เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 80 อวี้ซีเหิง : อยากให้ฉันกอดมั้ย
อวี้ถังตาเป็นประกาย “เฟิ่งซาน นายดีที่สุดเลย!”
เธอกระโดดไปข้างๆ เฟิ่งซานทันทีแล้วยื่นหน้าเข้าไปมอง
แต่พอได้เห็นแล้ว อวี้ถังก็กรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง “กรี๊ดดดด…”
อวี้ซีเหิงชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เฟิ่งซาน”
เฟิ่งซานปิดปากอวี้ถังทันที เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นเต็มแผ่นหลังของเขา
เขาไม่กล้าพูดออกมาเลยว่า เขาเองก็แทบจะร้องออกมาเหมือนกัน
“ฮือๆๆ!” อวี้ถังพยายามเอามือของเฟิ่งซานออกอย่างสุดแรง เธอตื่นเต้นมาก “กรี๊ด อาเก้า อาดูสิ! ชิงชิงของพวกเราเจ๋งที่สุด! เธอมีสามล้านโหวตแล้ว!”
การโหวตเมนเทอร์นั้นไม่ดูอะไรนอกจากความนิยมของบุคคล และไม่ได้มีผลกระทบอะไรมาก
บวกกับที่หลีจิ่งเฉินและอาจารย์สอนขับร้องไม่ใช่ดาราที่มีกระแส พวกแฟนๆ จึงไม่ได้ต่อสู้เพื่อชื่อเสียงปลอมๆ นี้
มีเพียงหลินชิงเหยียนเท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับมัน
แฟนๆ ของหลินชิงเหยียนช่วยโปรโมททุกวันพร้อมทั้งโหวตให้เธอ
แต่แฟนๆ ที่พยายามโหวตมาเป็นเวลาหนึ่งเดือนกลับประสบความล้มเหลวในคืนนี้
อันดับ ณ ตอนนี้
อันดับที่ 1 ซือฝูชิง 3,230,421
อันดับที่ 2 หลินชิงเหยียน 589,421
ความต่างของตัวเลขห่างกันหนึ่งหลักเต็มๆ
อันดับมีการเปลี่ยนแปลงทุกนาที
จำนวนคะแนนโหวตของซือฝูชิงยิ่งทิ้งห่างหลินชิงเหยียนมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
แฟนๆ ของหลินชิงเหยียนร้อนใจไม่ไหว แต่พวกเขาก็ตามไม่ทันจริงๆ แฟนตัวยงในกลุ่มต่างก็ตะโกนเรียกเสียงแหบเสียงแห้ง
[เปิดแอคหลุมเลย! คนละสิบแอค รีบโหวตเลย!]
[มันน่าโมโหจริงๆ ทำไมคนเราต้องดูแต่หน้าตากันด้วย หน้าตาดีแล้วเจ๋งนักหรือไง!]
[ทำไงดีตามไม่ทันแล้ว!!!]
“วะฮ่าๆๆ” อวี้ถังแยกเขี้ยวอย่างอารมณ์ดี “หลินชาเขียวโมโหตายแล้ว ฮ่าๆๆ พรุ่งนี้ฉันจะไปค่ายฝึกดูชิงชิง แล้วจะถือโอกาสดูซักหน่อยว่าหน้ายัยนั่นเขียวแค่ไหน”
อวี้ซีเหิงเงยหน้าแล้วกวาดสายตามองไป
เฟิ่งซานรีบพูดทันที “คุณหนูอวี้ถัง ได้เวลาพักผ่อนแล้วครับ”
อวี้ถังขึ้นไปข้างบนอย่างอิดออด
คืนนี้เธอจะต้องฝันดีฝันเห็นชิงชิงแน่ๆ
**
ส่วนหลินชิงเหยียนนั้นกำลังโมโหอย่างมาก
แต่ที่มีมากกว่าคือความไม่อยากจะเชื่อ
นับตั้งแต่ที่เธอดันซือฝูชิงติดอันดับคำค้นหายอดนิยม เธอก็เฝ้ารอให้ซือฝูชิงทำตัวเองอับอายขายขี้หน้า
เธอก็เลยนั่งหน้าคอมตอนหนึ่งทุ่มตรงเพื่อดูการถ่ายทอดสดในแอพของซีโย่วทีวี
ในห้องถ่ายทอดสดมีตัวชงของเธออยู่ด้วย
แต่แน่นอนว่าชาวเน็ตที่ไม่ชอบหน้าซือฝูชิงเองก็มีจำนวนมากกว่า
เธอแค่ขอให้ตัวชงด่าอะไรออกมาไม่กี่คำเท่านั้น แค่นั้นก็ทำให้ชาวเน็ตเกิดความไม่พอใจได้แล้ว
เดิมทีหลินชิงเหยียนคิดว่า หลังจากวันนี้ไปซือฝูชิงจะต้องอับอายจนไม่สามารถอยู่ในวงการบันเทิงได้อีกต่อไป และเป็นคนถอนตัวออกจากรายการไปเอง
แต่เธอไม่นึกเลยว่า หลังจากที่ซือฝูชิงลบเครื่องสำอางแล้ว เธอจะมีหน้าตาแบบนั้น!
ลูกรักพระเจ้า
ไม่ว่าหลินชิงเหยียนจะมองอย่างไรก็ต้องยอมรับว่า ซือฝูชิงสมควรกับคำนั้นจริงๆ
เธอมองเห็นชาวเน็ตที่เมื่อวินาทีก่อนกำลังก่นด่าซือฝูชิงกลับกลายเป็นแฟนคลับไปในวินาทีถัดมาตาปริบๆ
ขณะที่เธอทำงานอย่างหนักมาหลายปี เธอมีแฟนๆ ที่ติดตามเวยปั๋วแค่ 14 ล้านคนเท่านั้น
แต่ซือฝูชิงใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็มีแฟนๆ ติดตามถึงเจ็ดล้านคนแล้ว
หลินชิงเหยียนทนดูไม่ได้อีกต่อไป เธอโกรธจนเขวี้ยงคอมพิวเตอร์ทิ้ง
เธอมองเข้าไปในกระจก ลูบไล้สัมผัสใบหน้าของตนเอง ดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
ขณะที่ซือฝูชิงกำลังเปิดเผยหน้าตาที่แท้จริงออกมา ใบหน้าของเธอก็กำลังแพ้และคงไม่หายในเวลาสั้นๆ เป็นแน่
เธอจะเอาชนะในการแสดงต่อสาธารณะวันมะรืนได้อย่างไร
เธอกลายเป็นผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องมารับมีดแทนซือฝูชิงโดยไม่รู้ตัว
เธอจะรอต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เธอจะต้องกำจัดภัยคุกคามอย่างซือฝูชิงออกไปให้ได้โดยเร็วที่สุด!
สีหน้าหลินชิงเหยียนมืดมน ขนตาที่หลุบลงปกปิดอารมณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน
คืนนั้นแฟนคลับหน้าใหม่ของซือฝูชิงกำลังรื่นเริงกันในกลุ่ม แต่หลินชิงเหยียนกลับนอนไม่หลับเลยทั้งคืน
เช้าตรู่วันถัดมาเธอก็ได้แต่ต้องใช้คอนซีลเลอร์เพื่อปกปิดใต้ตาที่หมองคล้ำเท่านั้น
เมื่อหลินชิงเหยียนนึกถึงหน้าสดของซือฝูชิง ก็ยิ่งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ
ตอนที่เธอมาถึงห้องซ้อมเต้นหมายเลขหนึ่ง เธอกลับพบว่ามีเด็กฝึกกำลังฝึกแยกขาอยู่เพียงสองคนเท่านั้น
หลินชิงเหยียนขมวดคิ้ว “คนอื่นๆ ล่ะ นี่มันแปดโมงครึ่งแล้วนะ!”
เด็กฝึกที่ขยันขันแข็งพอหกโมงเช้าก็ตื่นมาซ้อมกันแล้ว
เด็กฝึกทั้งสองมองหน้ากันไปมา
หนึ่งในนั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเปิดปาก “อยู่…อยู่ที่ห้องซ้อมเต้นหมายเลข 2 ครับ ไป ไปดู…”
ค่ายฝึกเป็นการจัดการแบบปิด ใช่ว่าใครจะพกโทรศัพท์ก็ได้
เซี่ยอวี้ทำตามใจตนเอง
ลู่เยี่ยนมีคนหนุนหลัง
โดยเฉพาะเมื่อคืน พวกเด็กฝึกต่างพากันล้อมวงดูการถ่ายทอดสดของซือฝูชิงจนจบ
พวกเขาทั้งหมดพากันตะลึงงัน
พวกของลู่เยี่ยนแทบจะไม่ได้นอนกันเลยทั้งคืน พอเช้าวันถัดมา หลังจากที่พวกเขารู้ว่าซือฝูชิงมาแล้ว ก็รีบวิ่งไปดูทันที
“อืม เข้าใจได้” หลินชิงเหยียนผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ เพื่อระงับความโกรธของตนเอง เธอเผยรอยยิ้มออกมา “แต่การฝึกซ้อมนั้นสำคัญกว่า นายไปเรียกพวกเขากลับมาเถอะ”
เด็กฝึกทั้งสองพยักหน้าแล้วรีบวิ่งไปทันที
หลินชิงเหยียนจิกเล็บลงกลางฝ่ามือ เธอเองก็ตามไปด้วย
ห้องซ้อมเต้นหมายเลข 2 แออัดไปด้วยผู้คน ตรงข้ามกับห้องซ้อมเต้นหมายเลข 1 อย่างเห็นได้ชัด
ซือฝูชิงล็อกประตูไว้ นอกจากเด็กฝึกทั้งหกคนของเธอแล้ว นักเรียนคนอื่นๆ ไม่มีใครเข้าไปได้ พวกเขาได้แต่ต้องเกาะอยู่ตรงหน้าต่างกระจกเท่านั้น
เสียงกระซิบกระซาบดังต่อเนื่อง
“ให้ตายสิ เธอหน้าตาแบบนี้จริงๆ นะ เธอไม่ได้แต่งหน้าเลยวันนี้”
“ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอต้องแต่งหน้าอยู่ตลอดเวลา ถ้าต้องเห็นใบหน้าลูกรักพระเจ้าแบบนี้ทุกวัน ใครมันจะทนได้?”
“ตอนที่เห็นผ่านหน้าจอก็ว่าสวยมากแล้วนะ พอมาเห็นกับตาตัวเองดาเมจแรงยิ่งกว่าซะอีก”
คนส่วนใหญ่ถ่ายรูปไม่ขึ้น ตัวจริงของพวกดาราเลยมักจะดูดีกว่าที่เห็นบนหน้าจอ
เหล่าเด็กฝึกที่เฝ้ามองอยู่ข้างนอกต่างพากันอิจฉาสวี่ซีอวิ๋นที่ได้รับการสอนท่าเต้นปีศาจจากซือฝูชิงตัวต่อตัว
สวี่ซีอวิ๋นกลับไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไรนัก
เขาพยายามรักษาท่วงท่าของท่าเต้นยากๆ ท่าหนึ่งไว้ พร้อมกับพยายามลอบมองขึ้นไป
“ไม่ต้องมองแล้ว นี่หน้าจริง” ซือฝูชิงมองลงมาที่เขา “ฉันสามารถเตือนนายล่วงหน้าได้เลยว่า ถ้านายยังเงยหน้าขึ้นอีก คอนายจะหักแน่”
พอสวี่ซีอวิ๋นได้ยินอย่างนั้น เขาก็คงท่าไว้ไม่ได้แล้วล้มลงกับพื้นทันที
ซือฝูชิงเลิกคิ้วก่อนจะก้มตัวลงมา “หนุ่มน้อย ความอดทนของนายไม่ไหวเลยจริงๆ”
“คุณไม่ใช่เมนเทอร์ซือ! เมนเทอร์ซือไม่ได้หน้าตาดีขนาดนี้” สวี่ซีอวิ๋นกุมหัวร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด “โลกทัศน์ของผมพังทลายแล้ว!”
เขาอุตส่าห์เตรียมตัวแล้วว่าวันนี้จะปลอบใจซือฝูชิงอย่างไรดี เผื่อว่าถ้าเขาประจบสอพลอเธอได้ดีพอ ก็จะได้ลดจำนวนระยะทางที่ต้องวิ่งลงไปสักหน่อย
แต่!
มันกลายเป็นอย่างนี้ไปได้ยังไง?
สวี่ซีอวิ๋นรู้สึกสิ้นหวังมาก
“เยี่ยมมาก นายมีโลกทัศน์ด้วย” ซือฝูชิงปรบมือให้เขา “ฉันนึกว่านายจะมีแต่แสงสว่างกับความยุติธรรมซะอีก”
สวี่ซีอวิ๋น “…”
โลกนี้ไม่เป็นมิตรกับเขามากเกินไปแล้ว
“พอเถอะ ฝึกต่อไปนะ ฉันจะออกไปข้างนอกสักหน่อย” ซือฝูชิงหันไปเห็นสืออวี่ที่ยังตะลึงงันอยู่ “นายหน้าแดงแล้ว ไปล้างหน้าไป”
สืออวี่ได้สติคืนมาทันที เขารีบก้มหน้าลง “ขอโทษครับเมนเทอร์ซือ ผมๆๆ…”
เขารู้สึกละอายใจจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้น ใจเต้นแรงไม่หยุด
“เข้าใจได้ๆ” สวี่ซีอวิ๋นสติกลับคืนมาแล้ว เขาพูดอย่างหยอกเย้า “ด้วยความงามของเมนเทอร์ซือซึ่งถือเป็นหนึ่งในจักรวาล ใครบ้างที่เห็นแล้วจะไม่ตะลึง”
สืออวี่กระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดหน้าไว้
ซือฝูชิงเงยหน้าขึ้น สายตาของเธอกวาดไปทางกลุ่มคนที่ออกันอยู่นอกห้องก่อนจะประสานเข้ากับสายตาของหลินชิงเหยียนพอดิบพอดี
หลินชิงเหยียนยังไม่ทันได้เก็บความเกลียดชังในสายตา เธอก็เห็นเด็กสาวเดินออกมา
วันนี้ซือฝูชิงสวมชุดเต้นเบาสบาย
มันไม่ใช่วัสดุราคาแพงอะไร แต่กลับขับเน้นรูปร่างของเธอได้เป็นอย่างดี
ซือฝูชิงเดินไปยืนตรงนั้นทันทีด้วยใบหน้าสดไร้เครื่องสำอางทำให้หลินชิงเหยียนกลายเป็นลูกเป็ดขี้เหร่ไปในทันที
หลินชิงเหยียนอดถอยหลังก้าวหนึ่งไม่ได้
“เมนเทอร์หลิน บังเอิญจริงๆ เลย” ซือฝูชิงเป่าเส้นผมที่ปรกข้างแก้ม “หน้าคุณยังไม่ดีขึ้นอีกเหรอ”
หลินชิงเหยียนเม้มปาก “เมนเทอร์ซือล้อเล่นแล้ว อาการแพ้จะหายไวได้ยังไง เมนเทอร์ซือไม่ต้องมองแล้ว”
“ก็จริง” ซือฝูชิงพยักหน้า “คุณหน้าตาไม่ดีเท่าฉัน รูปร่างก็เทียบไม่ได้ ฉันเองก็ไม่อยากจะมองคุณจริงๆ ฉันไปมองกระจกดีกว่า”
ปัง! เสียงหนึ่งดังขึ้น ซือฝูชิงปิดประตูโดยไม่ให้โอกาสหลินชิงเหยียนได้ตอบโต้ใดๆ
คลิก!
ประตูถูกล็อกอีกครั้ง
“…”
โถงทางเดินเงียบงันจนได้ยินเสียงเข็มหล่น
หลินชิงเหยียนรู้สึกว่าสายตาของทุกคนจับจ้องมาที่เธอเป็นตาเดียว
มันปักกลางแผ่นหลังของเธอราวกับจะดึงทึ้งเสื้อผ้าทุกชิ้นที่ปกปิดร่างกายของเธอออก
เธอพยายามสะกดเสียงอันสั่นเทาแล้วควบคุมอารมณ์ของตัวเอง “ยังจะมุงอะไรกันอยู่อีก? รีบกลับไปซ้อมเลย!”
หลังจากที่หลินชิงเหยียนพูดประโยคนั้นออกไป เธอก็หันหลังวิ่งหนีไปพร้อมดวงตาที่รื้นน้ำตาอย่างอดกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป
อาจารย์ที่ปรึกษาพูดแล้ว เด็กฝึกจึงไม่กล้าเพิกเฉย พวกเขาต่างทยอยกลับไป
“กลับๆ กลับไปซ้อม”
“เฮ้อ ทำไมตอนนั้นฉันถึงไม่ลงทะเบียนเรียนกับซือฝูชิงนะ เสียดายจริงๆ”
“นายถูกเมนเทอร์หลีเลือกไปแต่แรกแล้ว จะมาลงทะเบียนอะไรได้อีก? ช่างเถอะ ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้เห็นซะหน่อย”
เด็กฝึกมีความคิดต่างกันออกไป
แต่เด็กฝึกที่เป็นคนเลือกสละสิทธิ์จากชั้นเรียนของซือฝูชิงเองในตอนแรกต่างนิ่งเงียบไป
“หยวน หยวนเจ๋อ…” ใครบางคนพูดขึ้นอย่างอดรนทนไม่ไหว “นายว่าถ้าตอนนั้นพวกเรายังอยู่จะดีกว่ามั้ย?”
“อย่าบอกนะว่านายเสียใจทีหลัง?” เหยียนหยวนเจ๋อขมวดคิ้ว “ใช่ ซือฝูชิงหน้าตาดี แต่มันก็มีประโยชน์แค่กับเธอ ดีกับเราตรงไหน”
เมื่อก่อนซือฝูชิงเป็นคนขี้เหร่ที่ไม่สามารถร้องและเต้นได้
ส่วนตอนนี้เธอเป็นแจกันดอกไม้ใบหนึ่ง
ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไรนี่นา
“ถึงยังไงฉันยังอยากติดตามเมนเทอร์หลิน” เหยียนหยวนเจ๋อพูด “อย่างน้อยเมนเทอร์หลินก็มีพรสวรรค์จริงๆ ที่จะสอนเราได้ แต่ซือฝูชิงจะสอนอะไรได้ล่ะ”
เมื่อกี้เขาก็เห็นแล้วว่าท่าเต้นที่สวี่ซีอวิ๋นกำลังซ้อมอยู่นั้นไม่รู้ว่าแปลกพิสดารมาจากไหน
มีแต่ซือฝูชิงเท่านั้นที่จะสอนออกมาได้
เหยียนหยวนเจ๋อยิ้มเยาะออกมาเล็กน้อยก่อนจะกลับไปถึงห้องซ้อมเต้นหมายเลข 1 หลังจากทักทายหลินชิงเหยียนแล้ว เขาก็เริ่มฝึกซ้อม
เสียใจภายหลัง?
เขาไม่เสียใจกับการตัดสินใจของตัวเองอย่างแน่นอน
สำหรับการแสดงในวันมะรืนนี้ เขาต้องรักษาอันดับไว้ให้ได้และเข้าสู่ 51 อันดับแรกเพื่อไม่ให้ตัวเองถูกคัดออก
ส่วนสวี่ซีอวิ๋นเจ้าโง่นั่นก็ไม่แน่ ถ้าเขายังฝึกกับซือฝูชิงต่อไป ไม่ช้าก็เร็วต้องตกรอบแน่นอน
**
หกโมงเย็นซือฝูชิงเลิกงานตรงเวลา
เพื่อป้องกันปัญหาที่ไม่จำเป็น เธอจึงสวมหน้ากาก หมวกและแว่นกันแดดเพื่อปกปิดตัวตนอย่างมิดชิด โดยไม่เปิดเผยสิ่งใดออกมาเลยแม้แต่น้อย
อวี้ถังบอกแล้วว่าจะไปฉลองที่เธอมีแฟนคลับถึงแปดล้านคนด้วยกันที่ศาลาหลินเจียง
เฟิ่งซานมีธุระต้องออกไปข้างนอกสักพัก ซือฝูชิงจึงเป็นคนไปรับอวี้ซีเหิงที่คฤหาสน์
เธอจับพวงมาลัยและสัมผัสมันอย่างพึงพอใจ
ในที่สุดเธอก็ได้แตะรถอีกครั้ง
ซือฝูชิงเหยียบคันเร่ง ซึ่งสัญชาตญาณของร่างกายเธอบอกให้เหยียบสุดแรงม้า
เสี่ยวไป๋ร้องออกมาพลางกระแทกเอวของเธอไปมา
ซือฝูชิงแตะเบรกทันเวลา
จริงสิ มีเจ้านายที่อ่อนแอของเธออยู่บนรถคันนี้ด้วย
เพื่อเงินแล้วเธอจะขับรถเร็วไม่ได้
เสี่ยวไป๋พยักหน้าอย่างเป็นผู้ใหญ่
เพื่อก้อนทองของมันแล้ว มันจะต้องจับตาดูเจ้าของของมันตลอดเวลา จะปล่อยให้ขับรถเร็วไม่ได้
ถึงอย่างไรทักษะการขับรถของเจ้าของมัน…ก็ทำให้คนตกใจตายได้จริงๆ
รถหยุดลงในอีกสามสิบนาทีต่อมา
ศาลาหลินเจียงตั้งอยู่ใจกลางทะเลสาบ ซึ่งจะต้องเดินเท้าไปเท่านั้น และสามารถจอดรถได้เฉพาะบริเวณนี้
สภาพแวดล้อมโดยรอบเงียบสงบและมีผู้คนไม่มากนัก มีเพียงคู่รักไม่กี่คู่เท่านั้นที่นั่งกระจัดกระจายอยู่ริมน้ำ
ซือฝูชิงลงจากรถแล้วเข็นอวี้ซีเหิงเข้าไป
แต่หลังจากที่เธอเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็หยุดลงอย่างกะทันหัน
อวี้ซีเหิงที่อยู่บนรถเข็นพลันลืมตาขึ้น ดวงตาหงส์ล้ำลึกราวกับก้นทะเลลึก
“มีคนจำนวนมากกำลังเดินมาทางนี้” ใบหูซือฝูชิงขยับ “แต่ฝีเท้าของพวกเขาสับสน ร่างกายไม่เบา ถ้าต้องรับมือก็สบายๆ”
“อืม” อวี้ซีเหิงหลับตา “ไม่ต่ำกว่ายี่สิบ”
จำนวนมากกว่าคืนนั้น
“เจ้านาย คุณนั่งชมวิวไปก่อนละกัน” ซือฝูชิงประคองให้เขานั่งลงบนเก้าอี้ที่ว่างตัวหนึ่ง “ฉันจะรีบไปรีบกลับ สบายใจได้ ฉันจะทำให้ดีที่สุดเพื่อปกป้องความปลอดภัยของคุณ”
ดวงตาของเสี่ยวไป๋กำลังลุกโชน
ใช่ ต้องปกป้องก้อนทองของมัน!
ซือฝูชิงหันตัวไปพลางหักข้อนิ้ว
คนมีเล่ห์เหลี่ยมมากมายแต่ใช่ว่าจะรับมือไม่ได้
ในที่สุดเธอก็มีประโยชน์ในฐานะบอดี้การ์ดแล้ว!
ไม่ได้ต่อสู้มานานจนร่างกายติดๆ ขัดๆ ไปหมด ต้องฝึกมือซะหน่อย
ขณะที่ซือฝูชิงกำลังจะก้าวออกไป ข้อมือของเธอก็ถูกคว้าเอาไว้
ความเย็นแผ่นซ่านมาจากตำแหน่งที่สัมผัส
เธอหยุดชะงักก่อนจะหันกลับมา
เมื่อเห็นอวี้ซีเหิงกำลังเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยสายตาล้ำลึก ซือฝูชิงก็โน้มตัวลงไปแล้วพูดว่า “เจ้านาย มีเรื่องอะไรอีกมั้ย ดูเหมือนว่าจะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามา คุณมีศัตรูไม่น้อยเลยนะ ฉันต้องรีบกำจัดพวกเขาให้เร็วที่สุด”
เธอเคยทำให้คนอื่นเกลียดชังมามากมาย แต่เธอไม่ได้ถูกตามล่าทุกวันอย่างนี้
อวี้ซีเหิงไม่พูดอะไร เขาเพียงแค่จับจ้องเธอ
จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้นปิดปากเธอด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ไม่มีการสัมผัสแตะต้อง แต่ซือฝูชิงรู้สึกได้ถึงความเย็นจากฝ่ามือของเขา
วินาทีต่อมา เธอก็ได้ยินเขาถามเธอด้วยเสียงทุ้มต่ำ “อยากให้ฉันกอดเธอมั้ย”