เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 109 คล้ายคนแต่ไม่ใช่ และมีพลังการต่อสู้ที่น่ากลัว
- Home
- เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่
- บทที่ 109 คล้ายคนแต่ไม่ใช่ และมีพลังการต่อสู้ที่น่ากลัว
บทที่ 109 คล้ายคนแต่ไม่ใช่ และมีพลังการต่อสู้ที่น่ากลัว
เซินไห่เฉิงพาคนตระกูลเซินที่เป็นผู้ใช้พลังธรรมชาติมา 6 คน และพาอีกกลุ่มหนึ่งมาด้วย
“พี่สาวส่งพวกเรามา เดี๋ยวหลังจากจัดการเรื่องนี้เสร็จ เราอยากคุยกับเธอหน่อย”
“ได้” ลู่จินกู้ไม่ขัดข้องที่จะมีพันธมิตรเพิ่มขึ้น จึงตอบตกลงอย่างรวดเร็ว
“ฉันจะทิ้งพวกเขาไว้ที่นี่” เขาชี้ไปที่กลุ่มทหารองครักษ์ “พวกนี้ล้วนเป็นคนฝีมือดี หากไม่มีทัพใหญ่บุกเข้ามา พวกเขาก็สามารถรับมือได้อยู่แล้ว”
หัวหน้าทีมกล่าวทำความเคารพเธอ “เล่อหยาง หัวหน้ากองร้อยที่ห้าของทหารองครักษ์ตระกูลเซิน รับคำสั่งครับ”
มีผู้ช่วยเหลือเพิ่มขึ้นมากขนาดนี้ แน่นอนว่าเธอย่อมยินดี รีบพูดขึ้นทันทีว่า “งั้นรบกวนทุกท่านด้วย หากอีกฝ่ายเริ่มโจมตี ขอให้จัดการจับกุมพวกเขาอย่างรวดเร็ว”
เซินไห่เฉิงสังเกตเห็นการเลือกใช้คำพูดของเธอจึงถามด้วยความประหลาดใจ “แค่จับกุมก็พอแล้วหรือ?”
“ใช่ ฉันอยากเก็บพวกเขาไว้สอบสวน”
เมื่อเห็นว่าเธอมีท่าทีหนักแน่น คนอื่น ๆ จึงไม่พูดอะไรมาก
เซินไห่เฉิงพาผู้ใช้พลังธรรมชาติหลบไปก่อน
แม้ว่าคนตระกูลเซินจะมีพลังจิตแข็งแกร่ง แต่พวกเขาไม่ได้ชำนาญในการต่อสู้ หากอยู่ที่นี่อาจเป็นตัวถ่วงเสียมากกว่า
ไม่นานหลังจากที่ผู้ใช้พลังธรรมชาติออกไป ยานอวกาศก็ลงจอดประตูค่อย ๆ เปิดออก ผู้คนกลุ่มหนึ่งก็ออกมาจากยาน
แต่ว่า…พวกนี้แน่ใจหรือว่าเป็นคน?
ลู่จินกู้ขมวดคิ้วเล็กน้อย
‘คน’ ที่ลงมาจากยาน ผิวหนังเป็นสีดำคล้ำ ดูเหมือนถูกพิษ บ่งบอกถึงลักษณะการปนเปื้อนที่ต่างจากชนผิวดำที่เธอเคยพบ
ดวงตาพวกเขาเต็มไปด้วยความกระหายเลือด แต่ท่าทางดูสงบไม่ได้เหมือนพวกสัตว์อสูรที่ขาดสติปัญญา
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือคอของพวกเขา
ผิวหนังบริเวณนั้นเหมือนถูกกัดกร่อนฉีกขาด แทนที่จะมีเลือดเนื้อโผล่ออกมากลับเป็นแสงโลหะวาววับ
เธอหรี่ตาเล็กน้อย รู้สึกขนลุกเมื่อมองพวกเขา
หลังจากคนประหลาดพวกนี้ลงมาสิบคน ก็มีชายสวมเกราะคนหนึ่งเดินตามออกมา
เมื่อเขาปรากฏตัว หมอกพิษดำก็เริ่มกัดกร่อนเกราะอย่างรุนแรง เขาจึงโบกมือทำให้กลุ่มคนเดินเข้ามาในพาราไดซ์หมายเลข 3 ทันที
คนธรรมดามาที่พาราไดซ์ครั้งแรกมักจะรู้สึกประหลาดใจ แต่อีกฝ่ายกลับไม่แยแส ดวงตาไม่มองสิ่งใดรอบตัว
ทว่ามองเผิน ๆ เหมือนพวกเขาฝึกฝนมาอย่างดี แต่ความจริงแล้วเหมือนพวกเขาไม่มีชีวิตจิตใจมากกว่า
มีเพียงชายสวมเกราะที่มองไปรอบ ๆ อย่างสนใจ นั่นต่างหากที่ดูเหมือนคนทั่วไป
เธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น อีกฝ่ายมองเห็นเธอทันทีและค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้
ชายสวมเกราะหยุดห่างออกไปสิบก้าว แล้วยกแขนขึ้น
คนของเล่อหยางเคลื่อนไหวทันที สวมเกราะเข้าประจำตำแหน่งอย่างรวดเร็วและคุ้มกันเธอไว้ข้างหลัง
แต่ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้โจมตี เขากลับเปิดภาพสามมิติออกมาจากแขน
เป็นภาพใบหน้าของเธอ 360 องศา
ชายสวมเกราะเทียบภาพอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มเย็นชาแล้วเก็บภาพ “ไม่แปลกใจที่ทั้งสหพันธ์หาตัวเธอไม่เจอ ที่แท้ซ่อนตัวอยู่ที่นี่เอง”
ทันทีที่เขาพูดออกมา ลู่จินกู้ก็รู้ว่าตัวเองเดาไม่ผิด
เสียงนี้ เธอเคยได้ยินในกล่องขัง
ทั้งสองฝ่ายออกคำสั่งแทบจะพร้อมกัน
ชายสวมเกราะตะโกน “จับตัวเธอ!”
ส่วนเธอก็สั่งว่า “เอาตัวมาให้ได้!”
คนผิวดำและทหารองครักษ์ตระกูลเซินเคลื่อนไหวพร้อมกัน
เพราะทั้งสองฝ่ายต้องการจับเป็น เลยไม่ได้ใช้ปืนเลเซอร์ พวกเขาดึงอาวุธออกมาและเริ่มต่อสู้ด้วยมือเปล่า
ลู่จินกู้ไม่ได้ขยับ ชายสวมเกราะก็ไม่ได้ขยับ
ทั้งคู่มองกันอยู่ห่าง ๆ แม้หน้าของอีกฝ่ายจะถูกซ่อนอยู่ใต้เกราะ แต่เธอกลับรู้สึกถึงความอาฆาตแค้นที่น่ากลัวเหมือนมีดกรีดผิวเธอจนแสบ
ในใจเธอพลันนึกขึ้นได้ว่าหากตกอยู่ในมือของคนผู้นี้ เธอคงตายทั้งเป็น
“เฮือกก”
เสียงร้องเจ็บปวดดึงความสนใจของเธอกลับมาที่การต่อสู้
ลู่จินกู้หรี่ตาลงเล็กน้อย
พลังการต่อสู้ของอีกฝ่ายรุนแรงมากจริง ๆ
ทหารองครักษ์ตระกูลเซินสวมเกราะ ต่อสู้ด้วยพลังจิตและทักษะต่าง ๆ อีกทั้งประสานงานกันอย่างลงตัว พลังการต่อสู้ของพวกเขาไม่น่าจะแพ้ให้กับหน่วยทหารขนาดเล็กของกองทัพ
แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงห้านาที พวกเขากลับถูกบีบให้ถอยไปเรื่อย ๆ มีสองคนถูกอาวุธประหลาดของอีกฝ่ายฟันเข้า หากไม่ได้เพื่อนร่วมทีมช่วยไว้ทัน หัวคงหลุดไปแล้ว
พอเธอเห็นสถานการณ์ตรงหน้า ก็มีทหารองครักษ์อีกสามคนถูกอีกฝ่ายล้อมจับ หอกที่ถืออยู่กำลังจะฟันเข้าที่คอ
เสียงลูกธนูสามดอกแหวกอากาศมาอย่างรวดเร็ว พุ่งเข้าหาคนผิวดำด้วยมุมยิงที่ชาญฉลาด
พวกเขาไม่มีทางเลือกจึงต้องช่วยตัวเอง อย่างไรก็ตามทักษะการยิงธนูของเอลฟ์เป็นพลังจิตชนิดหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งที่จะหลบเลี่ยงได้ง่าย ๆ
ถึงแม้ว่าทั้งสามคนจะถอยอย่างรวดเร็ว แต่ลูกธนูก็ยังตามมาพร้อมกับการสั่นไหวในอากาศเล็กน้อย
ตราบใดที่พลังจิตยังไม่ขาด ลูกธนูก็จะไม่พลาดเป้าหมาย
ฉึก!!
ลูกธนูแทงทะลุเนื้อ เธออดไม่ได้ที่จะนึกชม
ธนูที่มีระบบนำวิถีแบบนี้ จะมีใครหลบได้?
ลูกธนูของกรีนลีฟโจมตีไปที่ข้อต่อหัวไหล่ แม้ว่าผู้ที่ถูกยิงจะไม่สูญเสียพลังการต่อสู้ในทันที แต่แขนขวาก็จะใช้การไม่ได้
เท่ากับว่าตัดกำลังฝ่ายตรงข้ามออกไปสามคน
ทหารองครักษ์ตระกูลเซินพึ่งจะรู้สึกว่าความกดดันเบาบางลงบ้าง ก็เห็นคนทั้งสามยกแขนขึ้น คว้าลูกธนูแล้วดึงออกมาโดยไม่ลังเล
ลู่จินกู้กดเสียงกรีดร้องไว้ในลำคออย่างยากลำบาก
ต้องรู้ว่าลูกธนูของเอลฟ์ต่างจากในภาพยนตร์อย่างสิ้นเชิง พวกนี้เป็นเทคโนโลยีขั้นสูง
ปลายธนูเมื่อแทงทะลุเข้าเนื้อแล้ว จะมีหนามแปดอันกางออกมาทันที บดขยี้เนื้อและกระดูกที่ทะลุผ่าน
ภายในด้ามธนูมีเซนเซอร์วัดแรงดันและระเบิดขนาดจิ๋วติดตั้งอยู่ เมื่อเซนเซอร์ตรวจจับได้ว่ามีคนพยายามดึงธนูออก ก็จะ…
ตู้ม!!
แขนสามข้างกระเด็นขึ้นไปบนอากาศ
ลู่จินกู้ที่ยังไม่ชินกับภาพอันนองเลือดแบบนี้ ถึงกับหลับตาลงด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ
แต่ก็ยังแอบมองเห็นภาพที่เลือดเนื้อกระจาย
ต่อมาในเสี้ยววินาที เธอรู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติ
เธอรีบลืมตาขึ้นอีกครั้งทันเห็นคนแขนขาดสามคนที่ยังต่อสู้อยู่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มือซ้ายยังถืออาวุธและกลับเข้าไปต่อสู้ในสนามอีกครั้ง
แต่สิ่งที่เธอมองไม่ใช่พวกเขา แต่เป็นบาดแผลที่น่ากลัว
ตรงจุดที่แขนขาด เลือดไหลนอง แต่ไม่ใช่สีแดง กลับเป็นสีม่วงดำ
จู่ ๆ เธอก็นึกถึงเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมา
บนดาวเคราะห์ 7133 วันนั้น ว่านฉีหยาเห็นคนไปทำนาเป็นครั้งแรก จึงรู้สึกตื่นเต้นและไม่มีงานอะไรทำอยู่แล้วเลยเข้าไปช่วยลุงเฉิงเก็บเกี่ยวข้าวสาลี
แต่เพราะทำไม่ถนัด เธอจึงถูกเคียวบาดนิ้วเข้า
เด็กสาวตกใจกลัวจนลืมวางเคียวแล้ววิ่งหนีไป
เธอกลัวเด็กสาวจะกลัวเลยวิ่งตามไปปลอบใจ แต่กลับเห็นเธอพยายามล้างเคียวออกอย่างแรง
พอเห็นเธอมาหา เด็กสาวก็ร้องไห้ด้วยความกลัว “พี่คะ นี่ล้างไม่ออกแล้ว ทำยังไงดี?”
เธอก้มดูถึงเห็นว่าบริเวณคมเคียวมีสีม่วงปรากฏ
หลังจากฟังคำอธิบายของว่านฉีหยาจึงได้รู้ว่า เลือดของเผ่าว่านฉีต่างจากเลือดมนุษย์ทั่วไป เป็นสีม่วงจาง ๆ และมีคุณสมบัติยึดเกาะกับโลหะสูง หากมีเลือดติดอยู่ จะต้องใช้หินแร่พิเศษจากดาวเคราะห์ 7444 ขัดและล้างออกเท่านั้น
เด็กสาวกลัวว่าตัวตนจะถูกเปิดเผย เลยตกใจมากจนมีปฏิกิริยาขนาดนี้
สุดท้ายเคียวเล่มนั้นก็ถูกลู่จินกู้เก็บไว้ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เธอได้รู้ว่าเผ่าว่านฉีคือผู้มีเลือดสีม่วง
ตอนนี้เมื่อเห็นเลือดของคนเหล่านี้ก็เป็นสีม่วง จึงอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง
ในขณะที่เธอยังสับสนอยู่นั้น ชายสวมเกราะก็ขยับตัวอย่างกะทันหัน