เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 77 ซือฝูชิง...ล้างก็ล้าง
ซย่าเซิงโด่งดังจากการเป็นนางแบบ ไม่ว่าจะเรื่องรูปร่างหรือหน้าตาล้วนดูดี
เธอเป็นคนหนานโจว มีความนุ่มนวลอ่อนหวานตามฉบับสาวเจียงหนาน นิสัยอ่อนโยนและรักแฟนคลับมาก ดังนั้นแฟนคลับของเธอจึงภักดีต่อเธอ
เพราะมาจากตระกูลผู้รู้หนังสือ ซย่าเซิงจึงเลื่อมใสในวัฒนธรรมโบราณอย่างมาก
หลังจากเข้าสู่วงการนี้ เธอมักจะลงรูปในชุดกี่เพ้าและชุดซย่าบ่อยๆ
ชุดซย่าก็คือชุดโบราณในช่วงราชวงศ์ต้าซย่าที่ประชาชนนิยมใส่กัน ซึ่งก็คือชุดดั้งเดิมของต้าซย่านั่นเอง
เพราะในยุคของฮ่องเต้อิ้นมีศึกสงครามไม่เว้นวัน ภายในเมืองจึงมีการอพยพอยู่บ่อยครั้ง
ดังนั้นชุดในสมัยต้าซย่าจึงไม่ซับซ้อน แต่กระนั้นก็ยังคงความงามของชุดสตรีไว้ ในขณะที่ชุดของบุรุษก็ไม่เสียความเป็นวีรบุรุษไปเช่นกัน นี่จึงเป็นความชื่นชอบของคนที่หลงใหลในกลิ่นอายโบราณ
เพียงแต่หลายปีมานี้วัฒนธรรมแนวโบราณเสื่อมถอยลง นางแบบที่สวมชุดนี้มีอยู่น้อยมาก ไม่ง่ายเลยกว่าจะมีแบรนด์เสื้อผ้าอย่างซีเจียงเยวี่ยก่อตั้งขึ้นมา
ก็จริงที่ถึงแม้ซีเจียงเยวี่ยจะเป็นแบรนด์เล็กๆ ไม่มีชื่อเสียงอะไร แต่เพราะความชอบส่วนตัว ซย่าเซิงจึงลองไปแคสติ้งเอง
อย่าว่าแต่พวกแฟนคลับเลย เพราะแม้แต่ซย่าเซิงก็ยังหลงคิดว่านางแบบโฆษณาของซีเจียงเยวี่ยต้องตกเป็นของตัวเองแน่นอน
ในเมื่อนางแบบที่เหมาะสมกับสไตล์นี้มีอยู่ไม่มาก เลยมีนางแบบไม่น้อยจงใจเปลี่ยนสไตล์ไปทางตะวันตกเพื่อดันให้ตัวเองสามารถเข้าสู่วงการระดับโลก
แต่สุดท้ายโอกาสนี้ดันตกไปอยู่ในมือของคนที่ไม่ใช่แม้แต่นางแบบอย่างซือฝูชิง
มีสิทธิ์อะไร
หลังจากชาวเน็ตที่สัญจรไปมาเห็นโพสต์ของเหล่าแฟนคลับตัวยงของซย่าเซิงก็พากันตกใจไม่น้อย
[ฉันนึกว่าอาจจะเพราะซีเจียงเยวี่ยไม่มีชื่อเสียง ไม่มีใครไปแคสติ้งเลยบีบให้คนเบื้องหลังเลือกซือฝูชิง แต่ตอนนี้น่าแปลก เพราะถ้ามีซย่าเซิงอยู่ด้วย ทำไมถึงยังเลือกซือฝูชิงอีกล่ะ]
[ได้ ไม่ดูหน้าตาไม่ดูความสามารถในการทำงาน แต่ซือฝูชิงเธอสู้เรื่องการเรียนได้ไหมล่ะ อ๋อ ฉันลืมไปเลย ซือฝูชิงไม่ได้เรียนแม้แต่มัธยมปลายด้วยซ้ำ]
[ตลกจัง คนที่เรียนมาแค่เก้าปียังกล้าโอหังเชิดหน้าชูตาอยู่ในวงการบันเทิงได้ คงพูดได้แค่ว่าเส้นสายดีสุดๆ มากกว่ามั้ง]
[งั้นขอแนะนำเซิงเซิงของพวกเราหน่อยละกัน สูง 178 เซนติเมตร น้ำหนัก 44 กิโลกรัม จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยหนังและการละครเมืองไห่ เป็นต้นแบบที่ยอดเยี่ยม คู่ควรให้ติดตาม]
[ซือฝูชิงเทียบกับใครไม่ได้เลยจริงๆ ไม่ง่ายเลยนะกว่าฉันจะรู้สึกดีกับซือฝูชิงขึ้นมาบ้างตอนดูรายการหนุ่มสาววัยใส แต่ตอนนี้มันหายไปหมดแล้ว พัฒนาความสามารถของตัวเองไปอย่างเงียบๆ ไม่ดีกว่าเหรอ คว้าตัวพรีเซ็นเตอร์ได้แล้วยังไง ศีลธรรมไม่คู่ควรกับตำแหน่งเลยสักนิด]
[ฉันแนะนำว่าถ้าซือฝูชิงอยากได้ความรู้สึกดีๆ จากคนที่สัญจรไปมาจริงๆ ทางที่ดีควรเป็นฝ่ายยกตำแหน่งพรีเซ็นเตอร์นี้ให้ซย่าเซิงเถอะ ในเมื่อเธอเองก็ไม่ใช่นางแบบ]
เวลานี้หน้าเพจออฟฟิเซียลในเวยปั๋วของซีเจียงเยวี่ยถูกทัวร์ลงยับ
ช่องคอมเมนต์ของโพสต์ใหม่ล่าสุดที่ประกาศว่าได้ซือฝูชิงเป็นพรีเซ็นเตอร์ถูกถล่มยอดคอมเมนต์ปาไปสองหมื่น ล้วนเป็นข้อความทวงหาความยุติธรรมให้ซย่าเซิงทั้งสิ้น
หลินชิงเหยียนเห็นเช่นนั้นก็สบายใจ พูดพร้อมสะบัดผม “ดีมาก เวลาสำคัญแบบนี้เราก็ต้องช่วยดันอีกแรง ซย่าเซิงมีความเกี่ยวข้องกับคนของเมืองซื่อจิ่วด้วยใช่ไหม”
“เหมือนจะใช่” ผู้จัดการครุ่นคิด “สิ้นปีก่อนเห็นมีข่าวหลุดว่าซย่าเซิงปรากฏตัวในงานเลี้ยงปีใหม่ของตระกูลอวี้ แต่ก็ไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดเท่าไร”
“งั้นเห็นทีนายทุนของเธออาจเป็นคนในตระกูลอวี้” หลินชิงเหยียนถอนหายใจอย่างเห็นอกเห็นใจ “พวกเรากระพือข่าวทำให้ซย่าเซิงปะทะกับซือฝูชิงดีกว่า ต่อให้ตระกูลจั่วแข็งแกร่งแค่ไหนก็คงเทียบกับตระกูลอวี้ของเมืองซื่อจิ่วไม่ได้”
ผู้จัดการพยักหน้าเห็นด้วย “ไม่เลวนี่ พวกเราคอยดันอยู่เบื้องหลังก็พอ ไม่จำเป็นต้องออกหน้า”
หลินชิงเหยียนเม้มปากยิ้ม
ปล่อยให้นกกระยางกับหอยสู้กันไปแล้วชาวประมงค่อยรอรวบเก็บผลประโยชน์ทีหลัง
และเธอก็คือชาวประมงคนนั้น
เชื่อว่าต่อให้ครั้งนี้ซือฝูชิงไม่ตายก็คงถลอกปอกเปิกไม่น้อย
**
ขณะที่หลินชิงเหยียนทุ่มเงินมหาศาลติดต่อพรรคพวกและสื่อออนไลน์ต่างๆ ซือฝูชิงก็จบการรักษาในวันนี้พอดี
เธอดื่มน้ำผลไม้ไปแก้วหนึ่ง จากนั้นก็ฟุบตัวนั่งดูการ์ตูนบนโซฟา ดูตัวตุ่นกำลังขุดหลุมอย่างให้ความสนใจ
เฟิ่งซานไม่เข้าใจงานอดิเรกแบบนี้ของเธอเลยจริงๆ เลยทำได้แค่เข้าครัวไปปอกผลไม้
ซือฝูชิงหมุนตัวหันไปมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนโซฟาเดี่ยวด้านข้างพลางยกมือเท้าศีรษะตัวเองไว้อย่างครุ่นคิด “เจ้านาย ถ้าเจ้านายเข้าวงการบันเทิงนะ คงเหมาะจะเล่นบทหนึ่งมากเลย”
อวี้ซีเหิงรินชาก่อนจะยกแก้วชาขึ้นพลางพูดเสียงเรียบแฝงความอ่อนโยน “บทแบบใด”
ซือฝูชิงกะพริบตาปริบๆ แล้วพูดราวกับว่ามันควรเป็นแบบนั้น “บทฮ่องเต้”
อวี้ซีเหิงที่ยกชาขึ้นมาชะงักไป จากนั้นสายตาคมกริบก็หรี่ลง
ชั่ววินาทีนั้นดวงตาสีอำพันขรึมลงเล็กน้อย สายตาเต็มไปด้วยความน่าเกรงขามอย่างลึกซึ้ง
เวลานี้เฟิ่งซานเดินออกมาจากห้องครัว ฉับพลันเขาก็รู้สึกเหมือนกับเลือดในกายแข็งตัว ร่างกายแข็งทื่อขยับเขยื้อนไม่ได้
บรรยากาศรอบกายราวกับถูกแช่แข็ง ถึงขนาดชวนให้รู้สึกหายใจไม่ออก
เฟิ่งซานหายใจอย่างยากลำบาก “พี่…พี่เก้า…”
ทว่าซือฝูชิงยังคงไม่รับรู้ถึงความรู้สึกใดๆ เธอถอนหายใจ “พูดถึงแล้วเมื่อก่อนฉันก็อยากแสดงบทฮ่องเต้เหมือนกัน แต่ตอนนี้ค้นพบแล้วว่าฉันอยากแสดงบทไทเฮามากกว่า”
อวี้ซีเหิงใช้ศอกยันโซฟา หางตาเก็บซ่อนรอยยิ้มไว้ จากนั้นความน่าเกรงขามก็ถูกเก็บกลับไปอย่างไร้สุ่มเสียง “หืม เป็นเพราะอะไรอีกเล่า”
“ไทเฮาไม่ได้มีแค่คนคอยรับใช้ แต่วันๆ ยังนอนแค่บนเตียง” ซือฝูชิงอธิบายด้วยเสียงเกียจคร้าน “ชุดมาก็กางแขนใส่ ข้าวมาก็อ้าปาก นี่มันชีวิตสบายๆ ที่ฉันใฝ่หาเลย”
เฟิ่งซานที่กว่าจะขยับตัวได้ “พรวด…”
อะไรนะ เพราะเหตุผลแค่นี้เองเหรอ
ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จู่ๆ ซือฝูชิงก็นั่งหลังตรง
เธอลุกขึ้นเดินตรงไปยังเสาไม้แขวนหมวกก่อนล้วงหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋าที่แขวนอยู่ จากนั้นก็วิ่งกลับมาหยุดอยู่ตรงหน้าอวี้ซีเหิง
อวี้ซีเหิงเงยหน้าขึ้น จากนั้นสายตาก็จับจ้องไปยังปอยผมที่ชี้โด่เด่บนศีรษะของหญิงสาว เลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนเอ่ยถาม “นี่อะไร”
“เจ้านายคะ” ซือฝูชิงยกสองมือขึ้นไหว้ด้วยสีหน้าจริงจังสุดๆ “ฉันมีความฝันในชีวิตอย่างหนึ่ง หวังว่าเจ้านายจะช่วยทำให้มันเป็นจริงได้”
อวี้ซีเหิงถามด้วยสีหน้ามึนงงเล็กน้อย “ความฝันอะไร”
“ฉันอยากได้ยินฮ่องเต้อิ้นพูด” ซือฝูชิงใช้นิ้วชี้ไปที่หนังสือในมือ “คุณอ่านประโยคนี้ได้ไหม ขอร้องล่ะเจ้านาย ฉันรู้สึกว่าเสียงของเจ้านายเพราะมากๆ ขนาดคนที่เสียงดีๆ ที่ฉันรู้จักยังเทียบไม่ได้เลย ให้ฉันบันทึกเสียงของคุณเก็บไว้เถอะนะคะ!”
เฟิ่งซาน “…”
นอกจากการกินเป็ดย่างแล้ว ความฝันในชีวิตยังอยากได้ยินบุคคลในประวัติศาสตร์พูดด้วยเหรอ
นี่มันความฝันเรื่อยเปื่อยอะไรกัน
ตนเชื่อว่าพี่เก้าไม่มีทางทำเรื่องไร้สาระอะไรแบบนี้กับคุณซือแน่นอน!
แต่ใครจะรู้ว่าอวี้ซีเหิงกลับวางเอกสารในมือลงก่อนรับหนังสือมา “ประโยคไหน”
“ประโยคนี้เลย!” ซือฝูชิงชี้ไปที่หนังสือ “เจ้านาย เร็วเข้าๆ พูดสักรอบสิ”
อวี้ซีเหิงก้มศีรษะ ทันใดนั้นสายตาก็ขรึมลง
ในหนังสือเป็นประโยคดังต่อไปนี้…
‘ศักราชชูหยวนที่สาม มีขุนนางถวายหนังสือให้ฮ่องเต้ ขอให้รับเหล่าสนมเพื่อทำให้วังหลังสมบูรณ์ แต่ฮ่องเต้ทรงตรัสว่า ‘บ้านเมืองยังวุ่นวายอยู่ทุกย่อมหญ้า เหตุใดยังต้องรับสนมเข้ามาอีกเล่า’ หลังจากปฏิเสธเหล่าขุนนางในราชสำนักไปก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก จากนั้นสนมวังหลังสามพันคนก็ถูกถอดจากตำแหน่ง’ จากหนังสือบันทึกของฮ่องเต้อิ้น บทที่สิบแปด
ซือฝูชิงเลื่อมใสฮ่องเต้อิ้นในจุดนี้มาก
มีนักประวัติศาสตร์กล่าวอย่างเศร้าใจว่าฮ่องเต้อิ้นมีชีวิตมาตั้งยี่สิบเจ็ดปี ทว่าไม่มีพระชายาหรือสนม กระทั่งไม่ได้ให้กำเนิดทายาทเลยสักคน
หลังจากเสด็จสวรรคตไป ขุนนางราชสำนักก็ทำตามคำสั่งเสียโดยหาทายาทของชินอ๋องที่มีเชื้อกษัตริย์มาสืบทอดสายเลือดของราชวงศ์ต้าซย่าต่อ
บ้านเมืองยังวุ่นวายอยู่ทุกย่อมหญ้า เหตุใดยังต้องรับสนมเข้ามาอีกเล่า
ที่แท้บนโลกนี้ก็มีคนที่ยึดเอาความถูกต้องวางไว้เหนือความรู้สึกส่วนตัวใดๆ ทั้งปวงอยู่จริง
อวี้ซีเหิงมองด้วยสายตาแน่นิ่ง น้ำเสียงราบเรียบ “เป็นประโยคที่ดี แต่เขาอาจจะไม่เคยพูดคำนี้ก็ได้”
“ไม่ว่าพระองค์จะเคยพูดคำนี้หรือไม่ แต่เขาก็ทำแบบนั้น” ซือฝูชิงเอียงศีรษะ “แค่นี้ก็เพียงพอแล้วไม่ใช่เหรอ”
อวี้ซีเหิงนิ่งเงียบไปพักใหญ่ จู่ๆ ก็คลี่ยิ้มออกมา “ใช่”
พออ่านหนังสือประวัติศาสตร์มามาก บางครั้งเขาก็นึกคิดเหมือนกันว่าคนรุ่นหลังชอบและเลื่อมใสเขาเพราะอะไร
เพราะประทับใจในความแข็งทื่อจากตัวอักษรที่ถูกขีดเขียน หรือความสมบูรณ์แบบที่สร้างขึ้นมาเองจากในจินตนาการ
ซึ่งทั้งหมดล้วนไม่ใช่ตัวตนเขาจริงๆ เลย
เขามีข้อบกพร่องและไม่ได้สมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง
“ฉันพร้อมแล้ว” ซือฝูชิงหยิบมือถือขึ้นมา “เจ้านายเริ่มเลย”
อวี้ซีเหิงเลิกคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็อ่านประโยคนี้ตามในหนังสือประวัติศาสตร์รอบหนึ่ง
น้ำเสียงของเขายังคงอ่อนโยนสุขุมและไม่มีเสียงสั่นเครือที่แฝงความรู้สึกใดออกมาทั้งสิ้น
แต่ซือฝูชิงรู้สึกได้ว่า บางทีนี่อาจจะเป็นน้ำเสียงที่ฮ่องเต้อิ้นใช้พูดในเวลานั้นก็ได้
อาจไม่ได้แข็งกร้าวดุดัน แต่บางเบาสบายๆ
น้ำเสียงของชายหนุ่มไม่ช้าไม่เร็ว นิ่งสงบจนยากจะคาดเดาได้ ราวกับชวนให้เธอนึกย้อนไปถึงยุครุ่งเรืองของราชวงศ์ต้าซย่า รู้สึกว่ากำลังยืนประจันหน้าอยู่กับฮ่องเต้อิ้น
จนกระทั่งอวี้ซีเหิงยื่นหนังสือคืนกลับไปให้พร้อมพูดด้วยเสียงอันมีพลังว่า “เรียบร้อย”
จากนั้นซือฝูชิงถึงได้สติ ดวงตาจิ้งจอกของเธอกะพริบปริบๆ “เจ้านาย ทักษะการแสดงไม่เลวเลย”
อวี้ซีเหิงใช้มือกุมศีรษะแต่หางตายังเก็บซ่อนรอยยิ้มไว้ เพียงแต่ครั้งนี้รอยยิ้มดูลึกซึ้งมากกว่าเดิม “เมื่อก่อนเคยฝึกอยู่บ้าง”
เฟิ่งซานฉงนใจ
ทำไมเขาไม่รู้เลยว่าพี่เก้าของเขาเคยฝึกการแสดงมาด้วย
ไม่เลวเลย ไม่ว่าจะเคยฝึกมาก่อนหรือเปล่า แต่พี่เก้าของเขานั้นเก่งรอบด้าน!
แต่เมื่อกี้ให้ความรู้สึกเหมือนเผชิญหน้าอยู่กับฮ่องเต้อิ้นจริงๆ ทำเอาแทบอยากล้มตัวลงไปคุกเข่า
เฟิ่งซานเซถอยหลังไปอย่างเงียบๆ
คุณซือพูดถูก พี่เก้าของเขาเหมาะที่จะรับบทฮ่องเต้อย่างมาก
“โอเค! เพอร์เฟกต์มาก!” ซือฝูชิงตั้งค่าประโยคนี้เป็นเสียงนาฬิกาปลุกตอนเช้าอย่างพึงพอใจ “เจ้านาย การรักษาขั้นแรกเสร็จแล้ว รอฉันจัดการตัวยาก่อน พวกเราค่อยเข้าสู่กระบวนการรักษาขั้นที่สองต่อ เชื่อว่าอีกไม่นาน คุณก็กลับมาเดินตัวปลิว วิทยายุทธ์เหนือใครทั่วหล้าแล้ว!”
เฟิ่งซานกระตุกยิ้มมุมปาก “…”
พวกคนที่ชอบยอยังต้องมาดูคุณซือโม้เลย
อวี้ซีเหิงสายตาขรึมลงเล็กน้อย
ชาติก่อนเขาตายเพราะอาการป่วยทางปอด ไอเป็นเลือดจนตาย
ตอนมีชีวิตอยู่ เขามักคิดอยู่บ่อยๆ ว่าความตายให้ความรู้สึกอย่างไรบ้าง
เขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บป่วยที่หัวใจถูกบีบรัด แต่ไม่นานก็สามารถสูดอากาศสดชื่นใหม่อีกครั้ง
ถึงแม้จะฟื้นกลับมามีชีวิตใหม่ แต่ดันมาอยู่ในร่างพิการเสียได้
ขาทั้งสองข้างใช้การไม่ได้ ร่างกายก็ไม่แข็งแรง
ดังนั้นเขาจึงเรียกรวมตัวพันธมิตรหมอเทวดาขึ้นใหม่
หลังจากผ่านการรักษาจากพันธมิตรหมอเทวดา ความจริงขาของเขาก็กลับมาเดินได้แล้ว แต่อาจจะเพราะไม่ได้ถอนรากถอนโคนโรคนี้ไปจริงๆ ดังนั้นทุกๆ เดือนมักจะมีอาการปวดเป็นระยะๆ
สำหรับเขาแล้วอาการปวดแค่นี้ไม่เท่าไร แต่ความจริงส่งผลกับการเคลื่อนไหวของเขามาก
วันนั้นที่หนีไปอยู่ในรถก็เพราะอาการปวดกำเริบ
อวี้ซีเหิงสัมผัสได้ว่าการรักษาของซือฝูชิงสามารถบรรเทาอาการเจ็บปวดของตัวเองได้อย่างชัดเจน
เขาสบดวงตาจิ้งจอกที่สดใสเริงร่า จากนั้นก็คลี่ยิ้มบาง “อืม ฉันจะรอ”
“งั้นฉันไปก่อนนะคะ” ซือฝูชิงโบกมือ “ไม่ต้องไปส่งฉันหรอก ฉันจะปั่นจักรยานกลับเอง”
อวี้ซีเหิงพยักหน้า
ทว่าซือฝูชิงเพิ่งเดินไปถึงประตู เสียงมือถือพลันดังขึ้น
พอกดรับสาย ปลายสายก็สาดคำด่าทอมายกใหญ่
“ซือฝูชิง เธอทำอะไรของเธอ!!” เฝิงเพ่ยจือตวาดด้วยความโกรธ “ใครอนุญาตให้เธอรับงานพรีเซ็นเตอร์ส่วนตัวโดยไม่ผ่านบริษัท สัญญาล่ะ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมไม่บอกทางบริษัท เธอดูเอาสิว่าบนโลกออนไลน์ด่าเธอไปถึงไหนแล้ว ยังจะต้องให้บริษัทจัดการกับเธออีกใช่ไหม!
เธอก็ดีแต่สร้างความวุ่นวาย พรีเซ็นเตอร์อะไรกัน ฉันจะบอกให้ว่าบริษัทไม่อนุญาต”
ซือฝูชิงตัดสายทิ้ง จากนั้นก็บล็อกเบอร์ใหม่ของเฝิงเพ่ยจือลงในบัญชีดำ
ดีมาก โลกกลับมาสงบแล้ว
แต่เสียงนี้ย่อมไม่มีทางเล็ดลอดผ่านหูของอวี้ซีเหิงไปได้ เขาเอ่ยถามเสียงสูง “ต้องการความช่วยเหลือหรือไม่”
“ตอนนี้ยัง” ซือฝูชิงขยับบ่าไหล่ “รอรายการจบก่อน ถึงอย่างไรพวกเขาก็มายุ่มย่ามกับฉันไม่ได้แล้ว”
เธอจะออกจากบริษัทเทียนเล่อมีเดียไหมไม่ใช่เรื่องสำคัญ
สิ่งที่สำคัญก็คือเธออยากให้เซี่ยอวี้และสวี่ซีอวิ๋นเดบิวต์ได้อย่างราบรื่น
ถ้าไม่ใช่เพราะเด็กฝึกเหล่านี้ เธอคงไม่อยากอยู่ในวงการบันเทิงนี้แม้แต่วินาทีเดียว
“คุณซือ รอเดี๋ยวก่อน!” เฟิ่งซานหยิบมือถือวิ่งตามมาด้วยท่าทีร้อนใจ “เวยปั๋วของคุณโดนถล่มแล้ว คอมเมนต์ด้านล่างบอกว่าคุณไปแย่งงานของซย่าเซิง แถมถามว่าคุณกล้าล้างเครื่องสำอางไหม ถ้าล้างเครื่องสำอางแล้วสวยกว่าซย่าเซิงจริงๆ พวกเขาถึงจะหุบปาก”
จากนั้นเขาก็หันขวับไปทางอวี้ซีเหิง “พี่เก้า ผมจะหาคนไประงับบัญชี ห้ามไม่ให้พวกนั้นมาหยามเกียรติคุณซืออีก”
“ไม่ต้องหรอก ยุ่งยาก” ซือฝูชิงกดเข้าไปในเวยปั๋ว “ล้างก็ล้าง”
หลังจากนั้นไม่กี่วินาที เธอก็เก็บมือถือเข้ากระเป๋า “เรียบร้อย”
เสี่ยวไป๋จับจ้องปากกาในมือของอวี้ซีเหิงด้วยสายตาเว้าวอน พลางเลียริมฝีปากสีชมพูแผล่บๆ
หอมจัง น่ากินเหลือเกิน
ทว่าหัวของมันดันถูกซือฝูชิงกดกลับลงไป
เสี่ยวไป๋ “…”
เจ้านายใจร้าย!
เฟิ่งซานพาซือฝูชิงไปส่งที่ประตูอย่างนึกสงสัยและประหลาดใจ
ระหว่างทางเดินกลับ เขาก็กดเปิดแอพพลิเคชั่นเข้าไปดูในเวยปั๋วของซือฝูชิง อยากรู้นักว่าซือฝูชิงทำอะไรกันแน่
คอมเมนต์ล่าสุดมีการตอบกลับ
เวลาก็คือเมื่อสิบวินาทีก่อน
ซือฝูชิง: [กล้า ก็มาสิ // @หมอนใบน้อยของซย่าเซิง: ไม่ต้องสร้างเรื่องเดิมพันหรอก ขอถามคำเดียว ซือฝูชิงเธอกล้าล้างเครื่องสำอางต่อหน้าทุกคนบนโลกออนไลน์ไหม ล้างให้พวกเราดูหน่อยสิ…]