาะ “ฉันมีของบางอย่างที่ยังอยู่กับพวกเขา รอพวกเขาคืนฉันมาหมดเมื่อไรค่อยว่ากัน”
เฟิ่งซานไม่ค่อยเข้าใจนัก “ก็แย่งมาเลยไม่ได้เหรอ”
“สถานการณ์ไม่เหมือนกัน มันไม่ใช่ของที่แย่งมาได้เลย เฮ้อ ใช่แล้วเจ้านาย” ซือฝูชิงหันไปมองพร้อมดวงตาจิ้งจอกที่โค้งลงเล็กน้อย “จะให้ชิมขนมสักชิ้นดู แฟนฉันเป็นคนทำเองค่ะ อร่อยเหาะเลยแหละ ให้อันไม่หวานก็แล้วกัน”
เธอเปิดกล่องแล้วหยิบขนมชิ้นหนึ่งออกมายื่นให้
“แฟนหรือ” พอได้ยินเช่นนั้น อวี้ซีเหิงก็ย่นคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็ตอบกลับไปว่า “อวี้ถัง?”
“ใช่แล้ว หนิงหนิงก็ใช่ ถังถังก็ใช่!” ซือฝูชิงบอกเหตุผลตามมา “ฉันปฏิเสธหัวใจที่พวกเขามีให้ฉันไม่ได้ ดังนั้นก็เป็นแฟนฉันทั้งคู่แหละ
ฉันทำผิดตรงไหน ฉันก็แค่อยากให้ผู้หญิงทุกคนที่ชอบฉันเป็นครอบครัวเดียวกัน!”
พออวี้ซีเหิงได้ยินประโยคนี้ก็อดผงะไปไม่ได้
เขากุมขมับก่อนกัดขนมเข้าปากหนึ่งคำอย่างช้าๆ ในคำพูดแฝงไปด้วยรอยยิ้มที่ปนความไม่ใส่ใจนัก “อืม ก็ดี”
เฟิ่งซานถึงกับกุมหน้า
เห็นได้ชัดเจนเลยว่า ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อสนทนาที่จริงจังมากแค่ไหนก็ล้วนถูกคุณซือพาออกนอกทะเลได้
**
จั่วเสียนอวี้กลับมาถึงตระกูลจั่วแล้ว
เธอพลิกเอกสารสองสามฉบับไปมาแล้วเริ่มลงมือทำงาน
ทว่าเพิ่งหยิบปากกาขึ้นมาก็ได้รับสายจากทางโรงพยาบาล
“ขอโทษนะคะคุณจั่ว” ปลายสายพูดต่อขึ้นว่า “ฉันลองช่วยถามให้แล้ว แต่เธอบอกว่าไม่มีเวลา ส่วนเรื่องราคาฉันก็บอกไปแล้ว แต่เธอก็ยังไม่ยอมแถมบอกอีกว่า…”
แต่สุดท้ายปลายสายก็ไม่ได้พูดประโยคที่บอกว่า ‘ไปเจอยมบาล’ ออกมา
พอได้ยินการตอบกลับเช่นนั้น จั่วเสียนอวี้ก็ขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ “ฉันขอทราบเหตุผลได้ไหมคะ”