เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 73 ส่งจั่วฉิงหย่าเข้าคุก
เพราะถูกจั่วเสียนอวี้สั่งห้ามไม่ให้ออกจากบ้าน จั่วฉิงหย่าเลยอารมณ์เสียไม่น้อย
ยิ่งพอตอนนี้ถูกรบกวน น้ำเสียงจึงไม่ได้น่าฟังเท่าไรนัก
เธอเปิดประตูพลางเอ่ยเสียงฉุนเฉียว “ใครกัน เช้าขนาดนี้น่ารำคาญชะมัด พวกคุณ…”
ทว่าคำพูดหลังจากนั้นพลันหายไปจนสิ้น
จั่วฉิงหย่ามองตำรวจสองคนที่ยืนอยู่ตรงประตูแน่นิ่ง จากนั้นสีหน้าก็ค่อยๆ ซีดลง
จบกัน…เธอจบเห่แล้ว
จั่วเสียนอวี้สังเกตเห็นความผิดปกติเลยเงยหน้าขึ้น “ใครมาเหรอ”
จั่วฉิงหย่ายังคงยืนนิ่งเป็นท่อนไม้ไม่เปิดปากพูดอะไร
“จั่วฉิงหย่าใช่ไหมคะ” ตำรวจหญิงหนึ่งในสองคนนั้นกวาดตาสำรวจแวบหนึ่งก่อนหยิบบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ออกมา “คุณมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีวางยา รบกวนให้ความร่วมมือไปกับพวกเราด้วย”
ประโยคนี้ทำให้จั่วฉิงหย่าได้สติกลับมา เธอพูดเสียงสั่นเครือ “พี่…พี่สอง!”
ถึงแม้เธอจะสร้างเรื่องมามากมาย แต่เรื่องมาถึงตำรวจจริงๆ กลับเป็นครั้งแรก แล้วแบบนี้เธอจะไม่หวาดกลัวได้อย่างไร
“คดีวางยาอะไรกัน” จั่วเสียนอวี้เดินตรงเข้ามาด้วยท่าทีนิ่งขรึม “มีหลักฐานไหมคะ”
“ถ้าไม่มีหลักฐาน พวกเราคงไม่มาหาถึงที่” ตำรวจหญิงบอกเสียงเรียบ “ก่อนหน้านี้มีคนแจ้งความโดยไร้หลักฐาน ตอนนี้โดนเตือนไปแล้ว”
จั่วเสียนอวี้ไม่พูดอะไร
เธอรู้ว่าตำรวจพูดถึงเรื่องที่ตระกูลเฉินเข้าใจผิดแล้วแจ้งความจับซือฝูชิง
นายตำรวจที่มาด้วยไม่เพียงแค่พูดเท่านั้น แต่ยังหยิบกุญแจมือออกมาแล้วคล้องไปที่มือของจั่วฉิงหย่าพร้อมแค่นเสียงเย็นชาใส่ “อายุยังน้อยแต่จิตใจอำมหิต!”
เล่นพิเรนทร์จนทำให้เสียเด็กสาวคนหนึ่งเสียโฉม จิตใจต้องอำมหิตขนาดไหนกันนะ
“ไม่เอานะ!” จั่วฉิงหย่าตื่นตระหนกขึ้นมาแล้วจริงๆ เธอกรีดร้องเสียงแหลม ดิ้นพล่านสุดชีวิต “ฉันไม่ไป! ฉันไม่ได้ทำ! ฉันเปล่านะ!”
“อย่าดิ้น!” ตำรวจหญิงตะคอกเสียงใส่ “ขัดขวางการทำคดีจะเพิ่มข้อหาอีกหนึ่งกระทง!”
ข้อหานี้หนักไม่เบาด้วย
จั่วเสียนอวี้ตัดสินใจในทันที “ฉิงหย่า ฟังพี่ ไปก่อน”
จั่วฉิงหย่าร้องไห้ไม่ออกอีกต่อไป “พี่สอง ฉันไม่ไป…”
จั่วเสียนอวี้ส่งสัญญาณให้คนรับใช้ทั้งสองเดินเข้าไป จากนั้นก็ให้ความร่วมมือช่วยตำรวจสองคนจับจั่วฉิงหย่าออกไปจากตระกูลจั่ว
หลังจากนั้นเธอก็ผ่อนลมหายใจ นวดขมับขณะโทรหาจั่วเทียนเฟิงที่ตอนนี้อยู่ที่บริษัท
ช่วงนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากเกินไป จั่วเสียนอวี้เองก็หงุดหงิดใจเช่นกัน
ควรหาใครสักคนมาช่วยดูฮวงจุ้ยได้แล้ว
**
ณ เวลานี้
ภายในห้องซ้อมเต้นสองของค่ายฝึกหนุ่มสาววัยใส
ซือฝูชิงนั่งขัดสมาธิบนพื้นพร้อมอุ้มกีต้าร์ไว้ตัวหนึ่ง
ดวงตาจิ้งจอกของเธอหลุบลงเล็กน้อย นิ้วขาวเรียวยาวดีดสายกีต้าร์ ส่วนอีกมือจับอยู่บนคอร์ด
พอเสียงดนตรีดังขึ้น สืออวี่ก็เปิดปากร้องด้วยท่าทีประหม่า
เพิ่งร้องไปได้ท่อนเดียว ซือฝูชิงก็ขัดขึ้นว่า “โทนต่ำไป ร้องใหม่ ผ่อนคลายหน่อยแล้วอย่าตะเบ็งเสียง ถ้าตอนนี้นายยังประหม่าแบบนี้ บนเวทีจะเป็นยังไง”
สืออวี่สูดหายใจเข้าลึกสองสามทีแล้วร้องต่อ
“ยังต่ำไป ร้องใหม่”
“สองท่อนที่นายร้องไปเร้นจ์เสียงที่สูงที่สุดอยู่ที่ E2 แต่ตอนนี้นายอยู่แค่ C2 ต้องสูงอีก”
สวี่ซีอวิ๋นที่อยู่ด้านข้างพลันห่อไหล่
ปีศาจอย่างเมนเทอร์ซือลงมาซ้อมให้ตัวต่อตัวแบบนี้ เขาไม่อยากเจอมันเป็นครั้งที่สองแล้วจริงๆ
หลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดซือฝูชิงก็พยักหน้า “ได้แล้ว ซ้อมตามนี้ละกัน”
สืออวี่ปาดเหงื่อ แต่มากกว่านั้นคือความตื่นเต้น “ขอบคุณครับเมนเทอร์ซือ!”
เขาไม่เคยคิดเลยจริงๆ ว่าเขาจะพัฒนาได้มากขนาดนี้
ซือฝูชิงลองปรับสายกีต้าร์ก่อนจิ๊เสียง “กีต้าร์ตัวนี้ไม่ได้เรื่อง ตอนขึ้นเวทีจะใช้ไม่ได้เด็ดขาด อีกเดี๋ยวฉันจะหาคนเอามาส่งให้พวกนายใหม่สักตัว”
สวี่ซีอวิ๋นนึกฉงน “เมนเทอร์รู้ได้ยังไงครับ”
“ใช้ตามองสิ”
“…”
เซี่ยอวี้หัวเราะเสียงต่ำ
สวี่ซีอวิ๋นรู้สึกว่าตัวเองถูกหัวเราะเยาะซะแล้ว
“ฉันไม่หวังอะไรจากเซี่ยอวี้มากหรอก ขอแค่คว้ารางวัลคะแนนยอดนิยมอันดับหนึ่งจากการแสดงมาให้ได้ก็พอ” ซือฝูชิงใช้สองมือมาประกบกัน ยักคิ้วพลางอมยิ้มน้อยๆ “ถ้าคะแนนยอดนิยมของนายถูกแย่งไป นายคงรู้ผลที่ตามมา”
ในการแสดงทุกครั้งจะมีการเลือกผู้ชมหนึ่งพันคนมาทำการโหวตให้คะแนน คนที่มีผลโหวตสูงสุดก็จะได้รางวัลคะแนนยอดนิยมไป
คนที่ได้รับคะแนนยอดนิยมจะมีสิทธิ์เลือกเพลงที่ใช้แสดงในรอบถัดไป แถมยังเลือกคู่แข่งได้อีกด้วย
เซี่ยอวี้ก้มหน้าลง “ไม่ทำให้เมนเทอร์ซือผิดหวังแน่นอน”
สวี่ซีอวิ๋นเกาศีรษะแกร๊กๆ
“นายมองหน้าฉันทำไม” ซือฝูชิงปัดปอยผมตรงหน้าแล้วเตะเขาไปทีหนึ่ง “รีบซ้อมเต้นของนายเลย ถ้าคะแนนโหวตต่ำกว่าหนึ่งร้อย อย่าโทษว่าฉันโหดกับนายก็แล้วกัน”
ชั่ววินาทีนั้นสวี่ซีอวิ๋นก็ห่อเหี่ยวลงทันที พูดอย่างท้อใจ “เมนเทอร์ซือ เมนเทอร์คิดว่าผมจะได้เดบิวต์จริงๆ เหรอ”
“ทำไมจะไม่ได้” ซือฝูชิงเงยหน้าขึ้นแล้วพูดด้วยท่าทีสบายๆ “ฉันสอนนายขนาดนี้ ถ้านายยังไม่สามารถเดบิวต์ได้ นายก็ไม่ต้องเดบิวต์แล้วกลับไปเริ่มต้นเรียนทุกอย่างใหม่เถอะ”
เมื่อก่อนตอนอยู่เก๋อหลินเอิน ชวีหลิงอวิ๋นเคยบอกว่า การสอนเธอเป็นเรื่องที่ยากมาก
แต่พอให้คำชี้แนะก็จะเรียนรู้อย่างรวดเร็ว
ความสำคัญของการเป็นครูที่ดีก็คือมองภาพได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เธอไม่เคยนึกคิดมาก่อนว่าเธอจะดูแลสอนเด็กฝึกได้ด้วย
ซือฝูชิงเอียงศีรษะพร้อมคลี่ยิ้ม “ตั้งใจพยายามเข้า อยากเข้าเก๋อหลินเอินไม่ใช่เหรอ”
สวี่ซีอวิ๋นชะงักไปไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนองใด
“เอาละ ฉันจะพักสักหน่อย” ซือฝูชิงยืดเส้นยืดสาย “พวกนายซ้อมกันไปเองก่อน”
พอเธอกลับมาที่ห้องพักก็ฟุบตัวลงบนโซฟาแล้วล้วงหยิบโทรศัพท์ออกมา
ซือฝูชิง : [เจ้านาย หาคนไปดูกล้องวงจรปิดคงจ่ายไปไม่น้อยใช่ไหมคะ]
ผ่านไปห้านาที ทางฝั่งนั้นค่อยตอบกลับมาว่า
เจ้านาย : [หืม?]
ซือฝูชิง : [เจ้านายวางใจได้ ฉันจะตอบแทนคืนให้แน่นอน คืนนี้จะช่วยรักษาขาให้อีก!]
เจ้านาย : [อืม]
ซือฝูชิงมองคำว่า ‘อืม’ พลางตกอยู่ในห้วงความคิด จากนั้นก็ยักไหล่
ทำไมถึงเหมือนอาจารย์ของเธอนักนะ พูดเยอะแล้วจะตายเหรอไง
หยอกด้วยก็ไม่ได้
ไม่สนุกเลยสักนิด
ดังนั้นเธอเลยเปลี่ยนเป้าหมายใหม่
ซือฝูชิง : [หนิงๆๆๆ ฉันอยากกินโมจิมัจฉะกับขนมสอดไส้สตรอว์เบอร์รี! (อิโมติคอนกลิ้งไปกลิ้งมา)]
เจียงฉังหนิง : […]
เจียงฉังหนิง : [เข้าใจแล้ว]
ซือฝูชิงพรูลมหายใจ
ผู้หญิงดีกว่าจริงๆ นุ่มนิ่มแถมหยิกได้ด้วย
**
ทางฝั่งตระกูลจั่ว
หลังจากจั่วเทียนเฟิงรู้เรื่องที่จั่วฉิงหย่าถูกตำรวจจับตัวไปก็รีบร้อนกลับมาบ้านทันที
“คนไร้ประโยชน์!” เขาตบโต๊ะอย่างแรงด้วยความโมโห “เดิมทีเรื่องในบ้านก็มากพอแล้ว ลูกคนนี้ยังสร้างเรื่องเดือดร้อนในเวลาสำคัญแบบนี้อีก ใครจะมีเวลาว่างมาสนใจ!”
เรื่องโชคร้ายที่เกิดขึ้นในระยะนี้มากเกินไปแล้ว
ถ้าไม่ใช่สององเมียวจิของตระกูลฟูจิยามะจากตงซังละก็นะ
“พ่อวางใจได้ค่ะ” จั่วเสียนอวี้ยังคงนิ่งขรึม “ขอแค่คู่กรณีไม่ฟ้องก็ไม่ต้องขึ้นศาล”
“ก็จริง” จั่วเทียนเฟิงโบกมือ “แค่ดาราตัวเล็กๆ ถ้าไม่ได้จริงๆ ค่อยใช้เงินจัดการ”
เขาไม่รู้จักหลินชิงเหยียน ชี้ให้เห็นว่าเธอไม่ใช่คนเด่นดังมากเท่าไร ไม่ถึงขั้นเป็นที่รู้จักในวงกว้าง
ถ้าเป็นเมนเทอร์สายเต้นเหมือนซือฝูชิง คนแบบนี้จะมีภูมิหลังใหญ่โตได้อย่างไร
อย่างมากก็แค่เป็นลูกสาวเศรษฐี แต่ถึงอย่างไรตระกูลจั่วก็เป็นตระกูลอันดับหนึ่งในเมืองหลิน แล้วจะมีลูกสาวเศรษฐีคนใดยอมเป็นปฏิปักษ์กับตระกูลจั่วเพราะเรื่องแค่นี้บ้าง
จั่วเสียนอวี้พยักหน้า “หนูเองก็คิดแบบนั้นค่ะ”
“ใช่แล้ว” จู่ๆ จั่วเทียนเฟิงก็โพล่งถามขึ้นว่า “ลูกไปถามเรื่องหมอแผนกหัวใจและปอดอะไรนั่นหรือยัง”
“ความจริงทางฝั่งนั้นก็ไม่ค่อยรู้อะไรมากเหมือนกัน” จั่วเสียนอวี้ส่ายศีรษะ “แม้แต่หมอเจ้าของไข้ยังรู้แค่นามสกุล หนูเองก็กำลังรอโทรศัพท์อยู่ค่ะ”
“โอเค” จั่วเทียนเฟิงไม่ได้บีบคั้นอะไร พลันลุกขึ้นยืน “ถ้าถามได้เรื่องยังไงก็รีบติดต่อได้เลย พ่อแวะไปที่สถานีตำรวจก่อน ส่วนดาราตัวเล็กๆ นั่นก็รีบเรียกมาด้วย!”
จั่วเสียนอวี้พยักหน้ารับ
จั่วเทียนเฟิงยังไม่ทันได้ดื่มน้ำสักอึกก็รีบออกจากบ้านไปแล้ว
จากนั้นจั่วเสียนอวี้ก็จัดการเอกสารของบริษัทต่อ
ทว่าไม่นานหลังจากนั้นเสียงมือถือก็ดังขึ้น
จั่วเสียนอวี้กดรับสาย “ฮัลโหล สวัสดีค่ะ ฉันเคยติดต่อคุณไปก่อนหน้านี้แล้วว่าอยากสอบถามเรื่องหมอที่แผนกหัวใจและปอดที่เคยพูดถึงค่ะ”
“คืองี้ค่ะคุณหนูจั่ว เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวคนไข้ ทางเราเลยไม่สะดวกจะเปิดเผย” หมอพูดด้วยน้ำเสียงเกรงใจ “แน่นอนว่าฉันจะช่วยเอาเรื่องนี้ไปบอกหญิงสาวคนนั้นให้ ถ้าเธอเต็มใจก็จะติดต่อพวกคุณเอง”
“ได้ค่ะ รบกวนด้วยนะคะ” จั่วเสียนอวี้พยักหน้า แต่ยังนึกสงสัยอยู่บ้าง “คุณหมอบอกว่าหญิงสาว? หมอคนนี้อายุยังไม่มากเหรอคะ”