เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 115 กู้ฉิงเป็นใครกันแน่ (รีไรต์)
บทที่ 115 กู้ฉิงเป็นใครกันแน่ (รีไรต์)
ลู่จินกู้ถามคำถามที่ว่านฉีหยาอยากรู้มากที่สุดว่า “พวกเขาจะช่วยได้ไหม?”
เซินไห่เฉิงเหลือบมองสาวน้อยแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้ตอบคำถามทันที
ในใจของลู่จินกู้จึงเข้าใจได้ทันทีว่า ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะรู้ตัวหรือไม่ว่านี่คือคนเผ่าว่านฉี แต่ว่านฉีหยามีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเขาเซินไห่เฉิงก็ย่อมรู้ดี
และที่ยังไม่ตอบคำถามทันที อาจเป็นเพราะไม่อยากพูดคำตอบที่ทำให้หมดหวังต่อหน้าสาวน้อย
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ลู่จินกู้คิดจะหาข้ออ้างไล่สาวน้อยออกไป
แต่ว่านฉีหยากลับพูดแทรกขึ้นมา “พี่สาวช่วยพูดมาตรง ๆ ได้เลยค่ะ หนูเตรียมใจไว้แล้ว”
สาวน้อยคนนั้นกำลังตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัดแต่ทำเป็นเข้มแข็ง ทำให้คนในที่นั้นต่างรู้สึกสงสาร
ลู่จินกู้ยกมือกอดสาวน้อยไว้ในอ้อมอกพร้อมถอนหายใจเบา ๆ “ว่ามาเถอะ”
“คำตอบของฉันคือ ไม่รู้” เซินไห่เฉิงตอบอย่างตรงไปตรงมา “ถ้าหากสามารถดูบันทึกการทดลองได้ รู้ว่าพวกเขากลายเป็นแบบนี้ได้อย่างไร บางทีถึงจะหาคำตอบได้”
“แต่สถานที่ที่พวกเขาอยู่…อาจจะอยู่บนดาวเคราะห์ร้างดวงหนึ่ง”
เซินไห่เฉิงอ้าปากค้างจนแทบจะยัดไข่ไก่ลงไปได้ “มีคนอยู่บนดาวเคราะห์ร้างด้วยเหรอ? ใครบอกเธอล่ะ?”
ลู่จินกู้หลุบตามองต่ำและคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลบางอย่างเพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติม
“เธอเคยได้ยินชื่อเซวี่ยซานหวงไหม?”
“เขาเป็นใคร?” เซินไห่เฉิงทำหน้าตาเหมือนไม่ได้แกล้ง
“หัวหน้าของกลุ่มนี้ที่มาจับตัวฉัน” ลู่จินกู้อธิบายอย่างง่าย ๆ
เซินไห่เฉิงส่ายหัว “ไม่เคยได้ยินนะ”
“แล้วรู้จักกู้ฉิงไหม?”
ฝ่ายตรงข้ามตกตะลึง “คุณได้ยินชื่อนี้มาจากไหน?”
เธอไม่ตอบแต่กลับถามว่า “เธอรู้จักจริง ๆ ด้วย?”
“…คนในเจ็ดตระกูลของสภา ใครจะไม่รู้จักกู้ฉิงบ้าง?” เซินไห่เฉิงยิ้มเจื่อน “โชคดีที่เธอถามฉัน ถ้าเป็นต่อหน้าคนตระกูลกู้ อย่าได้เอ่ยชื่อนี้เชียว”
“ทำไมล่ะ?” เธอสงสัย
“นี่คือบาดแผลใหญ่ของตระกูลกู้ ก่อนหน้านี้มีคนโง่ในตระกูลอเล็กซานเดอร์ที่กล้าพูดถึงกู้ฉิงต่อหน้ากู้ตั๋ว แถมยังกระแทกแดกดันจนถูกกู้ตั๋วฟันแขนขาดไปข้างหนึ่งและสมองก็ถูกโจมตี ระดับพลังจิตลดลงไปสองขั้น กลายเป็นคนไร้ประโยชน์ตั้งแต่นั้นมา”
เซินไห่เฉิงตบที่หน้าอกตัวเองราวกับยังขวัญผวาเมื่อคิดถึงเหตุการณ์นั้น “ก็เพราะเรื่องนี้แหละ กู้ตั๋วถึงถูกปลดจากตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพของดาวศูนย์กลางและถูกลดขั้นไปกองทัพที่เจ็ด”
…ที่แท้เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาก่อนนี่เอง
เธอบันทึกลงในใจว่า ‘อย่าเอ่ยถึงคนนี้ต่อหน้าคนตระกูลกู้’ แล้วจึงถามด้วยความสงสัยว่า “แล้วตกลงกู้ฉิงเป็นใครกันแน่?”
“เขาเป็นพี่ชายของกู้ตั๋ว ในยุคสมัยของเขา ผู้ที่โดดเด่นที่สุดในตระกูลกู้ไม่ใช่กู้ตั๋ว แต่เป็นเขาต่างหาก”
…ตายแล้วเหรอ?
ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้คำตอบนี้ เธอเบิกตากว้างแต่ในใจกลับรู้สึกโล่งอกอย่างน่าประหลาด
ตอนที่เซวี่ยซานหวงบอกว่าผู้ที่สั่งการเขาคือพี่ชายของกู้ตั๋ว กู้ฉิง ใจของเธอเต้นระรัวมาก
กู้ตั๋วเป็นคนแรกที่เธอพบหลังมาที่โลกนี้ ถึงแม้จะมีบางครั้งที่ไม่ลงรอยกัน แต่เขาก็ปกป้องเธอหลายครั้ง
แม้จะมีแผนการบางอย่างที่เธอไม่รู้แต่ก็ไม่ได้ทำลายความปลอดภัยของเธอเลย
ในตอนนี้เธอเพิ่งจะรู้ตัวว่า ลึก ๆ ในใจเธอไม่อยากจะเป็นศัตรูกับกู้ตั๋ว
เธอไม่พูดอยู่นาน เซินไห่เฉิงและว่านฉีหยาจึงเริ่มมองด้วยความสงสัย
เธอสงบใจลงแล้วกดความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้ถามว่า “เขาตายได้ยังไง?”
“เรื่องนี้…” เซินไห่เฉิงทำท่าคิดหนัก “อย่าให้กู้ตั๋วรู้ว่าเป็นฉันบอกเธอแล้วกัน”
“ได้ ฉันสัญญา”
ดูเหมือนว่าจะมีความลับอะไรบางอย่างอยู่ด้วย?
“ประมาณแปดปีก่อน กู้ฉิงตอนนั้นเพิ่งจะอายุยี่สิบกว่า ๆ แต่ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็น ‘ผู้แข็งแกร่งที่สุด’ ของสหพันธ์ ได้รับเหรียญตรามากมายพอดีกับที่ชายแดนเกิดการโจมตีจากสัตว์อสูรทมิฬที่รุนแรงมาก มีเผ่าพันธุ์นอกจากมนุษย์ฉวยโอกาสก่อกวน กู้ฉิงจึงได้รับการแต่งตั้งจากสภาให้เป็นผู้บัญชาการร่วม นำกองทัพสามกองออกไปรบ ในเวลานั้นทุกคนคาดการณ์ว่า หากชนะสงครามนี้ กู้ฉิงจะกลายเป็นจอมดวงดาวที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สหพันธ์”
ลู่จินกู้รู้ว่าทหารของสหพันธ์แบ่งระดับจากต่ำไปสูงตั้งแต่ทหารชั้น 1-5 จากนั้นจึงเป็นระดับนายพลดวงดาว พลโทดวงดาว พลเอกดวงดาว และจอมพลดวงดาว
ส่วนตำแหน่งจอมพลดวงดาวคือยศสูงสุดที่ทหารสหพันธ์จะได้รับ
หากกู้ฉิงได้รับตำแหน่งนี้ตั้งแต่อายุยี่สิบกว่า ๆ จึงไม่แปลกที่เซินไห่เฉิงจะเน้นย้ำความ ‘โดดเด่น’ ของเขาหลายครั้ง
แต่ตามที่เธอรู้ ปัจจุบันมีเพียงปู่ของกู้ตั๋วที่เกษียณแล้วเท่านั้นที่เป็นจอมพลดวงดาวของสหพันธ์
เธอจึงไม่ได้พูดอะไร รอฟังการพลิกผันของเรื่องราว
แน่นอนว่าเซินไห่เฉิงยิ้มเจื่อนแล้วกล่าวว่า “แต่ว่า”
“แต่ว่าเกิดเรื่องขึ้นในครั้งนั้น มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นกู้ฉิง…ตายแล้ว”
ลู่จินกู้รู้สึกจนปัญญา
เกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้างไม่ใช่หัวใจสำคัญของเรื่องเหรอ? ทำไมถึงพูดผ่านไปแค่นี้?
เซินไห่เฉิงเหมือนจะได้ยินเสียงในใจของเธอ มองมาด้วยความหมายลึกซึ้ง พูดเสียงเบาว่า “เรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นความลับสุดยอด ฉันบอกเจ้าไม่ได้ เอาเป็นว่ากู้ฉิงตายอย่างน่าเวทนา คนตระกูลกู้พบแค่แขนข้างขวาของเขาและตราประทับเท่านั้น”
ที่แท้โหดร้ายเช่นนี้ เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมตระกูลกู้ถึงปิดบังเรื่องนี้ไว้
บุคคลที่โดดเด่นราวกับเทพแต่กลับไม่เหลือร่างกายไว้เลย ไม่ว่าใครก็ไม่อาจยอมรับได้
…แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาตายแล้วจริง ๆ
“ทำไมเธอถึงถามถึงกู้ฉิงขึ้นมาทันทีแบบนี้ล่ะ?” เห็นเธอไม่ถามต่อ เซินไห่เฉิงดูเหมือนจะโล่งอก รีบถามออกมาทันที
“เซวี่ยซานหวงว่านั่นหลอกฉัน!” เธอหัวเราะเยาะ “มันกล้าบอกว่าการลักพาตัวฉันเป็นคำสั่งของคนตาย ในสายตามันฉันไม่ได้เป็นแค่คนไร้ค่าด้านพลังจิต แต่ยังโง่อีกด้วย”
“นี่มัน…” เซินไห่เฉิงก็พูดไม่ออก “ตอนที่กู้ฉิงตายกู้ตั๋วก็อยู่ในที่เกิดเหตุ ถึงจะอยากยุแยง คำโกหกแบบนี้ก็ง่ายเกินไปที่จะถูกเปิดโปง”
เธอลูบคางถามว่า “แล้วเซวี่ยซานหวงที่ว่านั่นอยู่ที่ไหน? ฉันไปเจอเขาได้ไหม?”
“อยู่ในคุกชั้นใต้ดินลงไปหนึ่งชั้น เธออยากไปก็ไปสิ”
รู้สึกว่าคำโกหกนี้แปลกเกินไป ถ้าเซินไห่เฉิงสามารถไปถามอะไรเพิ่มเติมได้ก็คงดี
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เธอยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องถาม “เซวี่ยซานหวง เคยเปิดเผยว่าห้องทดลองถูกสร้างขึ้นบนดาวเคราะห์ร้างดวงหนึ่ง ถ้าฉันอยากไปที่ดาวนั่น มีวิธีไหนบ้างที่จะต้านทานมลพิษจากสารพิษได้ชั่วคราว”
“เธอบ้าไปแล้ว!”
เซินไห่เฉิงตาเบิกกว้างเท่าไข่ห่านแทบจะกระโดดขึ้นมา
“ระดับมลพิษบนดาวเคราะห์ร้างนั่น แม้แต่พี่สาวของฉันเข้าไปก็อยู่ไม่ได้เกินครึ่งวัน เธออย่าคิดเลย…” พูดไปครึ่งทาง เธอก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วเปลี่ยนคำพูด “ถ้าเป็นพาราไดซ์อาจจะต้านทานมลพิษแบบนั้นได้ แต่เธอจะเอามันติดตัวไปด้วยได้งั้นเหรอ?”
แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้
“อีกอย่าง คนคนนี้พูดเรื่องไร้สาระ เธอจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเรื่องดาวเคระห์ร้างนี้เขาไม่ได้หลอกเธอ? อย่าคิดเลย เป็นไปไม่ได้หรอก! ถ้าดาวเคระห์ร้างยังมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ แล้วจะเรียกว่าดาวเคระห์ร้างได้อย่างไร!”
ลู่จินกู้และว่านฉีหยาต่างแสดงสีหน้าผิดหวัง มีเพียงพวกเธอเท่านั้นที่รู้ว่าบนดาวเคระห์ร้างแล้วนั้นยังมีคนที่มีชีวิตอยู่และกำลังดิ้นรนอย่างยากลำบาก
เธอยังไม่ยอมแพ้ “จริง ๆ แล้วไม่มีวิธีอื่นเลยหรือ? พวกคุณที่เป็นตระกูลชั้นสูง ไม่มีวิธีลับ ๆ อะไรที่จะช่วยฉันได้หรือ?”
“ไม่มี ไม่มี” เซินไห่เฉิงโบกมือปฏิเสธซ้ำ ๆ “ถึงจะมี ฉันก็ไม่มีทางช่วยเธอหรอก พาราไดซ์เป็นความหวังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการฟื้นฟูธรรมชาติในตอนนี้ พี่สาวของฉันจะต้องปกป้องเธอเหมือนแก้วตาดวงใจแน่นอน จะยอมให้เธอไปเสี่ยงอันตรายได้ยังไง”
เธอพูดพลางเดินไปทางห้องขัง “ฉันจะไปพบเซวี่ยซานหวงนะ เธออย่าคิดฟุ้งซ่าน”
ดูท่าทางที่วิ่งหนีอย่างตื่นตระหนกนั้น ถ้าไม่รู้เรื่องคงคิดว่ามีผีไล่ตามมาข้างหลังเสียอีก
เมื่อคำพูดของพี่สาวทั้งสอง ว่านฉีหยามีหลายอย่างที่ไม่เข้าใจ แต่ประโยคสุดท้ายนี้ความหมายชัดเจนมาก
พี่สาวลู่ไม่สามารถไปดาวเคราะห์ 7444 ได้!
แม้ว่าเด็กสาวจะคิดว่าตัวเองได้เตรียมใจไว้แล้ว แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสิ้นหวัง
ในขณะเดียวกันลู่จินกู้ก็เปิดหน้าจอระบบขึ้นมา
“ระบบพาราไดซ์ที่เก่งกาจ ในสถานการณ์แบบนี้ช่วยฉันได้ไหม?”